bg-single

หลักสูตร SUPER LBA รุ่นที่ 3 นิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU เจาะลึกความรับผิดกรรมการและทางรอดธุรกิจยุคใหม่ พร้อมชู ‘Regulatory Guillotine’ ทลายคอขวดเศรษฐกิจไทย ปั๊ม GDP ชาติ 1-2% ต่อปี

04.07.2026

คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยหลักสูตร SUPER LBA รุ่นที่ 3 จัดการเรียนในโมดูลที่ 2 หัวข้อ “กฎหมายที่จำเป็นสำหรับขั้นตอนการประกอบธุรกิจ” ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เพื่อเสริมศักยภาพทางกฎหมายควบคู่ภาวะผู้นำบริหาร ให้แก่กลุ่มผู้บริหารและนักกฎหมายชั้นนำ พร้อมรับมือกับความซับซ้อนของข้อบังคับทางธุรกิจ และอุปสรรคทางกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

โดยการเสวนาในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ คุณสุรศักดิ์ วาจาสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ R&T Asia (Thailand) Limited บรรยายเรื่องความรับผิดของกรรมการบริษัท ต่อด้วย ผศ.ดร.วีระยุทธ ลาสงยาง ผู้อำนวยการหลักสูตร และอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ บรรยายเรื่องกฎหมายแรงงานและการบริหารทรัพยากรบุคคล พร้อมกันนี้ ดร.นรภัทร ลีธีระโชติ ประธานกรรมการบริษัท ผลไม้กระป๋องประจวบ จำกัด และกรรมการบริหารสมาคมแห่งสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับคณะนักศึกษาหลักสูตร SUPER LBA รุ่นที่ 2 ได้นำเสนอรายงานวิชาการระดับดีเด่นในหัวข้อ “ถอดบทเรียนการทบทวนกฎหมายด้วยวิธีการกิโยตินกฎหมาย: ศึกษาเฉพาะกรณีเกษตร-อุตสาหกรรมอาหาร”

เจาะลึกความรับผิดกรรมการบริษัท และบทปลดเปลื้อง Release of Liability

ในมิติแรกของการบริหารความเสี่ยงระดับโครงสร้างองค์กร คุณสุรศักดิ์ ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการมองข้าม “ข้อบังคับบริษัท” ที่มักกำหนดวงเงินอำนาจอนุมัติไว้ หากกรรมการลงนามเกินขอบเขตโดยไม่ผ่านมติที่ประชุมจะต้องรับผิดส่วนตัวทันที พร้อมหยิบยกแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 2191/2541 มาเตือนกรรมการที่ไม่ได้บริหารงานว่าไม่สามารถอ้างการไม่เข้าประชุมเพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ เนื่องจากหน้าที่ความระมัดระวังเป็นภาระที่ต้องแบกรับร่วมกัน

สำหรับทางออกในระดับบริหาร คุณสุรศักดิ์ ได้แนะนำเทคนิคสำหรับผู้บริหารที่ต้องการขายกิจการผ่านมาตรา 1170 โดยการเรียกประชุมวิสามัญเพื่อขอ “บทปลดเปลื้องความรับผิด” อย่างเฉพาะเจาะจงก่อนการโอนหุ้น ซึ่งวิธีนี้จะรัดกุมกว่าการอนุมัติงบการเงินทั่วไปตามแนวฎีกา 6482/2538 พร้อมกันนี้ยังต้องตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บจ. 5) ในกรณีที่มีการเพิ่มทุน ซึ่งหากเงินไม่เข้าบริษัทจริงแต่มีการลงนามรับรองเพื่อขอสิทธิประโยชน์ BOI กรรมการจะต้องเผชิญกับคดีอาญาฐานแจ้งความเท็จตามแนวฎีกา 10570/2558

ความเข้มงวดทางกฎหมายไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ข้อบังคับภายในเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผลกระทบจากข้อบังคับภายนอกที่มีโทษรุนแรงจนน่ากังวล โดยเฉพาะกฎหมายศุลกากรที่คุณสุรศักดิ์ มองว่า มีบางประเด็นที่เป็น “อุปสรรคสำคัญ” ที่อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง เช่น การตรวจสอบย้อนหลัง หรือ Post Audit ซึ่งระบบการจัดสรรเงินสินบนรางวัลนำจับของภาครัฐ อาจกลายเป็น “ตัวจูงใจ” สำคัญที่ทำให้เกิดประเด็นความเห็นต่างทางกฎหมาย และตามมาด้วยพายุเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มที่โถมเข้าใส่จน “ทุกบริษัทที่เผชิญไม่เหลือ”

“กฎหมายศุลกากรบ้านเราประหลาดที่สุด โดยเฉพาะระบบเงินสินบนรางวัล ที่กลายเป็นแรงจูงใจให้มีการสั่งฟ้องกรรมการไว้ก่อนเพื่อหวังส่วนแบ่ง ทุกบริษัทไม่มีใครรอด ผมเห็นคดีประเภทนี้มาจนรู้ว่านี่คือกฎหมายที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการทำธุรกิจตอนนี้ เพราะถ้าคุณพลาดนิดเดียว โทษปรับมันสูงถึง 4 เท่าของราคารวมภาษีอากร ไม่ใช่ปรับแค่ส่วนที่ขาดหายไป”

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางความซับซ้อนของคดีความและช่องโหว่ทางธุรกิจที่ผู้บริหารต้องแบกรับ ในช่วงท้ายคุณสุรศักดิ์ ได้กล่าวถึงความเชื่อมั่นในการพึ่งพาฐานข้อมูลเชิงลึกจากสถาบันการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ คือ “ทางรอดที่สำคัญ” โดยเฉพาะบทบาทของคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ ที่สั่งสมคดีความสำคัญมาอย่างยาวนาน

“ผมสอนกฎหมายที่ DPU มานานมาก ผมกล้าพูดเลยว่าผมรวบรวมคดีประเภทที่ผู้ถือหุ้นรายน้อยรวมตัวกันฟ้องกรรมการข้างมากเอาไว้ที่นี่เยอะที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นเลยว่า คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU คือศูนย์กลางฐานข้อมูลคดีความทางธุรกิจที่แท้จริงและทันสมัยที่สุดสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการก้าวขึ้นมาเป็นนักบริหารอย่างมั่นใจ” คุณสุรศักดิ์ ย้ำ

บริหาร HR เชิงรุก เมื่อข้อเท็จจริงสำคัญกว่าตัวบทกฎหมาย

ถัดจากความเสี่ยงในระดับโครงสร้างบริหาร ระบบป้องกันภายในองค์กรอย่างกฎหมายแรงงานก็เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญ โดย ผศ.ดร.วีระยุทธ ได้ชี้จุดตายของการบริหารคนผ่านความสับสนระหว่าง “ค่าจ้าง” และ “สวัสดิการ” โดยระบุว่าตามมาตรา 5 เงินใดที่จ่ายสม่ำเสมอเพื่อตอบแทนการทำงานโดยไม่มีใบเสร็จเบิกจ่ายจะถูกตีความเป็นค่าจ้างทันที ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการคำนวณฐานค่าล่วงเวลา (OT) และค่าชดเชยที่หากผิดพลาดนายจ้างจะต้องแบกรับภาระ “ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี” ตามมาตรา 9 ของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

ขณะเดียวกันเพื่ออุดช่องโหว่จากการบริหารงาน ผศ.ดร.วีระยุทธ ยังได้แบ่งปันกรณีศึกษาการลาป่วยเท็จเพื่อไปทำศัลยกรรมแต่แจ้งรักษาโรคกระเพาะ โดยเสนอแนะให้นายจ้างระบุสิทธิการตรวจโดยแพทย์ของบริษัทไว้ในข้อบังคับอย่างชัดเจน ควบคู่ไปกับการใช้สัญญาห้ามแข่งขัน Non-compete Clause ที่ต้องกำหนดขอบเขตระยะเวลาและพื้นที่ให้เหมาะสมเพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้จริงในเชิงธุรกิจ

นอกจากนี้ในรายละเอียดเชิงลึก ผศ.ดร.วีระยุทธ อธิบายถึงบทเรียนสำคัญเมื่อนายจ้างปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือข้อเท็จจริงในจังหวะเลิกจ้าง ซึ่งมักเป็นจุดที่ทำให้นายจ้างตกเป็นรองในชั้นศาล โดยเฉพาะกรณีการไล่ออกด้วยวาจาเพียงคำว่า “คุณออกไปเลย” เมื่อพบลูกจ้างทุจริตหรือแกล้งป่วย ซึ่งในมุมมองของนักกฎหมายหากตนเองเป็นลูกจ้างที่เจอสถานการณ์เช่นนี้จะ “รีบวิ่งออกจากห้องทันที” เพื่อไปกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก่อนที่นายจ้างจะเปลี่ยนใจไม่เลิกจ้าง เนื่องจากเป็นการเลิกจ้างที่ผิดขั้นตอนและไม่เป็นธรรม

สำหรับทางออกที่เป็นรูปธรรมในการลดความขัดแย้งและปิดความเสี่ยงทางกฎหมาย ผศ.ดร.วีระยุทธ เสนอให้องค์กรปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการทำหน้าที่ “นักสืบ” ตามจับผิดรายบุคคล มาเป็นการใช้ “ระบบ Performance และ KPI” ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน โดยให้มุมมองว่าศาลแรงงานมีแนวทางชัดเจนว่าบริษัทไม่มีหน้าที่ไปวิเคราะห์ว่าลูกจ้างป่วยจริงหรือไม่ แต่ควรใช้การประเมินตามเกณฑ์การขาดลามาสาย หรือการสลับฟังก์ชันงานแทน ซึ่งหากลูกจ้างไม่สามารถผ่านเกณฑ์ได้จึงดำเนินการเลิกจ้างตามกระบวนงาน ซึ่งจะช่วยให้ความเสี่ยงทางกฎหมายกลายเป็น “ศูนย์ทันที” โดยไม่ต้องกังวลเรื่องส่วนตัวให้ปวดหัว

นอกจากนี้เพื่อให้สอดรับกับระบบการประเมินผลงานดังกล่าว ผศ.ดร.วีระยุทธ ยังเน้นย้ำความสำคัญของการทำหนังสือเลิกจ้างที่ต้องระบุรายละเอียดการกระทำความผิดให้ชัดเจนสอดคล้องกับข้อบังคับบริษัท ทั้งนี้เพื่อเป็นเกราะป้องกันสำคัญในการรับมือกับการถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 49  ซึ่งการเตรียมความพร้อมด้านเอกสารประเมินผลงานที่สอดคล้องกับหน้าที่งานจริงถือเป็นยุทธศาสตร์ที่รัดกุมที่สุดขององค์กรในชั้นศาล

ปฏิรูปกฎหมายไทยด้วย Regulatory Guillotine และเครื่องยนต์เศรษฐกิจ Land Bridge

ปิดท้ายด้วยการนำเสนอรายงานวิชาการระดับดีเด่นในหัวข้อ “ถอดบทเรียนการทบทวนกฎหมายด้วยวิธีการกิโยตินกฎหมาย: ศึกษากรณีเกษตรอุตสาหกรรมอาหาร” โดย ดร.นรภัทร และคณะนักศึกษาหลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 2 กลุ่มธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม พลังงาน และการสื่อสาร ซึ่งตีแผ่ว่าการเปิดร้านอาหารเพียงแห่งเดียวต้องเผชิญใบอนุญาตกว่า 10 ฉบับ ส่งผลให้ SME กว่า 2 ล้านรายเข้าสู่ระบบไม่ได้

คณะวิจัยจึงเสนอโมเดล 5Cs (Cut, Change, Combine, Continue, Create) มาใช้ทำ Regulatory Guillotine ซึ่งจะช่วยทลายกระบวนงานซ้ำซ้อนได้กว่า 1,400 ขั้นตอน ประหยัดงบประมาณชาติเช่นเดียวกับโมเดล “Project 30” ของเวียดนาม พร้อมชูแผนใช้ Quantum Computing เชื่อมโยงฐานข้อมูล Merge Data ร่วมกัน 20 กระทรวง ควบคู่ไปกับการเสนอออกกฎหมายพิเศษ หรือ “Super License” ในการจัดตั้งระบบ Super One Stop Service เพื่อยกระดับโครงการแลนด์บริดจ์ที่จะช่วยลดเวลาขนส่งทางทะเลลงได้ 4-7 วัน และขับเคลื่อน GDP ประเทศให้เติบโตได้อีก 1-2% ต่อปี

“หัวใจสำคัญของคำว่า ‘กิโยตินกฎหมาย’ คือการเอาข้อบังคับหรือใบอนุญาตซ้ำซ้อนระเกะระกะของราชการทั้งหมดมากางเรียงกัน แล้วใช้ใบมีดสับเปรี้ยงทิ้งไปทีเดียวในรวดเดียว เพื่อลดภาระหน้าตักให้ประชาชนและภาคธุรกิจ” ดร.นรภัทร อธิบาย

“ในวันนี้ถ้าหากเรามองโครงการแลนด์บริดจ์ ผมอยากร้องข้อว่าอย่ามองว่าคือแค่เส้นทางเดินรถเดินเรือธรรมดาๆ เพราะนี่คือเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่จะปั๊ม GDP ประเทศให้โตขึ้นอีก 1-2% ต่อปี ซึ่งการจะทำแบบนั้นได้ ต้องอาศัยการผ่าตัดใหญ่ทางกฎหมายพิเศษ Super License เพื่อสร้างระบบ Super One Stop Service ที่เบ็ดเสร็จของจริง ไม่ใช่ตั้งศูนย์ขึ้นมาแล้วข้าราชการโบ้ยกันไปมาเหมือนทุกวันนี้ ดังนั้นการจะลบล้างอุปสรรคคอขวดที่ฝังรากลึก ประเทศไทยต้องการสิ่งเดียว คือ ‘ภาวะผู้นำที่กล้าหาญ’ ในการตัดสินใจสับใบมีดปฏิรูปกฎหมาย เพื่อเปิดประตูรับเม็ดเงินและนักลงทุนจากทั่วโลก”

โดยเฉพาะโลกในห้วงปัจจุบันนี้ที่กำลังเจอวิกฤตขนส่งทางเรือ เนื่องจากปริมาณการเดินเรือในช่องแคบมะละกาที่หนาแน่นสูงถึง 90% จนใกล้ขีดจำกัดและเกิดปัญหาเรือสะสม โครงการแลนด์บริดจ์จึงไม่ใช่ยุทธศาสตร์ทางเลือก แต่คือ “ทางรอด” ในการรองรับการเปลี่ยนทิศทางการค้าโลก โดยเฉพาะการเชื่อมเส้นทางระหว่างอินเดียและจีนฝั่งตะวันตก ผ่านโครงข่ายมาบตาพุดและลาว ซึ่งมี Super License เป็นกุญแจสำคัญในการล็อกเป้าหมายให้ไทยก้าวขึ้นสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ และคมนาคมขนส่งของเอเชียได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“ข้อควรระวังที่สำคัญคือ บทเรียนจากเกาหลีใต้ที่ชี้ให้เห็นว่า หลังจากเราทำกิโยตินกฎหมายหลักสำเร็จแล้ว กฎหมายใหม่มักจะไปขัดแย้งกับกฎหมายลำดับรอง หรือกฎระเบียบย่อยที่ฝังอยู่ในระดับกระทรวงจนกลายเป็นคอขวดตัวจริง ซึ่งในบ้านเราเองก็เจอวิชานี้บ่อย คือการเกี่ยงงานในลักษณะที่ว่าใครออกหลักเกณฑ์คนนั้นก็รับผิดชอบไป ประเทศไทยจึงต้องก้าวข้ามและทลายวิธีคิดแบบแยกส่วนของข้าราชการระดับปฏิบัติการ เพื่อไม่ให้ระบบ Super One Stop Service กลายเป็นแค่ศูนย์ตั้งลอยๆ แต่ต้องเป็นกลไกที่เบ็ดเสร็จและอนุมัติได้จริงในทางปฏิบัติ” ดร.นรภัทร กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับการปฏิรูปโครงสร้างกฎหมายผ่านโมเดล 5Cs และยุทธศาสตร์ Land Bridge ไม่เพียงแต่เป็นข้อเสนอทางวิชาการ แต่เป็นรายงานวิจัยที่ได้รับรางวัล “ระดับดีเด่น” ของหลักสูตร SUPER LBA รุ่นที่ 2 ซึ่งผ่านการกลั่นกรองและถอดบทเรียนจากสนามจริงอย่างเข้มข้น โดยในช่วงท้ายของกิจกรรม ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ และประธานกรรมการหลักสูตร ได้ให้เกียรติมอบรางวัลงานวิจัยกลุ่มแก่นักศึกษา พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายผู้นำบริหารที่ไม่ได้มีเพียงแค่ความรู้กฎหมาย แต่ต้องมีวิสัยทัศน์ในการแก้ไขอุปสรรคคอขวดของประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามทุกวิกฤตได้อย่างยั่งยืน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แกะรอย ‘อนุทิน’ บุกแดนมังกร จีบ 4 กลุ่มทุนจีนระดับบิ๊ก ดึงลงทุนไทย 7 หมื่นล้าน
ยืนหยัดกลางพายุ : สุนทรียศาสตร์แห่งการไม่ยอมจำนน จาก Memento ถึง The Odyssey
เกมเมียนมาที่กรุงเทพฯ อย่างไรและทำไม?
ยุทธศาสตร์ ‘เม่น’ กับ ตำราพิชัยสงคราม ‘ซุนวู’
จีนกับเกมกำหนดระเบียบโลก AI
เพลงหวานที่ปักกิ่ง ยาขมที่กรุงเทพฯ ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ธงทอง จันทรางศุ | อัพสกิล รีสกิล
ไม่ยุติธรรมก็ไม่สงบ | เหยี่ยวถลาลม
ย้อนเส้นทางรักวันแรก ‘ณเดชน์-ญาญ่า’ สู่วันฉลองวิวาห์- โชคดีต่างเป็นคู่ชีวิตกันและกัน
เจ้าฟ้าและสามัญชน | จดหมายรัก
นอนมาตามลือ ‘สำราญ’ ผงาด ผบ.ตร.คนที่ 16 ฝ่าด่านอาวุโส ยุทธศาสตร์ 7 ปี สัญญาณแรงจาก ‘บ้านใหญ่สีน้ำเงิน’
สรุปกรณี ‘ครูทราย’ สูญเสียสามี คลิปเขย่าดุลพินิจแพทย์ หมอไม่ตรวจ-หัวใจวายดับ ผู้คนกังขาระบบคัดกรอง