bg-single

ตายดี คืออะไร? ส.ส.เอกภพ พรรคประชาชน เสนอสังคมไทยเตรียมความพร้อม ก่อนวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง

01.05.2026

MatiTalk : พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์

“เรื่องความตายเป็นเรื่องที่ผมสนใจมาก เพราะว่าผมสนใจพุทธศาสนา สนใจธรรมะ ตอนเด็กๆ อ่านงานของท่านพุทธทาส มีหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมประทับใจคือ “วิธีเอาชนะความตาย” ท่านพูดถึงสภาวะใกล้ตายที่น่าสนใจ คือมันเป็นโอกาสของการเข้าใจสัจธรรมของชีวิต ความจริง การปล่อยวาง การละตัวตน”

เอกภพ สิทธิวรรณธนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้เตรียมเสนอ พ.ร.บ.ตายดี ในสภาชุดนี้ เปิดใจกับมติชนสุดสัปดาห์ ผ่านรายการ MatiTalk

จุดเริ่มต้นสนใจ “ความตาย”

เอกภพระบุว่า ก่อนหน้านั้นไม่เคยเข้าใจสภาวะการใกล้ตายอย่างในหนังสือ จนกระทั่งได้มาดูแลอาม่าที่อยู่ในวาระสุดท้ายชีวิต พบว่ามันไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรแบบนั้น มันกลายเป็นช่วงเวลาที่เป็นความทุกข์เป็นความไม่รู้ว่าจะดูแลเขายังไง

ผมคิดว่ามันเป็นอีกคนละสภาวะกับการดูแลพ่อแม่หรือว่าดูแลตัวเอง มันอาจจะไม่ง่ายหรือว่าไม่ได้เป็นอะไรที่น่าสนใจ มันมีเรื่องรบกวนอยู่มากๆ โดยเฉพาะการตายที่เกี่ยวข้องกับระบบสุขภาพการตายที่เกี่ยวกับโรงพยาบาล ซึ่งเราไม่รู้ แล้วก็หมอพยาบาลก็ไม่ได้บอกให้ผู้ป่วยได้เตรียมตัว ไม่ได้บอกให้ครอบครัวรู้ว่าจะดูแลคนที่กำลังใกล้ตายได้อย่างไรบ้าง

ผมคิดว่ามันคงเป็นความทุกข์ของผมเองในการดูแลตอนนั้น และเป็นความทุกข์ของผู้ป่วยอีกจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าจะตายอย่างไรถ้าไม่ได้รับการดูแลที่ดี

ก็เป็นอะไรที่มันติดใจอยู่ในตัวผมว่าจะดูแลคนอื่นๆ อย่างไร จะเตรียมตัวเองอย่างไร โดยมีความตายนี้เข้ามาเป็นโจทย์ที่ทำให้ผมเลือกศึกษาต่อ ช่วงเรียนปริญญาโทด้านสังคมศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยมหิดล

ซึ่งต่อมาผมเลยทำวิจัยโดยมีโจทย์ว่าโรงพยาบาลเขาคิดยังไงกับความตาย เขาดูแลผู้ป่วยใกล้ตายอย่างไร แล้วหมอคิดยังไงกับเรื่องนี้

ก็พบว่าระบบสุขภาพยังปฏิเสธ มองความตายเป็นสิ่งแปลกปลอมเป็นสิ่งแปลกแยกจากชีวิต แล้วก็ไม่ยอมรับสภาวะนี้ที่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและสุขภาพ

ขณะเดียวกัน มันเริ่มมีการดูแลแบบประคับประคองเข้ามาในโรงพยาบาล

การดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) มันมองความตายว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นอะไรที่ยอมรับได้ เตรียมตัวได้แล้ว ดูแลผู้ป่วยได้ ให้สามารถจากไปอย่างสงบได้ ให้ครอบครัวพร้อมที่จะดูแลเขาได้

ผมเห็นแนวทางนี้ก็รู้สึกว่ามันดีนะ แต่ว่าจะทำยังไงให้ระบบสุขภาพของเรายอมรับวิธีคิดเหล่านี้เข้ามาในการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ในแบบแผนปกติในการรักษา

แม้ว่าเรื่องนี้จะมีความน่าสนใจ แต่แล้วพบว่ามันยาก มันมีแรงต้านจากอุดมการณ์ของการแพทย์แบบเดิม

อย่างไรก็ตาม มันก็มีแรงสนับสนุนจากคนที่เคยทำและประสบความสำเร็จจากครอบครัวที่มีความรู้สึกดีกับการดูแลแบบประคับประคองก็เป็นโจทย์ต่อมาว่า เราจะทำยังไงให้มันขยายผลให้การดูแลรักษาแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพ

ซึ่งอันนี้ต้องอาศัยการเมือง อาศัยพลังทางความรู้ อาศัยมวลชนที่จะร่วมผลักดันไปด้วยกัน

พอหลังจากศึกษาแล้ว ผมมีโอกาสเข้าไปร่วมกับกลุ่มที่ทำงานเรื่องนี้อยู่คือเครือข่ายพุทธิกา ก็เข้าไปในส่วนนักจัดการความรู้ของกระบวนการชุมชนที่จะสร้างการเรียนรู้ว่า เราจะดูแลการตาย การเตรียมตัวได้ยังไงทั้งในฝั่งของชุมชน การทำงานร่วมกับสื่อมวลชน แล้วก็การทำเครื่องมือสื่อการเรียนรู้ต่างๆ ให้ประเด็นนี้มันค่อยๆ แทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนที่สนใจจะดูแลผู้ป่วย

ก็ทำมาเรื่อยๆ จนกระทั่งรู้สึกว่ามันก็ต้องมีแรงสนับสนุนทางนโยบายเข้ามาด้วย

ผมก็เห็นพรรคก้าวไกลเปิดรับสมัครตรงนี้ ก็เลยสมัครเข้ามาเพียงเพื่อว่าจะได้ให้ผู้เล่นทางการเมือง พรรคการเมืองได้เข้าใจในเรื่องนี้ด้วย อย่างน้อยๆ ให้มีนโยบายหรือว่าเข้าใจมันบ้างนิดๆ หน่อยๆ ให้มีเพื่อนที่ทำเรื่องนี้ไปด้วยกัน

จากฝั่งภาคประชาสังคม-การเมืองจับมือการเรียนรู้ด้วยกัน ขยับขยายเรื่องนี้ไปด้วยกัน

ผมก็ทำงานมาเรื่อยๆ คือมีโอกาสที่จะนำเสนอความคิดเรื่องนี้ผ่านการเป็นผู้สมัครผ่านการเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ส.ส. การทำงานในคณะกรรมาธิการก็อาศัยกลไกเหล่านี้ที่จะแนะนำว่า การดูแลแบบประคับประคองมันดียังไง ถ้าสังคมเราได้เรียนรู้ที่จะรับมือกับการตายมากขึ้น

ก็ทำมาเรื่อยๆ จนกระทั่งได้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

ตายดี คืออะไร?

ผมคิดว่าการตายดี ถ้าโดยตัวสภาวะการตายจริงๆ มันสามารถแยกออกมาเป็นมิติใหญ่ๆ ได้ 3 มิติ

1. การตายดีทางกาย คือความความตายที่สงบไม่เจ็บปวดทรมาน ถ้ามีความปวดก็ใช้ยาในแนวทางการแพทย์ ลดความปวดตรงนี้ได้

2. มิติทางสังคม ก็คือในช่วงของวาระท้ายเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง เราอยู่ในท่ามกลางการดูแลไม่ทะเลาะขัดแย้ง เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับหมอพยาบาล เขาเต็มใจดูแลเรา รู้ว่าเราต้องการอะไร พอจากไปก็สามารถที่จะฝากฝังสิ่งต่างๆ ให้คนข้างหลังได้ ไม่ต้องเป็นห่วงความรับผิดชอบต่อคนข้างหลัง ตายแล้วไม่มีอะไรกังวลอันนี้จะเป็นการตายดีทางสังคม

และสุดท้าย 3. การตายดีทางจิตใจ คือการยอมรับอาการตายของตัวเองได้ สามารถที่จะจากไปอย่างสงบใจไม่มีอะไรค้างคาใจ

ถ้ามีเรื่องทางศาสนาทางจิตวิญญาณก็เชื่อมโยงได้เราอยากไปสวรรค์ เราอยากพบพระเจ้า เราอยากจะเข้าใจชีวิตเข้าใจสัจธรรม โอกาสในช่วงตรงนั้นเพื่อให้เราได้ฝึกปฏิบัติในส่วนนั้นได้

สภาวะเหล่านี้จะเข้าถึงได้มันต้องมีการเตรียมก่อนหน้านั้น “การตายดีทางกาย” เราต้องเข้าใจการดูแลประคับประคอง เข้าใจว่าระบบสุขภาพมันมีบริการที่ไหนบ้าง

เช่นเดียวกันในทางสังคมทางจิตใจก็ต้องเตรียมคนรอบข้างเตรียมจิตใจของเรา

การเตรียมตรงนี้ ผมอยากให้เตรียมตัวไว้ก่อนนะ และแค่เราเตรียมตัวเองยังไม่พอ ต้องให้คนอื่นเตรียมตัวนี้ด้วย ไปสอดคล้องสัมพันธ์กับสถาบันต่างๆ ทางสังคมให้เอื้อ เพื่อให้เราได้เตรียมได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องออกแรงขวนขวายมากเกินไปหรือแพงเกินไป

ความรู้ที่หาได้ง่ายจากเว็บไซต์ในสมุดคู่มือ ไปที่โรงพยาบาลก็มีสิ่งอำนวยความความสะดวกให้เราได้เรียนรู้ได้เตรียมตัวเรื่องนี้อยู่ แล้วเมื่อถึงเวลาที่เราต้องใช้บริการ ไปโรงพยาบาลมีคนเข้าใจ ไปท้องถิ่นก็มีพยาบาลชุมชน มีเทศบาลที่อำนวยความสะดวกอุปกรณ์ต่างๆ ได้ อันนี้เป็นการเตรียมสังคมเตรียมชุมชนไปด้วยกัน เพื่อให้เราแน่ใจว่าเมื่อมีคนคนหนึ่งต้องกำลังจะจากไปแล้ว เขามีโอกาสตายดีได้มากขึ้น

พูดให้เคลียร์เลย เป้าหมายสูงสุดของเราคือเราต้องการให้ “สภาพแวดล้อมที่พร้อม” ที่จะดูแลกันและกัน

ในช่วงเวลาที่เราเปราะบางถ้าเราเป็นผู้ป่วยติดเตียง สังคมมีสวัสดิการจากรัฐหรือชุมชน หรือถ้ามีใครจะต้องมาดูแลเรา เขาเหล่านั้นไม่ควรจะทุกข์จนเกินไป ไม่ควรจะต้องออกจากงานเพื่อมาดูแล

มันควรจะมีการแตะมือหรือเกิดระบบสนับสนุนช่วยเหลือจากชุมชนจากท้องถิ่น

หรือเมื่อเรารู้สึกว่าชีวิตพอแล้ว ระบบบริการก็ควรจะฟังเราได้ว่าเราพร้อมแล้ว เราอยากไปแล้ว ชีวิตเราคือเติมเต็มแล้ว ก็ควรจะมีระบบรับฟังเราแล้วเสนอทางเลือกให้เราได้ว่าเอายังไงดีกับชีวิตต่อไป

ถ้าคุณรู้สึกว่าชีวิตยังมีคุณค่ายังทำประโยชน์อะไรได้กับครอบครัวกับชุมชน แล้วมันยังทำให้ชีวิตมีความหมายไม่ต้องเร่งจากไปเร็วเกินไป อันนี้ก็น่าจะมีเหมือนกัน

แต่ถ้าเรารู้สึกว่าพอแล้วไม่เอาแล้ว การอยู่ของเราก็เป็นทุกข์ ระบบก็น่าจะเปิดโอกาสให้เราได้จากไปอย่างมีศักดิ์ศรีด้วยเช่นกัน

ไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยหมดอะไรตายอยาก แล้วก็หาวิธีจบชีวิตตัวเองโดยที่ไม่มีศักดิ์ศรีที่มันรุนแรงแบบนั้น

การผลักดันกฎหมาย – พ.ร.บ.ตายดี

มีหลายประเด็นแรกที่เราต้องไปดู เช่น กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ในการอนุญาตให้คนทำงานลามาดูแลผู้ป่วย ทั้งการดูแลโรคทั่วไปและการดูแลวาระท้ายของชีวิต ซึ่งอันนี้ก็ค้างอยู่ที่ ครม. ต้องให้นายกฯ และ ครม. พิจารณา

ถ้าผ่านจุดนี้เราก็จะมีนโยบายลาไปดูแลผู้ป่วยในช่วงวาระท้ายของชีวิต อันนี้ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยหมดกังวลว่าตอนวาระสุดท้ายของชีวิตลูกหลานจะมาเยี่ยมเราได้หรือเปล่า

อีกอันคือ กฎหมาย พ.ร.บ.ตายดี เป็นการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติให้วาระของการดูแลแบบประคับประคองปรากฏในกฎหมายอย่างชัดเจนในระดับ พ.ร.บ.เพื่อให้การดูแลแบบประคับประคองเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคนของทุกกองทุน แล้วก็ของทุกโมเดลการให้บริการ เพราะปัจจุบันการดูแลแบบประคับประคองยังอยู่ในเฉพาะกองทุน สปสช. ยังมีช่องโหว่ในเรื่องของบริการเอกชนที่เขาไม่ค่อยจัดบริการประคับประคองให้เท่าไร

ถ้ามีกฎหมายนี้สิทธิ์พื้นฐานเกี่ยวกับการเข้าถึงการดูแลแบบประคับประคองก็จะชัดเจนขึ้น

อีกมาตราหนึ่งใน พ.ร.บ.ที่เสนอนี้คือ การเสนอให้ศึกษาและเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ป่วยระยะท้ายที่รักษาไม่หาย แล้วการดูแลแบบประคับประคองก็ไม่สามารถที่จะลดความทุกข์ทรมานได้ ก็ควรจะมีทางเลือกให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่เผชิญความทุกข์ทรมานที่มากกว่าปกติ ได้ขอรับการจบชีวิตโดยมีการแพทย์ให้ความช่วยเหลือ

แต่เรื่องนี้ต้องใช้เวลาและพูดคุยอภิปรายว่าสังคมไทยพร้อมหรือยัง เพราะมันไม่ได้มีการทำวิจัย ไม่ได้มีข้อมูลมากเพียงพอในการตัดสินใจ รวมถึงการสร้างเวทีสนทนาเกี่ยวกับความหมายของชีวิต ทางเลือกในการตายซึ่งมันมีหลากหลายมากในตอนนี้ ก็เป็นโอกาสที่จะถกเถียงกันในสภาและนอกสภาด้วย

แปลว่ายังต้องใช้เวลาอีกพอสมควรในการที่จะเดินทางไปถึงเป้าหมายสุดท้ายที่สังคมจะหาทางออกร่วมกันได้

แต่ตอนนี้เป้าหมายที่ใกล้คือทำยังไงให้คนเข้าถึงการดูแลประคับประคองให้มากที่สุดได้

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานในเอเชีย
อีโบลาสายพันธุ์หายาก กับวิกฤตที่ต้องจับตา
ต้นทุนที่แท้จริง ของสงครามอิหร่าน
เมื่ออังกฤษเปลี่ยนผู้นำ
โกงสอบท้องถิ่น กำลังจบแบบฆ่าตัดตอน?
อาฟเตอร์ช็อก ‘ทุจริต’ ใน มท. เขย่าเครือข่าย ‘น้ำเงิน’ รัก ‘2 น.’ ร่วงกราว?
ฝ่ายค้านจัดขุนพลชำแหละงบปี 70 ติดป้าย ‘เอไอ’ ประเคนเงิน ‘ดิจิทัลพลัส’
ชัชชาติ ‘จั๊มพ์’ การเมือง ‘จ้ำ’ เบ้า
E-DUANG | บทเรียน การเมือง ปี 2566 บทเรียน การเมือง ปี 2569
‘เสนาอำมาตย์ อำนาจมหาดไทย’ | ปราปต์ บุนปาน
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 6) เรื่อง ปัญหาสงครามชายแดน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ 51 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน ย้ำเดินหน้ากระชับความร่วมมือทุกมิติ เพื่อการพัฒนาร่วมกัน