เทศมองไทย
หยิบเรื่องนี้มาจาก เว็บไซต์ “ยูเรเซียรีวิว” เผยแพร่เมื่อ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ว่าด้วยหนทางอยู่รอดของรัฐขนาดเล็ก โดยเฉพาะบรรดาชาติสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) แถบลุ่มแม่น้ำโขง ว่าควรทำอย่างไรเพื่อให้เข้มแข็งมากขึ้น แข็งแกร่งมากขึ้น และมีปากมีเสียงมากขึ้นในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์
หนทางแรก ที่ยูเรเซียรีวิวเสนอก็คือ การเกาะติดไปกับกระแส “มหาอำนาจขนาดกลาง” อย่างที่มาร์ค คาร์นีย์ ผู้นำแคนาดา นำเสนอไว้บนเวทีการประชุม เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม
แล้วก็ยกตัวอย่าง ลาว ประเทศขนาดเล็กที่มักถูกแทรกแซงโดยภายนอกอยู่เสมอ แถมยังถูกใช้ประโยชน์อยู่เนืองๆ ให้กลายเป็นสมรภูมิซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อให้มหาอำนาจได้อย่างที่ตนต้องการ และมหาอำนาจขนาดกลางทำอย่างที่ทำได้และอยากจะทำ
ประเทศขนาดเล็ก ไม่มีทางออกทะเล แวดล้อมด้วยเพื่อนบ้านที่ใหญ่โตกว่า ย่อมไม่สามารถทำอย่างที่แคนาดาทำได้ แถมยังไม่สามารถหรือไม่มีช่องทางให้ดำเนินการใดๆ มากนัก แต่อ่อนไหวต่อแรงกดดันมากกว่าใคร
ลาวกลายเป็นประเทศที่ถูกทิ้งระเบิดใส่มากที่สุดในโลก ผู้เขียนชี้ว่า ในโลกยุคที่ “อำนาจเป็นใหญ่” และ “อำนาจคือความถูกต้อง” ลาวต้องประเมินสถานะของตนองตามสภาพความเป็นจริง แต่ต้องยังคงดำรงความเชื่อที่ “เป็นเสรี” ที่ว่า ความร่วมมือระหว่างสถาบันต่างๆ สามารถช่วยทำให้การกระทำของตนมีความหมายมากขึ้น
วิสัยทัศน์ยังต้องสร้างสรรค์ ผู้นำประเทศยังต้องกล้าหาญในความเชื่อที่ว่า
ที่สุดแล้วผลลัพธ์ที่ดีจะบังเกิดขึ้นได้ ภายใต้หลักการสำคัญ 4 ประการคือ ขีดความสามารถในการแข่งขันในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ความร่วมมือในเชิงสถาบัน ความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ และการมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์
ยูเรเซียชี้ว่า รัฐขนาดเล็กต้องมีความสามารถในการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์สูงเป็นพิเศษ ต้องตระหนักดีว่าขนาดของตัวเองมีเท่าใด ที่ตั้งอยู่ตรงไหนในบริบทของการเมืองระดับภูมิภาค ทางเลือกต่างๆ ในการเปลี่ยนจุดอ่อนเปราะบางให้กลายเป็นจุดที่ใช้ประโยชน์ได้
บริบททางภูมิรัฐศาสตร์ของลาว เป็นจุดอ่อนมากกว่าเป็นข้อดี กระนั้นลาวก็ยังมีโอกาสได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่เกิดจากที่ตั้งและสภาพทางภูมิศาสตร์ของตนเอง แนวทางการเปลี่ยนสภาพดั้งเดิมที่เป็นประเทศ “แลนด์ล็อก” ให้กลายเป็น “แลนด์ลิงก์” สานสัมพันธภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจกับชาติเพื่อนบ้านใกล้ชิดมาตลอด 3 ทศวรรษ
ยังผลให้มีเวียดนามเป็นพันธมิตรสำคัญที่คอยปกป้องลาวอยู่เสมอ จนอยู่ในสถานะพิเศษอย่าง “ชาติสมานฉันท์ทางยุทธศาสตร์” ซึ่งกันและกัน กลายเป็นหลักประกันด้านความมั่นคงให้กับลาวได้เป็นอย่างดีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980
ลาวกลายเป็นประเทศคู่ค้าสำคัญ 3 อันดับแรกสุดของเวียดนาม และมีสัญญาณว่าจะคืบหน้าสูงมากยิ่งขึ้นผ่านโครงการสร้างเส้นทางด่วนจากเวียงจันทน์ถึงฮานอย และเส้นทางรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อวังอ่างกับทะเลจีนใต้ เป็นต้น
ในเวลาเดียวกัน ลาวก็กลายเป็นหุ้นส่วนสำคัญในทางอุดมการณ์ ทางเศรษฐกิจ และการเชื่อมโยงของจีนกับภูมิภาคภายใต้โครงการริเริ่ม หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เชื่อมโยงจีนเข้ากับตลาดระบายสินค้าที่ขนาดใหญ่ในอาเซียน
ทำนองเดียวกับที่มีความสัมพันธ์ที่ราบรื่นทั้งทางการเมืองและทางเศรษฐกิจกับไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ผ่านสะพานมิตรภาพข้ามโขง และมีแต่จะสูงขึ้นในกรณีที่เส้นทางรถไฟสายไทย-ลาว-จีนแล้วเสร็จสมบูรณ์
แน่นอน ตลอดเวลาดังกล่าว ความตึงเครียดระหว่างลาวกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลายย่อมมีขึ้นอยู่บ้าง แต่ก็เลือนหายไปโดยเร็ว เช่น กรณีอื้อฉาวของเขื่อนไชยะบุรี ที่เสนอและลงทุนโดยไทยแต่เวียดนามคัดค้าน หรือกรณีเขื่อนดอนสาหง ที่กัมพูชาคัดค้าน ความขัดแย้งเหล่านี้หมดไปโดยอาศัยกลไกภายใต้ยุทธศาสตร์ความร่วมมือภายในภูมิภาค อย่างเช่นคณะกรรมการความร่วมมือลุ่มน้ำโขง เป็นต้น
ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ประการหนึ่ง ที่ลาวยังไม่ได้นำมาใช้อย่างเต็มที่ นั่นคือ การที่ลาวเป็นชาติเดียวที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงกับลำน้ำสาขาทั้งหลาย ทำให้สามารถขยายบทบาทในการกลายเป็น “แบตเตอรี่แห่งเอเชีย”
แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและใช้อย่างชาญฉลาด และต้องไม่หวังพึ่งพาเพียงพลังน้ำ แต่ต้องหาทางเพิ่มเติมศักยภาพนี้ด้วยพลังงานสีเขียวอื่นๆ ที่เป็นไปได้ ตั้งแต่พลังงานลม พลังงานแสงแดด
ที่สำคัญคือ หากลาวสามารถบริหารจัดการน้ำได้ดี โดยเฉพาะในแง่ของการชลประทาน การเดินเรือและการควบคุมและบรรเทาภาวะน้ำท่วม น้ำแล้ง จะอำนวยผลให้ลาวมีสถานะที่เป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคมหาศาล
กรณีดังกล่าวเป็นไปได้ผ่านสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า “อะ นิวดีล ฟอร์ แม่โขง” ร่วมกันในภูมิภาคบริการจัดการลำน้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กลายเป็นเส้นทางเชื่อมโยงระหว่างประเทศ ปะติดปะต่อกับโครงการภายในประเทศของชาติอื่นๆ หลอมรวมพัฒนาการของอนุภูมิภาคเข้าด้วยกัน จนทำให้แม่โขงสามารถยังประโยชน์ให้กับไม่เพียงประเทศในอนุภูมิภาคนี้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงชาติอาเซียนอื่นๆ ด้วยในแง่ของการเป็นแหล่งอาหาร พลังงาน สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศของอาเซียนนั่นเอง
เหล่านี้เป็นไปได้ผ่านความร่วมมือกันของรัฐเล็กๆ หลายๆ รัฐ โดยอาศัยกลไกที่มีอยู่ของอาเซียน ซึ่งไม่เพียงยังประโยชน์ให้กับชาติสมาชิกทั้งหลายเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้อาเซียนแข็งแกร่งและมีปากมีเสียงในระดับนานาชาติมากขึ้นอีกด้วย
