ต่างประเทศ
สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับคืนสู่ความตึงเครียดถึงขีดสุดอีกครั้ง เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการถึงสภาคองเกรส โดยระบุว่าปฏิบัติการสู้รบกับอิหร่านได้กลับมาเริ่มต้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นกรอบเวลาใหม่ 60 วัน ที่จะสามารถใช้กำลังทหารในภูมิภาคได้ และไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา
โดยอ้างถึงกรณีที่อิหร่านได้ละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MoU) ที่สหรัฐลงนามกับอิหร่านเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน หลังจากที่ได้โจมตีเรือพาณิชย์ที่เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
“ข้าพเจ้าได้สั่งการปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ โดยสอดคล้องกับความรับผิดชอบที่พึงมีในการปกป้องชาวอเมริกัน รวมถึงผลประโยชน์ด้านความมั่นคงแห่งชาติและนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ” ทรัมป์ระบุในหนังสือ
นอกจากนั้น การประกาศกร้าวของทรัมป์ในการโจมตีภูเขาพิกแอกซ์ในอิหร่าน ที่อยู่ใกล้กับโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมนาทานซ์ และอยู่ลึกเกินกว่าที่ระเบิดเจาะบังเกอร์ของสหรัฐจะสามารถทำลายได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนา ตามการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ
เป็นการส่งสัญญาณเตือนว่า สหรัฐจะไม่หยุดยั้งการดำเนินการทางทหารหากอิหร่านยังไม่หยุดพัฒนาโครงการนิวเคลียร์
สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุ่นแรงอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด กลุ่มฮูตีในเยเมนยิงขีปนาวุธโจมตีซาอุดีอาระเบีย เพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาว่าซาอุดีอาระเบียได้ทิ้งระเบิดใส่สนามบินนานาชาติซานา ซึ่งถือเป็นการรุกรานอย่างโจ่งแจ้ง และทำให้ช่วงเวลาของการลดระดับความตึงเครียดที่ดำเนินมาเป็นเวลา 4 ปีนั้นถูกยุติลง
กระทรวงกลาโหมของรัฐบาลเยเมนระบุว่า รันเวย์ของสนามบินนานาชาติซานาถูกโจมตีเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องบินของอิหร่านลงจอด ซึ่งถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของเยเมน พร้อมกล่าวว่า กองกำลังของรัฐบาลจะตอบโต้เครื่องบินทุกลำที่มีเจตนาเป็นปฏิปักษ์และละเมิดน่านฟ้าของเยเมนด้วยทุกวิถีทางที่มี โดยอิหร่านต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ดังกล่าว
ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) แถลงว่า มีลูกเรือชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ราย และผู้บาดเจ็บ 8 ราย จากการที่อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีใส่เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำ ได้แก่ เรือมอมบาซา และอัล บาฮิยา ระหว่างสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยในบรรดาผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 4 รายมีอาการสาหัส ซึ่ง 6 รายมีสัญชาติอินเดีย และอีก 2 รายเป็นชาวยูเครน
ทั้งนี้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กล่าวว่า เรือทั้งสองลำได้เพิกเฉยต่อการเตือน ปิดระบบการนำทางและพยายามผ่านเส้นทางที่มีการวางทุ่นระเบิด โดยความตึงเครียดที่เกิดขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นถึง 9% เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม
ต่อมา ทรัมป์ประกาศตัวเป็นผู้พิทักษ์ช่องแคบฮอร์มุซ และเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 20% จากเรือสินค้าทุกลำที่สัญจรผ่านช่องแคบ
อย่างไรก็ตาม เขากลับยกเลิกแนวคิดนี้ในเวลาไม่นาน และหันมาเสนอว่าจะใช้การทำข้อตกลงการค้าและการลงทุนขนาดใหญ่กับประเทศในอ่าวอาหรับแทน โดยการเปลี่ยนท่าทีอย่างรวดเร็วเช่นนี้สะท้อนรูปแบบการดำเนินนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ที่มีความผันผวน ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา และสร้างความไม่แน่นอนต่อในการประเมินทิศทางของสหรัฐในระยะยาว
อีกทั้งรอยเตอร์รายงานว่า แหล่งข่าวเผยว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังพิจารณาทางเลือกหลากหลายรูปแบบในการเล่นงานศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ซึ่งรวมถึงการห้ามเดินทาง การเพิกถอนวีซ่า การเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรต่อศาล ICC และองค์กรที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการใช้แรงกดดันทางการทูตต่อประเทศต่างๆ เพื่อให้ถอนตัวจากการเป็นสมาชิก
สอดคล้องกับจุดยืนของทรัมป์ที่คัดค้านให้ศาล ICC มีอำนาจในการสอบสวนและดำเนินคดีต่อชาวอเมริกัน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่และกำลังพลของกองทัพสหรัฐ โดยยิ่งตอกย้ำว่า สถาบันของระเบียบระหว่างประเทศที่มีอยู่เดิมกำลังถูกท้าทายจากตัวมหาอำนาจเอง
การดำเนินนโยบายของสหรัฐที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงแรงกดดันต่อสถาบันระหว่างประเทศอย่างศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนของระเบียบโลกเดิม จากมหาอำนาจผู้เคยเป็นเสาหลักในการสร้างระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เอง
ขณะที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางก็มีท่าทีว่าจะไม่สามารถคลี่คลายได้โดยง่ายในเร็ววัน
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
