bg-single

บันทึกความทรงจำของการต่อสู้ที่ถูกลืม : การประท้วงใหญ่ที่ปัตตานีปี 2518

28.04.2017

หมายเหตุ : บทความนี้ผยแพร่ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 9-15 ธ.ค. 2559 โดย ดวงยิหวา อุตรสินธุ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ปัจจุบันอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) วิทยาเขตอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

 

การประท้วงของประชาชนนับแสนที่มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ไทยที่มีผลกำหนดชะตากรรมต่อระยะที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในการประท้วงที่ยาวนานของประเทศไทย เพราะกินเวลาทั้งสิ้น 45 วัน (ตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม ปี 2518 จนถึงวันที่ 24 มกราคม 2519)

หากแต่ว่า…ทำไมถึงไม่ได้รับการกล่าวถึงเท่าที่ควร?

ทั้งๆ ที่เหตุการณ์การประท้วงใหญ่ที่ปัตตานีปะทุขึ้นในช่วงระยะเวลาเดียวกันกับการต่อสู้ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

แต่ทำไมถึงไม่มีการกล่าวขานหรือให้ความสำคัญของการต่อสู้ของคนในพื้นที่สามจังหวัด?

แล้วเหตุการณ์ประท้วงใหญ่ที่ปัตตานีสำคัญอย่างไร?

 

เหตุการณ์การประท้วงเริ่มจากการที่ประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ได้รวมตัวกันชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดปัตตานี เป็นการประท้วงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐบาล สืบเนื่องมาจากการที่นายทหารนาวิกโยธินจำนวนหกนายได้วิสามัญฆาตกรรมชาวบ้านรวมทั้งสิ้นห้าศพก่อนโยนทิ้งตรงสะพานกอตอลงแม่น้ำสายบุรีในคืนวันที่ 29 พฤศจิกายน ปี 2518

จุดที่เกิดเหตุเป็นเขตรอยต่อระหว่างอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี กับอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส

เรื่องทั้งหมดคงจะเงียบหายไปหากไม่เป็นเพราะ เด็กชายซือแม บราเซะ ในวัยเพียงสิบห้าปี กลับรอดชีวิตจากการฆาตกรรมหมู่ในคืนวันนั้นราวปาฏิหาริย์

เด็กชายซือแมกัดฟันลากตัวเองขึ้นฝั่ง ออกมาตีแผ่การกระทำที่ไร้ความเป็นธรรมและความเหี้ยมโหดของเจ้าหน้าที่รัฐให้กับชาวบ้านในพื้นที่ได้รับรู้

หลังจากที่เริ่มมีการชุมนุมเรียกร้องหน้าศาลากลางจังหวัดปัตตานีได้เพียงแค่สองวัน เกิดเหตุโยนระเบิดเข้าใส่ผู้ชุมนุมประท้วงในช่วงเวลาประมาณหนึ่งทุ่มของคืนวันที่ 13 ธันวาคม 2518 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตสิบสองคน และบาดเจ็บอีกนับสามสิบคน

มีประชาชนผู้อยู่ในเหตุการณ์ให้การว่าตำรวจเป็นผู้ที่โยนระเบิดเข้ามาในที่ชุมนุม1 นำมาซึ่งความเจ็บปวดต่อผู้คนที่ประสบเหตุการณ์ความสูญเสียในการชุมนุมในวันนั้น คาดว่าผู้โยนระเบิดอาจมีความตั้งใจที่จะสร้างความหวาดกลัวให้ผู้ชุมนุมประท้วงจนแตกสลายการชุมนุมกันไปเอง หากแต่ผลกลับปรากฏเป็นไปในทิศตรงกันข้าม ชาวบ้านกลับยิ่งมารวมตัวในการชุมนุมประท้วงกันมากขึ้นจนถึงวันที่มีผู้ชุมนุมประท้วงมากที่สุดที่คาดว่าถึงแสนคน

 

การชุมนุมยืดเยื้อออกไป จนวันที่ 24 มกราคม 2519 ได้มีการตกลงยุติการชุมนุมอย่างเป็นทางการระหว่างกลุ่มผู้พิทักษ์ประชาชน กับ นายปรีดา พัฒนถาบุตร ตัวแทนรัฐบาลในการเจรจาในขณะนั้น

การประท้วงครั้งใหญ่ที่ปัตตานีในปี 2518 นับได้ว่าเป็นจุดการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มมีการพัฒนาความมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน (political participation)

ชาวบ้านกล้าที่จะออกมาร่วมชุมนุมประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐ ซึ่งโดยปกติแล้วชาวบ้านค่อนข้างกลัวที่จะแสดงออกทางการเมืองเนื่องเพราะเจ้าหน้าที่รัฐในอดีตกดขี่ข่มเหงรังแกชาวบ้าน ยิ่งโดยเฉพาะชาวบ้านมลายูมุสลิมที่พูดภาษาไทยไม่คล่องนักมักจะถูกกลั่นแกล้งรังแกได้ง่าย

นอกจากนี้ การประท้วงใหญ่ที่ปัตตานีในยุคนั้นยังถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่ทำให้นักการเมืองทั้งกลุ่มวาดะห์ และนักการเมืองฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ถือกำเนิดขึ้นมาจนมีบทบาททางการเมืองที่สำคัญจนถึงยุคปัจจุบัน

และเป็นช่วงที่นักพูดฝีปากกล้าและผู้นำในการประท้วงถูกเจ้าหน้าที่รัฐไล่ตามเก็บทั้งระหว่างปราศรัยและหลังจากที่การประท้วงสิ้นสุดลง

จนเป็นเหตุให้หลายคนต้องระเห็จหนีเข้าป่า

 

การประท้วงที่ปัตตานีสามารถลากยาวได้เป็นระยะเวลาถึง 45 วัน ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะเป็นการประท้วงในช่วงระยะที่มีรัฐบาลพลเรือนมีอำนาจ บวกกับการที่นายกรัฐมนตรี หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ไม่ได้เป็นฝ่ายคุมเสียงข้างมากในสภา และถูกสถานการณ์การเมืองฟากอินโดจีนบีบคั้น จึงขาดเสถียรภาพทางการเมืองเท่าที่ควร

รัฐบาลช่วงนั้นกลายเป็นช่วงที่เรียกได้ว่าเป็น weak state ซึ่งถ้าเทียบกับเหตุการณ์สิบสี่ตุลาและหกตุลา ถือเป็นการเกิดการปะทุขึ้นช่วงที่รัฐบาลทหารเรืองอำนาจ จึงทำให้การปราบปรามผู้ประท้วงนั้นหนักกว่าเหตุการณ์ประท้วงที่ปัตตานี 2518

 

อีกเหตุผลหนึ่งที่การประท้วงที่ปัตตานีเป็นไปได้อย่างยาวนานจนได้ผลการตกลงที่เป็นที่พึงพอใจระหว่างผู้ชุมนุมกับรัฐบาลก็เพราะทางฝ่ายผู้ชุมนุมประท้วงมีการจัดการการชุมนุมประท้วงอย่างมีประสิทธิภาพ

มีการร่วมมือกันระหว่างองค์กรทั้งในพื้นที่อย่างศูนย์พิทักษ์ประชาชน นักศึกษา มอ.ปัตตานีนับหกสิบคน กลุ่มข้าราชการมุสลิม และองค์กรนอกพื้นที่อย่างชมรมมุสลิมสยามที่กรุงเทพฯ

มีเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยยุคนั้นเข้าร่วมในการประท้วงที่ปัตตานี

รวมทั้งสมาชิกสภาผู้แทนพรรคประชาธิปัตย์ในยุคนั้นที่ต่างก็มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือในการจัดการการชุมนุมเรียกร้องให้เป็นไปอย่างสงบ

องค์กรศูนย์พิทักษ์ประชาชน ซึ่งเป็นการร่วมกันจัดตั้งโดยกลุ่มนักศึกษามุสลิมสลาตัน ผู้นำศาสนา ครูบาอาจารย์ ผู้นำชุมชน ผู้สื่อข่าวและผู้จัดรายการวิทยุระดับท้องถิ่น แพทย์ ต่างร่วมมือกันทำงานอย่างแข็งขัน

มีการแจกจ่ายภาระงานความรับผิดชอบให้แต่ละคนในการจัดการการชุมนุมให้เป็นไปอย่างสงบ มีการจัดตั้งเวทีปราศรัย รวมถึงการอ่านอัลกุรอาน มีการละเล่นการแสดงเพื่อไม่ให้ผู้ร่วมชุมนุมเบื่อหน่าย และมีการแลกเปลี่ยนอภิปรายปัญหาการเมืองทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นโอกาสอันดีที่ชาวบ้านผู้เข้าร่วมชุมนุมได้รับข้อมูลข่าวสารบ้านเมือง2

สัณห์ จิตรปฏิมา

 

การปราศรัยใช้ทั้งภาษาไทยและมลายูสลับกัน จนเป็นเหตุให้ พล.ท.สัณห์ จิตรปฏิมา แม่ทัพภาคที่ 4 ในขณะนั้นให้ความเห็นว่า “การเปิดอภิปราย มีการพูดทั้งภาษาไทยและมลายู มีความมุ่งหมายยั่วยุให้ประชาชนกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาล”3

หากย้อนกลับขึ้นไปคำนึงถึงคำถามที่ได้ตั้งไว้ในตอนต้นของบทความนี้ เหตุผลแรกอาจเป็นเพราะว่าการต่อสู้ของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองหลวงอย่างเหตุการณ์สิบสี่ตุลา4 หรือหกตุลา และมีความรุนแรงน้อยกว่าทั้งสองเหตุการณ์ การประท้วงที่ปัตตานีปี 2518 จึงไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร แม้ว่าจะมีการนำเสนอผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่างไทยรัฐและเดลินิวส์อย่างใกล้ชิดทุกวันนับตั้งแต่วันที่เริ่มมีการร่วมชุมนุม

เหตุผลข้อที่สอง การที่ผู้ใหญ่ผู้มีอำนาจทางการเมืองในยุคนั้น เช่น พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม หรืออย่าง พ.ต.ท.บุญเลิศ เลิศปรีชา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ล้วนให้สัมภาษณ์ว่าการประท้วงใหญ่ที่มัสยิดกลางปัตตานีได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายผู้ที่ต้องการแบ่งแยกดินแดน

 

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

 

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ในระยะแรกเป็นการเรียกร้องความเป็นธรรม ต่อมาได้มีการถือสาเหตุนี้เป็นการเรียกร้องแบ่งแยกดินแดน ซึ่งเรายอมไม่ได้ ทั้งนี้ มีผู้ใช้กรณีที่มีคนตายเรียกร้องขึ้นมา”5

มีการกล่าวหาประชาชนผู้เข้าร่วมประท้วงอย่างไม่มีมูล กล่าวหาว่าผู้ที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนเป็นผู้จัดตั้งการประท้วงครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือของประชาชนผู้ร่วมชุมนุม และถือเป็นการดูถูกศรัทธาอันแรงกล้าของประชาชนในพื้นที่ที่อยากจะมีส่วนร่วมทางการเมือง

ขณะที่ ดร.อารง สุทธาศาสน์ ผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์ประท้วงในครั้งนั้นได้ตั้งข้อสังเกตว่า “การประท้วงครั้งนี้นับว่าเป็นบทบาทของประชาชนอย่างแท้จริง” 6

ดร.อารงกล่าวว่า การประท้วงครั้งนี้เป็นการประท้วงที่ชาวบ้านระดับรากหญ้าที่ยอมเดินทางมาจากหมู่บ้านที่ห่างไกลเพื่อมาร่วมชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรม

ชาวบ้านเหล่านี้แม้จะมีความรู้เรื่องทางการเมืองค่อนข้างน้อย แต่เขาก็เริ่มที่จะเข้าใจสิทธิ์ทางการเมืองและเริ่มเรียนรู้ความเป็นไปและข่าวสารทางการเมืองมากขึ้นในระหว่างการชุมนุม7

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่า ประชาชนในพื้นที่สามจังหวัด อย่างไรเสียก็ต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมอย่างสันติ และเกือบทุกครั้งที่รัฐและคนของรัฐมักเป็นฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงกำราบประชาชนให้ขลาดกลัวที่จะลุกขึ้นมาตั้งข้อสงสัยในการทำงานของรัฐ

 

ตราบใดที่รัฐบาลยังคงทัศนคติเดิมๆ เหมารวมว่าความต้องการความเป็นธรรมของประชาชนคือสิ่งเดียวกันกับความต้องการที่จะแบ่งแยกดินแดน กล่าวคือ…ไม่มีศักยภาพในการที่จะสามารถจำแนกแยกแยะตัวแปรทั้งสองให้แยกจากกันได้นั้น เมื่อนั้นความรุนแรงในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ก็จะยังคงยืดเยื้อดำเนินต่อไป

จึงอยากกระซิบบอกว่า…เหตุการณ์ในพื้นที่สามจังหวัดไม่ได้มีเพียงแต่การเกิดเหตุที่กรือเซะกับการชุมนุมที่ตากใบในปี 2547 เหตุการณ์การต่อสู้โดยประชาชนระดับประเทศก็ไม่ได้มีเพียงแค่เหตุการณ์สิบสี่ตุลา 16 และหกตุลา 19

คนที่ร่วมต่อสู้หน้าพื้นที่มัสยิดกลางปัตตานีในวันนั้นยังคงจำเหตุการณ์ได้ดี เฉกเช่นนี้แล้ว…พวกเราก็ไม่ควรลืมว่ามีการประท้วงใหญ่ที่มัสยิดกลางปัตตานีในปี 2518

ไม่อยากให้ลืมว่าครั้งหนึ่ง ชนกลุ่มน้อยชาวมลายูมุสลิมได้กล้าที่จะลุกขึ้นมารวมตัวกันเกือบเรือนแสนเพื่อชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐไทย

ไม่อยากให้ลืมว่าครั้งหนึ่งมีการประท้วงโดยประชาชนที่มารวมตัวกันจากทุกภาคส่วนซึ่งเป็นการประท้วงรัฐบาลอย่างสันติ

เป็นความต้องการที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมโดยประชาชนเพื่อประชาชน

ไม่ใช่เป็นความต้องการที่จะแบ่งแยกดินแดนอย่างที่รัฐมักกล่าวหายามที่ประชาชนในสามจังหวัดชายแดนใต้ขอมีส่วนร่วมทางการเมือง

และที่สำคัญ…ไม่อยากให้ชาวมลายูมุสลิมเองต้องลืมว่าความสามัคคีและความเป็นเอกภาพนั้นคืออาวุธทางการเมืองที่สำคัญที่สุดที่จะใช้ในการต่อรองกับผู้มีอำนาจเหนือกว่าได้อย่างสันติ

 


1ไทยรัฐ วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม 2518 หน้าที่ 16
2อารง สุทธาศาสน์ ปัญหาความขัดแย้งในสี่จังหวัดภาคใต้ หน้า 49
3ไทยรัฐ วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2518 หน้า 16
4เหตุการณ์ช่วงสิบสี่ตุลามีการประท้วงรัฐบาลโดยนักศึกษาทั่วประเทศ รวมทั้งที่จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส แต่ศูนย์กลางการชุมนุมประท้วงหลักตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ จากหนังสือขบวนการประชาชนตุลาคม 2516
5ไทยรัฐ วันอังคารที่ 16 ธันวาคม 2518 หน้า 16
6อารง สุทธาศาสน์ ปัญหาความขัดแย้งในสี่จังหวัดภาคใต้ หน้า 35
7อารง สุทธาศาสน์ ปัญหาความขัดแย้งในสี่จังหวัดภาคใต้ หน้า 49



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์
รมช.เกษตร ยัน ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารตามต่างประเทศ