bg-single

ชวนคุยหนัง “ปีศาจ” ชี้ปีศาจรุ่นใหม่นี้ดุกว่า เตือนฝ่ายจารีตโต้กลับเหี้ยมขึ้น

07.11.2021

สำนักพิมพ์มติชน ชวนคุยหนัง “ปีศาจ” จากงานเขียนเลื่องชื่อของ “เสนีย์ เสาวพงศ์” คอลัมนิสต์ดังชี้ คนรุ่นใหม่ยุคนี้ คือ “ปีศาจ” ที่ดุกว่า “ศราพัส” เตือนให้ระวัง ฝ่ายจารีตโต้กลับหนักขึ้น-เหี้ยมขึ้น

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2564 ณ ห้อง Auditorium มติชนอคาเดมี เมื่อเวลา 13.00 น. สำนักพิมพ์มติชนจัดงานเสวนาพร้อมฉายภาพยนตร์ จากงานวรรณกรรมอันเลื่องชื่ออย่าง “ปีศาจ” งานประพันธ์ของ “เสนีย์ เสาวพงศ์” โดยได้รับเชิญผู้ร่วมเสวนาได้แก่ กล้า สมุทวณิช นักเขียนและคอลัมนิสต์ชื่อดัง และศราพัส บำรุงพงศ์ ปทุมรส บุตรสาวของศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ เจ้าของนามปากกา “เสนีย์ เสาวพงศ์”

ศราพัสกล่าวเริ่มถึงเส้นทางงานเขียนของบิดาและชื่อของ “เสนีย์ เสาวพงศ์” ว่า ด้วยความที่คุณพ่อทำงานกระทรวงการต่่างประเทศ ไม่ทราบเลยว่าพ่อคือ เสนีย์ เสาวพงศ์ จนตอนโตเมื่อพ่อไปทำงานที่สำนักงานทูตไทยในกรุงลอนดอน ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 นักศึกษาที่ลี้ภัยมายืนรอพ่อที่หน้าสำนักงานทูต ถามหาคนชื่อ “เสนีย์ เสาวพงศ์” ก็สงสัยว่าใครคือเสนีย์ เสาวพงศ์ ไม่ทราบมาก่อนว่าพ่อเป็นนักเขียน อย่างเรื่องปีศาจ ก็แต่งขึ้นก่อนพี่เกิด

ศราพัสกล่าวอีกว่า พ่อเอางานปีศาจมาให้พี่อ่านก่อน ความรู้สึกแรกคือ พ่อมีความก้าวหน้ามาก ตอนปี 2498 พ่อเขียนยังขนาดนี้ แถมมีหัวคิดแบบสตรีนิยม เพราะพ่อให้เกียรติสตรีมาก คุณพ่อคุณแม่ไม่ค่อยทะเลาะกัน แค่มีงอนกันบ้าง

“ได้ยินเสียงพิมพ์ดีด พ่อจะไม่พูด นิ่ง จะใช้เวลาคิด รู้ว่าเขียนอะไรซักอย่าง เป็นคนเคร่งขรึม ลูกๆค่อนข้างเกรงพ่อ จะมาสนิทเอาตอนพ่อเกษียณแล้ว พอเรามีเรื่องอะไร และพ่อมาเป็นที่ปรึกษาให้มติชน ก็คลายความเกร็ง” ศราพัส กล่าวความทรงจำอื่นของพ่อ

ด้านกล้ากล่าวว่า ผมก็มาโตในบ้านของนักวิชาการ นักปราชญ์ ภาพแรกที่ผมจำได้คือชั้นหนังสือ พ่อเลี้ยงผมไว้ในห้องหนังสือ ก็ชินกับหนังสือต่างๆ ทีนี้ พอเริ่มอ่านออก เริ่มผสมคำเป็น ก็หยิบหนังสือเท่าที่อ่านได้ เช่น กิมง้วน พอเรื่องปีศาจที่เขียนช่วงใกล้กัน ในช่วงก่อน 2500 ก็เจอปีศาจอยู่ดี ตอนแรกในหัวคือต้องเป็นเรื่องผีแน่ๆ แต่ปีศาจตอนท้ายกลับเป็นงานแนวรักเศร้าตามสไตล์งานวรรณกรรมยุคนั้น

ศราพัสตอบข้อสงสัยชื่อของวรรณกรรม”ปีศาจ” ที่นึกว่าเป็นแนวผีหรือเรื่องเหนือธรรมชาติว่า “ปีศาจ”ของพ่อ คือ สิ่งที่น่ากลัวของชนชั้นนำ ปีศาจจะมาเป็นที่นิยม หามาอ่านสำหรับคนหนุ่มสาวในยุคใดที่มีการกดขี่ข่มเหง ความไม่เท่าเทียม

หนังสือเล่มนี้จุดประกาย อย่างช่วง 6 ตุลา 2519 ที่คุณนิธินันท์เล่าว่าต้องถ่ายสำเนาแจกอ่าน เป็นหนังสือที่มีคำพูดหลายตอน ที่จุดประกาย เติมพลัง ความหวังให้คนรุ่นใหม่ ปีศาจในที่นี้คือปีศาจแห่งกาลเวลา เวลาเคลื่อนไปเรื่อยๆ ของเก่าต้องเสื่อมไป นี่คือสัจธรรมที่จะพรากความล้าหลังสู่อนาคต ทุกคนเป็นปีศาจได้ แทบไม่ต้องทำอะไร จึงน่าประทับใจ

จากงานเขียน “ต้องห้าม” สู่ วรรณกรรมเหนือยุคสมัย

เมื่อถามถึงการเป็นวรรณกรรมต้องห้าม ศราพัสกล่าวว่า โรงพิมพ์ตอนนั้นถูกปิดหลายแห่ง อีกทั้งชื่อของนักเขียน จะถูกมองเป็นคอมมิวนิสต์หมด

กล้ากล่าวถึงบรรยากาศฝรั่งเศสระหว่างศึกษาอยู่เกี่ยวกับงานวรรณกรรมปีศาจในบริบทแวดล้อม ว่า ผมอยู่ฝรั่งเศสปี 2547-2552 ผมไม่แน่ใจว่าคุณศักดิ์ชัยอยู่ตอนไหน แต่น่าจะเป็นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะเศรษฐกิจตกต่ำ ความภาคภูมิถดถอย

แม้ได้ชาติสัมพันธมิตรช่วยกอบกู้ประเทศก็ตาม แต่คนไม่มีงานทำ ขนาดคนขายหนังสือริมแม่น้ำเซนส์ ต้องแบ่งกะเช้ากะบ่ายว่าใครขาย ฝรั่งเศสตอนนั้นหดหู่ระดับหนึ่ง ตอนที่ตัวเองเรียนอยู่ เป็นช่วงที่ฝรั่งเศสก็ลังเลการเข้าร่วมเป็นชาติสมาชิกสหภาพยุโรป และการเข้ามาของอิทธิพลจากจีน แต่ปารีสถูกรักษาคุณค่าอย่างดี

ทุกอย่างเหมือนบรรยายในความรักของวัลยา เวลาผมนั่งรถไฟเที่ยวปารีส ว่านีคือปารีสในความรักของวัลยา ต่างแค่รถของรถยนต์จากดีเซลเป็นอีวี ย่านต่างๆที่วัลยากับคุณยงอยู่เคยเดินเที่ยวด้วยกัน กินกาแฟกัน แต่สิ่งสำคัญสำหรับคนที่เรียนนอกโดยเฉพาะยุโรป และไม่ปิดหูปิดตา นั้นคือการเห็น “เสรีภาพ” การวิพากษ์วิจารณ์แบบไม่ไว้หน้ากันดีแค่ไหน แต่ไม่ได้หมายถึงด่าใส่กันนะ อาจารย์ถ้าพูดอะไรไม่เข้าท่า หรือการซื้อของแล้วเจอแซงคิวก็ฟังคนด่ากันสนุก ถ้าบ้านเมืองดี ถกเถียงกับอาจารย์แบบนี้นะ หลังคลาสก็สูบบุหรี่ชิวๆกัน

ไม่ใช่แค่ความเจริญวัตถุ แต่มันคือจิตวิญญาณประชาธิปไตยที่ทำให้อยากให้บ้านเรามี

เมื่อถามการปะทะกันระหว่างแนวคิดจารีตนิยมกับเสรีนิยม กับวรรณกรรมปีศาจหรืองานอื่นหลายชิ้นตามมา แต่ปีศาจยังคงเป็นวรรณกรรมหลักที่ยกย่องเหนือกาลเวลา กล้ากล่าวว่า นั้นคือ ความเหลื่อมล้ำ ความเหลื่อมล้ำหนึ่งในปีศาจที่เล่า ทุกคนจะคิดว่าเราพิเศษ แม้ไม่พิเศษ แต่ความรุ้สึกความเท่ากันยังมีอยู่ สิ่งที่รับไม่ได้เลย การที่มนุษย์แตกต่างกันเพียงเพราะเกิดผิดท้องแม่ ได้อภิสิทธิ์ต่างๆมากมาย เป็นความเชื่อที่มนุษย์เราก็รับไม่ได้ ปีศาจก็กล่าวถึงไว้เป็นความขัดแย้งใหญ่ ทำไม “ผู้ดี” วัดจากชาติกำเนิด แม้สภาพปัจจุบันไม่ได้แย่

“ตอนช่วงเขียนคอลัมน์วิเคราะห์เกมส์ Ghost of Tsushima ก็มีเนื้อหาของซามูไร 2 คน โดยคนหนึ่ง (จิน ซาไก) เกิดในตระกูลชนชั้นสูง แต่อีกคนที่ประดาบกลับเป็นโรนินเพราะมาเกิดต่ำต้อย พอมาที่เรื่องปีศาจคนเริ่มเปิดโอกาสการศึกษา ไม่ได้โหดร้ายเรื่องชาติกำเนิด แต่แม้เรียนสูงจนเป็นทนาย ชาติกำเนิดก็ยังกำหนดอยู่ดีว่าแต่งงานกับใคร คุยกับใคร แต่ถ้าคุณเหิมเกริมเรียกร้องความเท่าเทียม ก็เห็นความไม่เท่าเทียมกัน การเรียกร้องความยุติธรรมเป็นเรื่องเหลวไหล เพราะมีคนได้ประโยชน์จากความไม่เท่ากัน จึงยอมไม่ได้ ถ้าตัว-ตัวแฟร์ๆมีสิทธิ์พ่ายแพ้” กล้า กล่าว

ขณะที่ศราพัส กล่าวถึงความนิยมของวรรณกรรมปีศาจว่า สำหรับพี่ ชาติกำเนิดของพ่อเป็นลูกชาวนา เขียนจากประสบการณ์ของพ่อจริงๆ สัมผัสจริง แต่เพราะใฝ่เรียน พ่อเป็นตัวแทนของคนยากจนที่ใฝ่ดี ซึ่งเป็นไปได้ คนบางบ่อทำนา แต่ปู่ย่าหัวทันสมัย ส่งพี่ชายพ่อก่อนส่งพ่อตาม

แม้คุณยากจน ถ้าคุณใฝ่ดี คุณไม่ต้องเป็นชาวนาตรากตรำได้ ปีศาจและความรักของวัลยา เน้นคนหนุ่มสาว อย่างรัชนี คือนักศึกษาเพิ่งจบ ก็รู่้สึกว่านี่คือตัวแทนของเขา และถูกถามบ่อยว่าปีศาจจะหมดอ่านตอนไหน นั้นก็คือตอนมีการศึกษาดีไม่ว่าอยู่จังหวัดไหน ทุกโรงเรียนเท่ากัน วันใดการศึกษา สวัสดิการเท่าเทียม ไม่มีการกดขี่ ปีศาจอาจเชย แต่ 70 ปี ที่ผ่านมาก็มีความภูมิใจ พออ่านมันโดนใจ แต่มองอีกด้านก็น่าเศร้าใจ เพราะรู้สึกถึงการไปไม่ถึงไหนของสังคมและประเทศ

อีกสิ่งที่ทรงอิทธิพลต่อความคิดพ่อคือ มอสโคว์ ยุคสหภาพโซเวียต พ่อคงได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ได้รู้ ซึ่งน่าได้รับอิทธิพลกลับมา

จากนวนิยาย สู่ภาพยนตร์ “สาย สีมา  นักสู้สามัญชน”

เมื่อถามถึง “สาย สีมา นักสู้สามัญชน” ภาพยนตร์ที่ฉายในปี 2522 ศราพัสกล่าวว่า ตอนนั้นปี 2522 ช่วงที่มติชนเพิ่งเริ่มต้น ตนไม่ค่อยทราบ แต่น้องๆของตนจะติดตามสถานที่ถ่ายทำ เช่น โรงนา โรงเกลือ แต่เบื้องหลังจริงๆ ถึงไปเอานักแสดงโนเนมมาเล่น

แต่พอได้ดูที่โรงภาพยนตร์โคลีเซี่ยม (โรงภาพยนตร์บริเวณสะพานหัวช้างก่อนถูกยุบลง) คนดูยังน้อยมากจนวังเวง ฉายเพียง 3 วัน เจ๊งเลย ไม่ทราบว่าทำไมหนังไม่ดัง งบประชาสัมพันธ์ไม่ถึง หรือยุคนักศึกษาหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ถูกกำราบจนไร้การเติบโต

กล้ากล่าวเสริมว่า นักศึกษาช่วงนั้นเข้าสู่ยุคสายลมแสงแดด ถ้าจำไม่ผิด วันประเพณีที่จัดหวือหวาก็ช่วงหนึ่ง ส่วนหนึ่งคืออยากให้ลืมเหตุการณ์ร้าย งานเขียนของดำรง อารีกุลกล่าวถึงนักศึกษาตอนนั้นว่า ไม่มีอะไร กิจกรรมมีแต่แซวสาว ทำให้ดูเหมือนหนังปีศาจฉายผิดยุคไป

เมื่อถามถึงชื่อของตัวละคร การตั้งชื่อ เช้า สาย บ่าย เย็น เป็นตัวแทนคนธรรมดา ชาติกำเนิดต่ำต้อยนั้น กล้ากล่าวว่า ถ้าไม่ใช่ความคิดนักเขียน ก็เป็นข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกฎหมายการตั้งนามสกุล ขุนนางอย่างบ้านผมได้นามสกุลพระราชทาน แต่คนธรรมดาได้จากที่นายอำเภอตั้งให้
ถ้าเจอนายอำเภอแบบคนที่ขอไปทีก็เอานามสกุลง่ายๆ เช่นคนเกิดตอนสาย ก็ชื่อสาย ผมมีเพื่อนนามสกุลลักษณะนี้ เป็นอาจารย์ท่านหนึ่งเคยเล่าว่า นามสกุลที่ได้ก็มาจากการตั้งของราชการ ก็จะมีความมั่วซั่ว อย่างคนจีน พวกแซ่ แต่อำเภอนึกว่านามสกุลนี้ได้ไงก็เติมแซ่เสริมเข้าไป ทั้งที่แซ่คือนามสกุล เป็นการกดขี่รูปแบบหนึ่งของรัฐไทยแบบส่งเดช

จริงๆอดีตพ่อตาผมก็ชื่อ เช้า ถ้าไม่ใช่ความบังเอิญ นักเขียนก็ทำการบ้านถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ถือเป็นการแบ่งชั้นผ่านชื่อ-นามสกุล ถ้าเป็นลูกขุนนางก็เอาตำแหน่งราชทินนามมาใช้

เมื่อถามถึงฉากคลาสลิคของหนังปีศาจ อย่างฉากโต๊ะอาหารที่พ่อของรัชนี เชิญสายสีมา มาร่วมโต๊ะและมีบทสนทนาว่าด้วยปีศาจแห่งกาลเวลา กลายเป็นคำพูดอันทรงพลังและอธิบายความคิดภาพรวมของวรรณกรรมนั้น ศราพัส กล่าวว่า นี่เป็นข้อเท็จจริง เรามีอะไรคิดในใจแต่ไม่พูดออกมา แต่ภาษาของพ่อสวย ไม่มีคำหยาบ

แล้วพี่คิดว่า วาทะนี้เป็นอะไรที่กล้ามาก สมัยก่อนนิยายไม่ได้เป็นแบบนี้ ตอนจบแบบแฮปปี้ แต่ปีศาจ พ่อเขียนมา 70 ปีแล้ว แต่โดนใจ อาจเพราะว่า 70ปี คนไม่ได้เรียนอะไร จบมหาวิทยาลัยน้อย ผุ้หญิงยิ่งน้อย คำพูดของพ่อเป็นสิ่งที่ทันสมัย อยากจะพูดแบบนี้

ผลสุดท้ายที่สถาบันปรีดีฯมาฉาย ถือว่าได้อยู่

พินิจ “ปีศาจ” ในงานเขียน สู่ การลุกขึ้นสู้ของคนรุ่นใหม่

เมื่อถามถึงสถานการณ์คนรุ่นใหม่ที่ก่อการเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ในปี 2563 จนถึงตอนนี้ มาเทียบกับวรรณกรรมปีศาจ ทำให้เห็นคนแบบสาย สีมามากขึ้น แต่ก็ปรากฎคนแบบเจ้าคุณคอยฉุดรั้งไว้ สะท้อนให้เห็นอะไร? กล้ากล่าวว่า จริงๆแล้วก็เห็นด้วยกับคุณศราพัสว่า สังคมถอยหนักไปอีก แต่ชดเชยด้วยคนรุ่นใหม่ที่ก้าวหน้าอีกระดับ สถานะเลยเสมอกันแม้ฝ่ายประชาธิปไตยจะเสียเปรียบ เพราะไม่มีอำนาจรัฐผิดกับอีกฝ่าย แต่ก็กลับมาได้เปรียบด้วยจำนวนและเวลา

จากตรงนี้ ทำให้รู้สึกว่า ปีศาจตอนนี้ดุกว่า ใครจากไหนไม่รู้มาร่วมลงชื่อยกเลิก ม.112 ทะลุหลักแสน เทียบกับ ครก.112 ในปี 2554 ซึ่งจำนวนต่างกันมาก หรือปีศาจที่ยืนด่าผู้พิพากษาหน้าศาลเพื่อร้องสิทธิประกันตัว ไปเรียกร้องจนถูกข้อหาละเมิดศาล แต่เด็กไม่กลัว ร้องไห้ให้กับความไม่เป็นธรรม ปีศาจสมัยนี้ดุมาก ไม่เคยคิดว่าจะเจออะไรแบบนี้ ผมเห็นเด็กโพสต์หรือวงการเกมส์ก็มีหยอกเหย้าจนชวนสะดุ้ง

“เป็นคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ ถ้าเจ้าคุณจะดึงเวลากลับไว้ที่ตัวเอง รังแต่จะสร้างปีศาจที่ดุมากขึ้น ทำให้นิยายปีศาจยังคงมีคนอ่าน สิ่งที่เราทำ คนสมัยก่อนก็ทำ ชี้หน้าด่าเจ้าคุณกลางบ้าน เราทำเหมือนกันและทำหนักกว่าด้วย” กล้า กล่าว

ศราพัสกล่าวว่า ถ้าฝ่ายจารีตนิยมยังยึดติดกับขนบทุกอย่าง ต้องอยู่แบบเดิมหรือเข้มข้นกว่าเดิม คิดว่าปีศาจจะดุ จะเดือดขึ้น ฝ่ายจารีตเองก็เหี้ยมเกรียมหนักขึ้น ดุมาก็กดปราบหนัก อย่างคฝ.ที่ปราบเด็กๆ ไม่กลัวกล้องที่จับภาพ น้องๆต้องระมัดระวัง เราดุแต่พวกเขาเหี้ยม แต่ความคิดตนกับพ่อ หนังสือปีศาจ อยากให้วรรณกรรมของพ่อทั้งหมดเป็นนิยายอมตะที่น้องๆหยิบมาอ่าน ภาษาสวย แต่ความเท่าเทียมนั้นหมดไปแล้ว เหมือนกับคนฝรั่งเศสที่เมื่อก่อนอ่านงานเขียนของอัลแบร์ กามูร์ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว

กล้ากล่าวเสริมว่า จิตวิญญาณสาย สีมา ยังอยู่ในตัวเด็กๆ การฉีกหน้าเจ้าคุณกลางวงอาหาร สาย สีมาลุกขึ้นโต้ตอบอย่างกล้าหาญ ความไม่กลัวคือพลัง ผมได้เห็นในคนรุ่นใหม่หลายคน ถ้าใครดูฉากนี้อีกครั้ง คำพูดของเจ้าคุณ พูดด้วยภาษาสวยงามแบบคนรุ่นเก่า และก็เจอได้เยอะในคำพูดของสลิ่มยุคนี้ ถ้าถอดตรรกะกลับไม่มีอะไรเลย กลับกันสาย สีมาตอบกลับมาด้วยอะไร ด้วยตรรกะ เช่น ประโยคที่ว่า “ท่านจะฟังผมหรือไม่ก็ต้องได้ยินอยู่ดี”

ที่สำคัญคือ สาย พูดถึงอะคิลลิสกับซิกฟรีท ผิดกับเจ้าคุณพูดเรื่องเก่าๆ เทียบกับยุคนี้ เด็กรุ่นนี้พูดถึงคริปโตแล้ว การอ่านปีศาจขอให้อ่านด้วยความซาบซึ้ง

“เด็กคนรุ่นใหม่ไม่มีอะไรติดค้าง อัญเชิญพระเกี้ยวยังยกเลิกได้เลย อาจารย์มหาวิทยาลัยรู้ได้เลย เด็กรุ่นนี้ไม่กลัวเลย บทสัมภาษณ์ของเสนีย์ เสาวนพงศ์ที่ทิ้งไว้ก่อนเสียชีวิตในปี 2557 ถือว่าเป็นการบอกคนรุ่นเรา ไม่ใช่คนรุ่นใหม่” กล้า กล่าวทิ้งท้าย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง
ยุคสมัยอันว่างเปล่า เรามีชีวิตไปเพื่ออะไร
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (3)
PEAKY BLINDERS : THE IMMORTAL MAN | ‘ราชายิปซี’
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (1)
ดันดาดัน : เพราะโลกมีผี เอเลียนถึงบุกโลกไม่ได้
‘Laufey in Bangkok’ ‘เมโลดี้จับใจ’ ในโลกที่เกือบจะไร้ ‘ท่วงทำนอง’
ศธ.ล้างไพ่ พ.ร.บ.การศึกษาฯ โจทย์ใหญ่ อนาคตประเทศ
ช่องว่าง
เข็ดแล้ว พอแล้ว ไม่แต่งงานแล้ว
ฉุด-หนีตาม วัฒนธรรมประชาชน
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (3)