ต่างประเทศ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่า การทูตของจีนในระยะหลังมานี้เปลี่ยนแปลงไป
แน่นอนการทูตจีนยังคงยึดถือในหลักการ การอยู่ร่วมเยี่ยงประชาคมเดียวกัน เติบโตรุ่งเรืองไปด้วยกัน ที่ยึดถือเป็นสรณะมานานปีดีดัก กระนั้นการประนีประนอมใดๆ ย่อมมีขีดจำกัด และสำหรับจีนในยุคปัจจุบัน ข้อจำกัดที่ว่า ดูเหมือนจะลดน้อยลงทุกที
สิ่งที่จีนทำให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คือ การไม่อดทนอดกลั้นอีกต่อไปสำหรับใครก็ตามที่จีนคิดว่า กำลังแทรกแซงผลประโยชน์ของตนเอง
ตัวอย่างรูปธรรมล่าสุดก็คือ การประกาศห้ามการส่งออกสินค้าที่สามารถนำไปใช้ในเชิงอาวุธได้ด้วยต่อบริษัทอเมริกันจำนวน 10 บริษัท เพื่อตอบโต้การแซงก์ชั่นบริษัทจีนจำนวนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาภายใต้ข้ออ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับทางกองทัพจีน
ในอดีตภารกิจหลักของการทูตจีนก็คือ การพยายามหาช่องทางในเวทีระหว่างประเทศไว้เป็นจุดยืนเพื่อเปิดทางให้จีนสามารถมีเวลาพัฒนาประเทศของตนได้โดยสะดวก
ทุกวันนี้แตกต่างออกไป ความแข็งแกร่งภายในที่สะสมไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ช่วยให้จีนสามารถปรับเปลี่ยนท่าทีภายนอกของตนเสียใหม่ได้โดยง่ายดายมากยิ่งขึ้น
เรียกง่ายๆ ว่า จีนเริ่มเล็งเห็นแล้วว่า ตอนนี้ตนสามารถตอบโต้การละเมิดผลประโยชน์ของตนได้ด้วยมาตรการที่แข็งแกร่ง สมน้ำสมเนื้อ โดยไม่ต้องอาศัยเพียงแต่การประท้วง หรือสงวนสิทธิ์ไว้เพื่อการตอบโต้ในภายหลังเหมือนอย่างแต่ก่อนนี้อีกต่อไปแล้ว แล้วก็น้อยครั้งที่จะตอบโต้จริงๆ จังๆ สักที เนื่องจากเกรงว่า นั่นจะกลายเป็นการทำลายความสัมพันธ์ทวิภาคลง
จีนในภายหลังดูเหมือนจะตระหนักแล้วว่า ถึงเวลานี้ต้องเลิกทำตัวหน่อมแน้ม และเลิกพึ่งพาการประท้วงด้วยวาจาแล้ว
เหมือนเช่นกรณีของสหรัฐอเมริกา ในเมื่อคุณแซงก์ชั่นบริษัทของฉัน ฉันก็จะแซงก์ชั่นบริษัทของคุณเป็นการตอบโต้อย่างสมน้ำสมเนื้อ
ในเมื่อคุณจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงของฉันได้ ฉันก็สามารถจำกัดการส่งออกสินแร่หายากให้คุณได้เหมือนกัน
แน่นอนภายใต้หลักการใหม่นี้ จีนยังคงนับได้ว่าเป็นประเทศที่ง่ายต่อการประนีประนอมเช่นเดิม นั่นสืบเนื่องจากทัศนคติในการยึดถือมาตรฐานจริยธรรมขั้นสูงในการเมืองระหว่างประเทศ นั่นคือการที่จีนไม่เคยแสวงหาความยุ่งยากใดๆ แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ไม่รามืออยู่นิ่งเฉยให้ทุบตีอยู่ฝ่ายเดียวอีกต่อไปแล้ว
ในหลายปีหลังมานี้ จีนตอบโต้สหรัฐอเมริกาอย่างถึงพริกถึงขิง ทั้งด้วยการตอบโต้ด้วยมาตรการทางการทูตและด้วยการควบคุมการส่งออก อย่างเช่น การจัดทำรายชื่อ “นิติบุคคลที่เชื่อถือไม่ได้” สำหรับใช้ควบคุมการส่งออกสินแร่สำคัญ การแซงก์ชั่นบริษัทคู่สัญญาของรัฐเพื่อตอบโต้การกระทำของสมาชิกรัฐสภาอเมริกัน, องค์กรวิชาการอิสระและสถาบันอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
จนทำให้สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับการแซงก์ชั่นจากจีนในระดับที่ไม่เคยพบพานมาก่อน
กรณีที่ว่าดังกล่าวสามารถรวมไปถึงท่าทีของจีนต่อชาติเล็กๆ ที่อยู่ในวงจรของสหรัฐอเมริกาหรือมหาอำนาจตะวันตกอีกด้วย
ตัวอย่างเช่นกรณีของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ ที่ออกมากล่าวเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาว่า ญี่ปุ่นอาจตัดสินใจช่วยป้องกันไต้หวันในกรณีที่ถูกโจมตีรุกราน ซึ่งทางการจีนมองว่านั่นเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อผลประโยชน์หลักของจีน
หลังจากการประท้วงด้วยวาจาเป็นลำดับแรกแล้ว ทางการจีนก็หันมาใช้วิธีการจำกัดการเดินทางท่องเที่ยวของชาวจีนเป็นการตอบโต้ หลังจากผู้นำญี่ปุ่นไม่แสดงปฏิกิริยาและแสดงท่าทีขอโทษใดๆ
จีนขยายมาตรการตอบโต้ขึ้นเป็นการแซงก์ชั่นญี่ปุ่นโดยรวม ที่รวมถึงการแลกเปลี่ยนระดับเจ้าหน้าที่ และไม่สนใจสัมพันธภาพระดับทวิภาคีอีกต่อไป
ท่าทีดังกล่าวของจีนนอกจากจะแสดงถึงหลักการที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงการเติบโตของจีนที่ไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ จากประเทศที่ไม่ค่อยมีทางให้เลือกตอบโต้มากนัก
กลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
จากการเป็นเพียงส่วนหนึ่งของห่วงโซ่สัมปทานกลายเป็นศูนย์กลางในอุตสาหกรรมการผลิตของโลก มีทรัพยากรสำคัญๆ อยู่ในความควบคุมเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่สินแร่หายาก การเป็นชาติที่ได้เปรียบในเทคโนโลยีการสร้างยานยนต์ไฟฟ้า, แผงโซลาร์เซลล์, แบตเตอรี่รถไฟฟ้า, โดรน, ท่าเรือน้ำลึก และอุปกรณ์สำหรับการโทรคมนาคมการสื่อสาร
ขณะเดียวกัน จีนก็สามารถพัฒนาภายในให้มีกลไกทางกฎหมายไว้รองรับสำหรับใช้เป็นมาตรการในการตอบโต้ อาทิ กฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการแซงก์ชั่นจากต่างชาติ, กฎหมายการควบคุมการส่งออก และการจัดทำบัญชีดำของ “นิติบุคคลต่างชาติ” เป็นอาทิ
ในทัศนะของทางการจีน ดุลภาพของอำนาจในระดับโลกกำลังเปลี่ยนแปลง ระเบียบโลกที่นำโดยสหรัฐอเมริกาไม่ได้มั่นคง มีเสถียรภาพเหมือนแต่ก่อนนี้อีกแล้ว และหากจีนยังนิ่งเงียบ ก็เท่ากับบอกให้โลกรับรู้ทั่วกันว่า สามารถทำอะไรกับจีนก็ได้โดยไม่ต้องเสียอะไรเป็นการตอบแทน
ขั้นตอนต่อไปคือการแสดงให้เห็นทั่วกันว่า การทำให้จีนเจ็บปวดนั้นก็จำเป็นต้องได้รับความเจ็บปวดตอบสนองด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้จีนถูกฉวยโอกาสรังแกอีกต่อไป
ที่น่าสังเกตก็คือ ภายใต้หลักการ “จีนไม่โจมตีใคร แต่ใครอย่ามาโจมตีจีนก่อน” ที่ว่านี้ จีนมีมาตรการสดับยับยั้งเมื่ออีกฝ่ายเป็นชาติเล็กๆ ที่กำลังพัฒนา แรงกดดันจากจีนมักจะมีระดับจำกัดอยู่เสมอ
ตัวอย่างเช่นกรณีของปานามา ที่พยายามขับบริษัทจีนออกจากประเทศของตน จีนกลับแสดงเพียงท่าทีไม่พอใจ ต่อด้วยการกดดันทางเศรษฐกิจและการค้าเท่านั้น ไม่ได้มีการตัดสัมพันธ์ทางการทูตแต่อย่างใด
ดังนั้น การทูตจีนเปลี่ยนแปลงไปก็จริง แต่ความคาดหวังต่อจีนของประชาคมระหว่างประเทศก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นเดียวกัน
จีนแข็งแกร่งขึ้น แต่ยังคงเต็มไปด้วยความยับยั้งชั่งใจ เพราะตระหนักดีว่า การอวดอ้างโดยใช้กำลังนั้นไม่ใช่เรื่องยากเย็นแต่อย่างใด
แต่ที่ยากที่สุดก็คือ การรับมือกับสถานการณ์หลังการใช้กำลังนั้นแล้วต่างหาก
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
