bg-single

เราไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายเอไอ

12.09.2026

โดย โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

ตั้งใจว่าจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า จำเป็นหรือไม่ที่ประเทศไทยควรจะมีกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอเป็นการเฉพาะ แล้วก็ได้โอกาสมาเขียนในรอบนี้

ข้อเสนอก็อย่างที่เห็นในชื่อเรื่อง ก็คือเราไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายเอไอ

ทั้งหมดมาจากความพยายามของหน่วยงานภาครัฐ ที่กำลังร่างกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์อยู่ (กฎหมายนี้สืบค้นได้โดยการพิมพ์ “โครงการรับฟัง (ร่าง) พระราชบัญญัติว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์ พ.ศ. .…” เข้าไปในกูเกิ้ล)

เป้าหมายของกฎหมายฉบับนี้ตามที่ฝ่ายที่ร่างได้เสนอไว้คือ “เพื่อให้มาตรการยับยั้งการพัฒนาและประยุกต์ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่มีความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับไม่ได้มีประสิทธิภาพ และมีการวางกรอบให้การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เป็นไปอย่างมีธรรมาภิบาล เพื่อลดความเสี่ยงจากการพัฒนาและประยุกต์ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ในเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง”

ปัจจุบันในโลกนี้มีเพียงสอง “ประเทศ” เท่านั้นที่มีกฎหมายว่าด้วยเอไอโดยเฉพาะที่ประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว “ประเทศ” แรกก็คือสหภาพยุโรป (ที่ต้องใส่ “ประเทศ” ในเครื่องหมายคำพูดก็เพราะว่า สหภาพยุโรปไม่ใช่ประเทศ เขาใหญ่กว่าประเทศ และเกิดจากประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่ในยุโรปมารวมตัวกัน แต่ก็ไม่รู้จะเรียกเขาว่าอะไร ก็เลยเรียก “ประเทศ” ไปก่อน) กับเกาหลีใต้

ในกรณีของสหภาพยุโรป กฎหมายที่ใช้เรียกว่า EU AI Act มีข้อกำหนดหลักๆ ก็คือว่า มีการแบ่งประเภทการใช้งานเอไอออกเป็นประเภทต่างๆ ตามลำดับของความเสี่ยงที่คนร่างกฎหมายมองว่าอาจจะเกิดขึ้น แล้วก็กำหนดว่า การใช้งานแบบใดที่มีความเสี่ยงสูงจะไม่สามารถยอมรับได้ จะเอาออกมาใช้งานจริงไม่ได้เลย ผิดกฎหมาย

ตัวอย่างของการใช้งานแบบนี้ก็มี เช่น การควบคุมความคิดของผู้คนด้วยเอไอในทางที่จะเป็นอันตราย การใช้ประโยชน์จากกลุ่มคนที่มีอำนาจน้อยในสังคม การให้คะแนนความประพฤติแก่ประชาชนแต่ละคนโดยภาครัฐ การใช้เอไอทำนายว่าใครจะประกอบอาชญากรรม เป็นต้น แต่ละอย่างก็โหดๆ ทั้งนั้น ตามกฎหมายฉบับนี้ ใครทำเอไอที่เอาไปใช้ในทางที่กล่าวมานี้ก็คือผิดกฎหมาย ต้องรับโทษ

ส่วนเกาหลีใต้ มีการประกาศใช้กฎหมายเอไอเป็นการเฉพาะ ตามข้อมูลในเว็บ https://verifywise.ai/global-ai-regulations บอกไว้ว่า เกาหลีใต้มีการประกาศใช้กฎหมายที่แปลเป็นไทยได้ว่า “กฎหมายที่กำหนดขอบเขตและโครงสร้างของปัญญาประดิษฐ์” ประเด็นหลักๆ ในกฎหมายนี้ก็คือ ให้มีการประเมินผลกระทบของการใช้งานเอไอที่มีความเสี่ยงสูงก่อนจะนำไปใช้งานจริง การเปิดเผยการใช้เอไอแก่คนที่ได้รับผลกระทบ (เช่น อาจารย์บอกนักศึกษาว่า เอกสารที่แจกในชั้นเรียนใช้เอไอเขียน) จัดตั้งคณะกรรมการเอไอแห่งชาติ เพื่อดูแลเรื่องต่างๆ และกำหนดให้มีการออกใบประกาศกับกำหนดมาตรฐานให้แก่หน่วยงานต่างๆ

ส่วนประเทศอื่นๆ ก็มีมาตรการที่มีความรุนแรงของการบังคับใช้แตกต่างกันไป เว็บเดียวกันรายงานว่า ประเทศจีนมีกฎหมายเกี่ยวกับเอไอที่แรงที่สุดรองลงมาจากของสหภาพยุโรป เพียงแต่ว่าในขณะนี้จีนยังไม่มีกฎหมายฉบับเดียวที่ใช้กับเอไอโดยเฉพาะ ส่วนอินเดียก็มีนโยบายให้พื้นที่แก่ผู้ผลิตและการค้นคว้านวัตกรรม และยังไม่มีกฎหมายเรื่องนี้ ที่มีก็มีแต่ระเบียบปฏิบัติต่างๆ ซึ่งไม่อยู่ในรูปของกฎหมาย

ส่วนของสหรัฐอเมริกา ก็เรียกได้ว่าอยู่สุดโต่งคนละข้างกับสหภาพยุโรป

กล่าวคือ นอกจากสหรัฐอเมริกาจะไม่มีกฎหมายระดับชาติแล้ว ก็ยังมี “คำสั่งของประธานาธิบดี” ที่ออกโดยประธานาธิบดีทรัมป์ ที่มุ่งกำจัดอุปสรรคของการดำเนินธุรกิจของบริษัทเอไอ และมุ่งสร้างพื้นที่ที่เสมอเหมือนกันทั่วทั้งสหรัฐ เพื่อให้การดำเนินงานของธุรกิจปราศจากอุปสรรค

ที่ทรัมป์สั่งมาแบบนี้ก็เนื่องจากมีหลายมลรัฐที่ออกกฎหมายของตนเอง ที่กำกับดูแลเอไอในรัฐของตัวเองโดยตรง ทำให้เกิดความลักลั่นกันว่า บางรัฐมีกฎหมายเกี่ยวกับเอไอ บางรัฐไม่มี แต่ที่สำคัญก็คือว่า รัฐต่างๆ มีอำนาจในการออกกฎหมายเอไอของตนเอง แม้ว่าจะมีคำสั่งของประธานาธิบดีแบบนี้แล้วก็ตาม ดังนั้น ภาพรวมของเรื่องกฎหมายเอไอในสหรัฐจึงค่อนข้างซับซ้อนพอสมควร

แล้วตกลงประเทศไทยจะไปทางไหน? ทางหนึ่งก็คือ มีหน่วยงานกำลังร่างกฎหมายว่าด้วยเอไอของประเทศอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่ก็มีปัญหาว่า เราจำเป็นต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับเอไอในขณะนี้จริงๆ หรือ?

เหตุผลประการแรกที่ผมคิดว่าประเทศไทยยังไม่ควรดำเนินการเรื่องกฎหมายเอไอในเวลานี้ ก็คือว่า เอไอเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก การไปกำหนดอะไรเข้า หรือการไม่พูดถึงเอไอแบบใดแบบหนึ่งเพราะว่ายังมาไม่ถึง ก็ทำให้กฎหมายล้าสมัยไปโดยรวดเร็ว กฎหมายของสหภาพยุโรปในระยะแรกร่างกันมาโดยไม่มีเรื่องแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่ เช่น พวก ChatGPT, Gemini, หรือ Claude อยู่ในหัวเลย แต่พอสภายุโรปให้ความเห็นชอบกฎหมายนี้อย่างเป็นทางการในกลางปี 2022 ChatGPT ก็ออกมาในปลายปีเดียวกัน ทำให้คนร่างกฎหมายอับอายกันไปพักใหญ่ เพราะในกฎหมายไม่มีการพูดถึง ChatGPT เลย ทำให้คนร่างต้องรีบไปแก้ไข และประกาศร่างล่าสุดของกฎหมายฉบับนี้ในราวกลางปี 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งก็ได้รวมเอาเรื่องเกี่ยวกับ ChatGPT และแบบจำลองภาษาขนาดใหญ่อื่นๆ ไปด้วย

ในร่างของประเทศไทย ไม่มีการพูดถึงประเภทของการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เลย มีแต่พูดว่าปัญญาประดิษฐ์ที่ทำต่อไปนี้ เช่น กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ให้ถือว่ามีความเสี่ยงสูง (มาตรา 35) ปัญหาก็คือว่า ปัญญาประดิษฐ์แบบไหนๆ ก็ทำให้เกิดการกระทบต่อความมั่นคงของรัฐได้ ถ้านำมันไปใช้ในทางที่กระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ผลก็คือ เอไอทุกรูปแบบมีความเสี่ยงสูงทั้งนั้น ทำให้การสร้างนวัตกรรมหรือสร้างความก้าวหน้าของประเทศด้วยการพัฒนาเอไอเป็นไปได้ยาก เพราะต้องคอยระวังว่ากระทบหรือเปล่า หรือมีผู้นำไปใช้ให้เกิดการกระทบหรือเปล่า

เหตุผลประการที่สองก็คือว่า หากเราย้อนไปดูเหตุผลของการร่างกฎหมายฉบับนี้ที่ยกมาไว้ในย่อหน้าสองของบทความนี้ จะเห็นว่ามีคำสำคัญสองคำ

คำแรกคือคำว่า “ยับยั้ง” (“เพื่อให้มาตรการยับยั้งการพัฒนาและประยุกต์ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่มีความเสี่ยงในระดับที่ยอมรับไม่ได้มีประสิทธิภาพ”) คำที่สองคือ “วางกรอบ” (“มีการวางกรอบให้การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์เป็นไปอย่างมีธรรมาภิบาล”)

ลองคิดดูว่า ถ้าท่านผู้อ่านคิดจะตั้งบริษัทเอไอในประเทศจะรู้สึกยังไง เพราะโดนทั้งยับยั้ง โดนทั้งวางกรอบ กฎหมายถ้ามีก็ควรจะมีน้ำเสียงและหลักการเหตุผลไปในทางสนับสนุนมากกว่านี้ ไม่งั้นก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องรีบมีกฎหมายฉบับนี้ เพราะหลายๆ ประเทศในโลกเขาก็ใช้เอไอเหมือนๆ กับเรา แต่ก็ยังไม่รีบคิดที่จะมีกฎหมายเอไอระดับประเทศแบบของเรา หลายๆ ประเทศในนั้นก็มีระดับการพัฒนาเอไอที่ดำเนินการโดยบริษัทในประเทศตนเองมากกว่าของเราด้วย

ประเทศไทยยังต้องพัฒนาระบบเอไอของตนเองอีกมาก และผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ เช่น ChatGPT หรือ Gemini ก็ถูกกำกับดูแลมาตรฐานอย่างเข้มงวดจากที่ต่างๆ มาเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น จึงไม่น่าที่จะออกกฎหมายเน้นการยับยั้งหรือการวางกรอบ แต่ควรมีนโยบายที่สนับสนุนอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในประเทศมากกว่า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เราไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายเอไอ
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
ใครกลัวการเลือกตั้งประกันสังคม?
เจาะ ออล-นิว มิตซูบิชิ ปาเจโร ฟื้นตำนานเอสยูวี-ออปชั่นพร้อมลุย
ภารกิจใหญ่ของ ‘ไก่เดือยทอง’ เร่งเปลี่ยนโรงพยาบาลเป็นความสำเร็จ
NPA บ้านอีกระลอกใหญ่
เจาะความหวังไทยในเอเชี่ยนเกมส์ เหรียญทองและบทพิสูจน์ศักยภาพ
ข้าวผัดน้ำพริกมะขามทรงเครื่อง
ยาต้ม พร้อมดื่มในทุกที่
‘อ่านคนไร้ราก (1)’
คิดต่อจาก 6 ตุลา (5) : ทำอย่างไรประวัติศาสตร์จึงจะไม่ฆ่าคน