ต่างประเทศ
แก๊งคอลฯ ที่ยังไม่จบสิ้น
แม้ “เฉิน จื้้อ” ถูกจับ
การที่กัมพูชาจับกุมตัวนายเฉิน จื้อ หรือวินเซนต์ ส่งให้ประเทศจีนไปดำเนินคดี บุคคลที่ทางการสหรัฐและอังกฤษระบุว่า คือผู้นำขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่กดขี่แรงงานที่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์ และหลอกลวงเหยื่อไปทั่วโลก ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการปราบปรามธุรกิจสีดำที่ขโมยเงินจากผู้คนทั่วโลกไปจำนวนนับไม่ถ้วน
เชื่อกันว่า มีผู้คนหลายแสนคนที่ถูกกักขังและถูกบังคับให้ใช้แรงงาน ภายในนิคมขนาดใหญ่ ที่กระจายอยู่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และถูกบังคับให้ดำเนินการหลอกลวง ที่มีจุดประสงค์เดียวคือ การเอาเงินของเหยื่อไป ที่เราๆ เรียกกันว่า พวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั่นเอง
สำนักข่าวเอพีได้วิเคราะห์เรื่องราวของการจับกุมตัวนายเฉิน จื้อ เจ้าพ่อแก๊งสแกม โดยระบุว่า แม้ว่าจะมีการจับกุมบุคคลระดับสูงเช่นนี้ แต่การทลายอุตสาหกรรมนี้ให้สิ้นซาก ยังคงเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่ง
ด้วยเหตุผลหลายอย่าง
เหตุผลแรกเป็นเรื่องของความยากลำบากในการถอนรากถอนโคน
จากปฏิบัติการกวาดล้างในเมียนมา ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งกองทัพเมียนมาได้บุกเข้าตรวจค้นหนึ่งในนิคมของมิจฉาชีพที่มีชื่อเสียงที่สุด นั่นคือ เค.เค.ปาร์ค ศูนย์สแกม หรือศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนเมียนมาและไทย พร้อมประกาศว่า ได้สั่งปิดดำเนินการศูนย์สแกมนี้ทั้งหมดแล้ว
อย่างไรก็ตาม การทำงานในศูนย์หลอกลวงแห่งอื่นๆ ในเมียนมา ก็ยังคงดำเนินการต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยมีเหยื่อการค้ามนุษย์จากทั่วโลก ที่ยังคงเฝ้ารอการช่วยเหลืออยู่ในศูนย์หลอกลวงเหล่านั้น
ทั้งนี้ เค.เค.ปาร์ค เป็นเพียงหนึ่งในศูนย์หลอกลวงหลายสิบแห่งตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา และยังมีอีกหลายร้อยแห่งที่กระจายอยู่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่สะท้อนให้เห็นว่า การรื้อถอนอุตสาหกรรมนี้ เป็นเรื่องยากเพียงใด เพราะสามารถย้ายฐานปฏิบัติการได้อย่างรวดเร็วเมื่อเผชิญแรงกดดัน
เหตุผลที่สองคือ มันเป็นการก่อสร้างขึ้นจากธุรกิจกาสิโน และการพนันผิดกฎหมาย
ศูนย์หลอกลวง มักจะเป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ในพื้นที่ชนบท ที่มีทั้งที่พักอาศัย ร้านค้า และสถานบันเทิงสำหรับแรงงาน ผู้พัฒนามักจะสร้างอาคารหรือพื้นที่เพียงแห่งเดียว แล้วแบ่งพื้นที่ภายในให้บริษัทต่างๆ มาเช่า ทำให้มีการดำเนินการหลอกลวงหลายรูปแบบ ควบคู่ไปในสถานที่เดียว หลายแห่งดำเนินงานโดยได้รับการคุ้มครองจากชนชั้นนำในท้องถิ่น ขณะเดียวกัน ก็มีศูนย์ที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งแฝงตัวอยู่ในอาคารสำนักงานที่ถูกต้องตามกฎหมายเพียงชั้นเดียว หรือแม้แต่ในบ้านเช่า ภายในย่านเมือง
โดยสำนักงานว่า ด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุว่า ปี 2021 เพียงปีเดียว มีกาสิโนทั้งที่ได้รับอนุญาตและไม่ได้รับอนุญาตเกิดขึ้นมากกว่า 340 แห่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้
และจุดเปลี่ยนเริ่มเกิดเมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้เกิดมาตรการจำกัดการเดินทางทั่วโลก ทำให้ลูกค้าของกาสิโนหายไป กาสิโนออนไลน์บางแห่ง จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ ผู้ประกอบการกาสิโนจึงหันไปใช้โมเดลใหม่ คือการใช้โครงสร้างพื้นฐานและแรงงานชุดเดิม ในการหลอกลวงเป้าหมายทั่วโลกผ่านต้มตุ๋นทางดิจิทัลแทน
เหตุผลที่สาม คือเรื่องของแก๊งหลอกลวงเหล่านี้ ที่มีทั้งที่มาจากการตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ และผู้ที่เต็มใจมา
โดยจากรายงานเมื่อปี 2023 สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประมาณการว่า มีผู้คนถึง 120,000 คนในเมียนมา และอีกราว 100,000 คนในกัมพูชาที่ถูกบังคับให้ทำงานในขบวนการหลอกลวงออนไลน์
ขณะที่ผู้สืบสวนระบุว่า แรงงานของศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ มีทั้งที่เป็นเหยื่อค้ามนุษย์
และแรงงานที่สมัครใจมาเองที่ถูกล่อลวงด้วยคำสัญญาอันเป็นเท็จ เรื่องค่าจ้างที่สูงลิ่ว และงานที่สบาย
เหตุผลที่สี่ ภัยคุกคามระดับโลก
กลุ่มมิจฉาชีพ ได้ขยายเป้าหมายเป็นวงกว้าง โจมตีเหยื่อทั่วโลก และพึ่งพาเครื่องมือแปลภาษาที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อข้ามอุปสรรคด้านภาษา
อย่างที่ฟิลิปปินส์ได้มีการบุกตรวจค้นคอมเพล็กซ์แห่งหนึ่ง เมื่อเดือนมีนาคม 2024 ซึ่งแรงงานภายในกำลังหลอกลวงชาวจีนด้วยโครงการลงทุนปลอม ตามสคริปต์ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า อ้างเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทน้ำมันแห่งชาติของจีน และชักชวนเหยื่อให้ลงทุนในสัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าน้ำมันดิบ
อัยการสหรัฐก็ได้มีการดำเนินคดีกับเครือข่ายเบื้องหลังกลโกงเหล่านี้เช่นกัน โดยในคำฟ้องต่อนายเฉิน จื้อ เมื่อปีที่แล้ว ระบุว่า องค์กรของนายเฉิน จื้อ หลอกลวงชาวอเมริกันอย่างน้อย 250 คน สูญเงินรวมหลายล้านดอลลาร์สหรัฐ เฉพาะในปี 2024 ปีเดียว มีชาวอเมริกันสูญเงินอย่างน้อย 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการหลอกลวงที่เชื่อมโยงมาที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และเหตุผลสุดท้ายคือ “เหยื่อ”
กลโกงของมิจฉาชีพนั้นมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่หลอกให้ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี ไปจนถึงสิ่งที่เรียกว่า “งานกดรับออร์เดอร์” ที่เหยื่อจะถูกขอให้โอนเงินเข้าไปก่อน เพื่อปลดล็อกงานถัดไป บางกรณี มิจฉาชีพจะยอมจ่ายเงินจริงจำนวนเล็กน้อยคืนให้ในช่วงแรก เพื่อสร้างความไว้วางใจ ก่อนที่เหยื่อจะสูญเงินจำนวนมากในภายหลัง โดยมิจฉาชีพมักจะสร้างความเร่งด่วน ด้วยการเตือนเป้าหมายว่า หากไม่ลงทุนภายในเส้นตายที่กำหนดจะพลาดโอกาสไป
แม้รัฐบาลต่างๆ จะกวาดล้างและบุกตรวจค้น ที่ช่วยปลดปล่อยแรงงานบางส่วนและปิดศูนย์หลอกลวงไปหลายแห่ง แต่นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนระบุว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังปฏิบัติการเหล่านี้ส่วนใหญ่ “ยังไม่ถูกแตะต้อง” และศูนย์หลอกลวงแห่งใหม่ก็ยังคงผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพื้นที่อื่นๆ
ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้จึงสรุปได้ว่า การจับนายเฉิน จื้อ ไม่ได้แปลว่าแก๊งสแกมจะหมดไปจากโลกนี้ ยังไงเราก็ยังต้องระวังตัวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพเหล่านี้ต่อไป
