bg-single

กำเนิด ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป’ ตอนจบ : การขับเคี่ยวสู่ชัยชนะ

12.06.2024

ในบทความก่อนหน้านี้ ผมเล่าว่าไอน์สไตน์ได้ใช้แนวทาง 2 อย่างในการสร้างสมการสนาม (field equations) ซึ่งเป็นหัวใจของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป

แนวทางแรกคือ กลยุทธ์ทางกายภาพ ซึ่งเริ่มต้นจากหลักการและกฎทางฟิสิกส์ที่ต้องเป็น จากนั้นจึงพยายามสร้างสมการให้สอดคล้องกับหลักการและกฎเหล่านั้น

ส่วนแนวทางที่สองคือ กลยุทธ์ทางคณิตศาสตร์ ซึ่งเน้นการใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์ เพื่อสร้างสมการสนามความโน้มถ่วงที่เป็นไปตามหลักการโคแวเรียนซ์แบบทั่วไป

หลักการโคแวเรียนซ์แบบทั่วไป (general covariance) ระบุว่ากฎทางฟิสิกส์จะเหมือนกันสำหรับผู้สังเกตการณ์ทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ภายใต้สนามโน้มถ่วงหรืออยู่ในสภาวะเร่งก็ตาม กล่าวอีกนัยหนึ่ง โครงสร้างหรือรูปแบบสมการของกฎทางฟิสิกส์จะไม่ขึ้นอยู่กับระบบพิกัดที่เลือกใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์

หลักการโคแวเรียนซ์แบบทั่วไปเป็นเครื่องมือทางคณิตศาสตร์ที่ช่วยให้ได้มาซึ่งหลักสัมพัทธภาพแบบกรณีทั่วไป (general principle of relativity) นี่คือสิ่งที่ไอน์สไตน์เชื่อและต้องการ

ดาฟิด ฮิลแบร์ท (ภาพถ่ายในปี ค.ศ.1912)
ที่มา : http://community.fansshare.net/pic119/w/david-hilbert/369/27396_david_hilbert.jpg

ค.ศ.1913 : ไอน์สไตน์ได้ละทิ้งกลยุทธ์ทางคณิตศาสตร์ (ซึ่งทำให้เขาหลงทาง) โดยในเดือนพฤษภาคม ไอน์สไตน์และกรอสมันน์ได้ใช้กลยุทธ์ทางกายภาพสร้างทฤษฎีที่เป็นไปตามข้อกำหนดด้านการอนุรักษ์พลังงาน-โมเมนตัม และเข้ากันได้กับกฎของนิวตันในสนามความโน้มถ่วงแบบอ่อนและสถิต

ไอน์สไตน์และกรอสมันน์ร่วมกันเขียนบทความชื่อ Entwurf einer verallgemeinerten Relativit?tstheorie und einer Theorie der Gravitation หรือชื่อในภาษาอังกฤษคือ Outline of a Generalized Theory of Relativity and of a Theory of Gravitation (‘โครงร่างของทฤษฎีสัมพัทธภาพที่ถูกขยายให้ใช้ได้กว้างขวางยิ่งขึ้นและทฤษฎีความโน้มถ่วง’) บทความนี้รู้จักกันในชื่อภาษาเยอรมันว่า Entwurf ซึ่งหมายถึง ‘โครงร่าง’

ในปีนี้ไอน์สไตน์เขียนจดหมายถึงนักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันชื่อ จี. อี. เฮล (G.E. Hale) เพื่อสอบถามว่าการทดสอบคำทำนายที่ว่าแสงอาจถูกเบี่ยงโค้งด้วยดวงอาทิตย์นั้นอาจทำขณะที่ไม่เกิดสุริยุปราคาได้หรือไม่? เฮลตอบว่าไม่อาจทำได้ เพราะท้องฟ้ารอบๆ ดวงอาทิตย์สว่างจ้าเกินไป

ค.ศ.1914 : สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มต้นขึ้นในวันที่ 28 กรกฎาคม และมีส่วนทำให้นักดาราศาสตร์ไม่สามารถใช้สุริยุปราคาในวันที่ 21 สิงหาคม ทดสอบคำทำนายของไอน์สไตน์ที่ว่าแสงถูกเบี่ยงโค้งได้โดยความโน้มถ่วงของดวงอาทิตย์ แต่ก็นับเป็นผลดีต่อไอน์สไตน์ เนื่องจากคำทำนายของเขาผิดพลาด โดยน้อยกว่าค่าที่แท้จริงอยู่ 2 เท่า

ตลอดปี ค.ศ.1914 นี้ ไอน์สไตน์เชื่อมั่นในทฤษฎี Enwurf ซึ่งภายหลังเขาพบว่ามาผิดทาง

มิถุนายน ค.ศ.1915 : ในเดือนนี้ ไอน์สไตน์เริ่มบรรยายที่มหาวิทยาลัยเกิททิงเง็น ครั้งละ 2 ชั่วโมง มหาวิทยาลัยแห่งนี้โดดเด่นด้านคณิตศาสตร์สำหรับฟิสิกส์เชิงทฤษฎี

ดาวิด ฮิลแบร์ท (David Hilbert) นักคณิตศาสตร์อัจฉริยะซึ่งทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยเกิททิงเงินสนใจเข้าฟังการบรรยายของไอน์สไตน์และฟังด้วยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งยิ่ง

แสงถูกเบี่ยงโค้งเมื่อเข้าใกล้วัตถุมวลมาก เช่น ดวงอาทิตย์

ไอน์สไตน์เขียนจดหมายถึงเพื่อนชื่อ ไฮน์ริช ซังเกอร์ (Heinrich Zangger) ว่าเขา “สามารถทำให้นักคณิตศาสตร์ที่นั่นเชื่อโดยตลอด” และพูดถึงฮิลแบร์ทว่า “ผมสามารถทำให้ฮิลแบร์ทเชื่อในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป’ และเรียกฮิลแบร์ทว่า “ชายผู้มีพลังและความคิดอิสระน่าพิศวง” ต่อมาไม่นาน ฮิลแบร์ทผู้นี้ได้กลายเป็นคู่แข่งของไอน์สไตน์ในการคิดค้นสมการสนาม

ตุลาคม ค.ศ.1915 : ไอน์สไตน์ยอมทิ้งทฤษฎี Enwurf ด้วยเหตุผลหลายอย่าง เช่น ทฤษฎีนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการหมุนเป็นการเคลื่อนที่สัมพัทธ์รูปแบบหนึ่ง (กล่าวคือ เขาเคยเข้าใจผิดว่าทฤษฎีนี้ทำได้) และที่สำคัญคือ ทฤษฎี Enwurf ไม่ได้เป็นไปตามหลักการโคแวเรียนซ์แบบทั่วไป

ไอน์สไตน์กลับมาเน้นใช้กลยุทธ์ทางคณิตศาสตร์มากขึ้น อันเป็นแนวทางที่เขาปล่อยทิ้งไว้ตั้งแต่ปลายปี ค.ศ.1912 ถึงตอนนี้สมการสนามที่เขาคิดขึ้นมาจะยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ แต่ก็สามารถทำนายการส่ายของจุดเพริฮีเลียน (หรือจุดใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด) ของดาวพุธได้ละเอียดกว่ากลศาสตร์ของนิวตัน

4 พฤศจิกายน ค.ศ.1915 : ไอน์สไตน์นำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการของสภาแห่งปรัสเซีย (Prussian Academy) ครั้งแรกจากทั้งหมด 4 ครั้ง แต่สมการสนามของเขายังไม่เป็นไปตามหลักการโคแวเรียนซ์แบบทั่วไป

11 พฤศจิกายน ค.ศ.1915 : ไอน์สไตน์นำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการของสภาแห่งปรัสเซีย ครั้งที่ 2 คราวนี้เขาใช้เทนเซอร์ของริชชี และกำหนดเงื่อนไขพิกัดแบบใหม่ ทำให้สมการเป็นไปตามหลักการโคแวเรียนซ์แบบทั่วไป แต่ผลที่ได้ยังดีขึ้นไม่มากนัก

16 พฤศจิกายน ค.ศ.1915 : ฮิลแบร์ทนำเสนอทฤษฎีความโน้มถ่วงของเขา และเชิญไอน์สไตน์ไปที่เกิททิงเง็น

18 พฤศจิกายน ค.ศ.1915 : ไอน์สไตน์นำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการของสภาแห่งปรัสเซีย ครั้งที่ 3 โดยนำเสนอค่าที่ถูกต้องของการส่ายของจุดเพริฮีเลียนของดาวพุธว่าเท่ากับ 43 พิลิปดาต่อศตวรรษ

หน้าแรกของบทความ Die Feldgleichungen der Gravitation ซึ่งไอน์สไตน์นำเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปอย่างถูกต้องเป็นครั้งแรก
ที่มา : https://echo.mpiwg-berlin.mpg.de/ECHOdocuView?url=/permanent/echo/einstein/sitzungsberichte/6E3MAXK4/index.meta&pn=1

ไอน์สไตน์ตื่นเต้นกับผลการคำนวณนี้มาก และเขียนจดหมายถึงเพื่อนนักฟิสิกส์คนหนึ่งว่า “ผมพอใจกับผลลัพธ์เรื่องการเคลื่อนที่ของจุดเพริฮีเลียนของดาวพุธอย่างมาก รายละเอียดความแม่นยำของวิชาดาราศาสตร์ (ที่ผมเคยแอบหัวเราะเยาะ) กลับมาเป็นประโยชน์แก่พวกเราได้อย่างมากมาย!”

ในการนำเสนอครั้งนี้ เขายังได้ปรับปรุงค่าการเบี่ยงโค้งของแสงที่เคลื่อนที่เฉียดดวงอาทิตย์ว่ามีค่าประมาณ 1.7 พิลิปดา (ซึ่งเป็นค่าที่ถูกต้องเมื่อตรวจสอบโดยการสังเกตสุริยุปราคาในอีก 3 ปีต่อมา)

วันเดียวกันนี้เอง ไอน์สไตน์ได้รับบทความใหม่จากฮิลแบร์ท (ที่นำเสนอไปเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน) ซึ่งทำให้เขาแปลกใจและไม่ค่อยสบายใจนัก เนื่องจากบทความของฮิลแบร์ทคล้ายคลึงกับผลงานของเขามาก ไอน์สไตน์ตอบกลับไปอย่างห้วนๆ และมีข้อความยืนยันว่าตัวเขาเองเป็นคนคิดได้ก่อนฮิลแบร์ท

20 พฤศจิกายน ค.ศ.1915 : ฮิลแบร์ทส่งบทความชื่อ Die Grundlagen der Physik ซึ่งแปลว่า The Foundation of Physics (รากฐานของวิชาฟิสิกส์) ในภาษาอังกฤษ ไปให้วารสารวิทยาศาสตร์แห่งเมืองเกิงทิงเง็น และประกาศว่าเป็นสมการของเขาเป็นสมการสำหรับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป

25 พฤศจิกายน ค.ศ.1915 : ไอน์สไตน์นำเสนอผลงานในการประชุมวิชาการของสภาแห่งปรัสเซีย ครั้งที่ 4 ใช้ชื่อบทความว่า Die Feldgleichungen der Gravitation ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษคือ The Field Equations of Gravitation (สมการสนามสำหรับความโน้มถ่วง) ครั้งนี้ ไอน์สไตน์นำเสนอสมการสนามที่ถูกต้องสมบูรณ์ เป็นไปตามหลักการโคแวเรียนซ์แบบทั่วไป

 

อาจมีคำถามว่าใครกันแน่ ระหว่างไอน์สไตน์กับฮิลแบร์ท ที่สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ค้นพบสมการสนามอันเป็นหัวใจของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป?

ในปี ค.ศ.1997 ทีมผู้เชี่ยวชาญพบหลักฐานว่า ปรู๊ฟบทความของฮิลแบร์ทที่พิมพ์แล้ว และส่งกลับมาให้ฮิลแบร์ทตรวจพิสูจน์อักษร ฮิลแบร์ทได้แก้ไขอะไรบางอย่างในปรู๊ฟนั้นและส่งกลับไปให้สำนักพิมพ์ในวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ.1915

ทั้งนี้ สมการในต้นฉบับของฮิลแบร์ทแตกต่างจากสมการสุดท้ายของไอน์สไตน์ (ที่นำเสนอในวันที่ 25 พฤศจิกายน) อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสมการของฮิลแบร์ทไม่เป็นไปตามหลักการโคแวเรียนซ์แบบทั่วไปอย่างแท้จริง

ถึงที่สุดแล้ว ฮิลแบร์ทได้แก้ไขบทความที่ปรับปรุงใหม่ของเขาให้ตรงกับสมการของไอน์สไตน์ และมีข้อความว่า “เสนอเป็นครั้งแรกโดยไอน์สไตน์” และนับจากนั้นมา ฮิลแบร์ทมักจะกล่าวอยู่เสมอๆ ว่า ไอน์สไตน์เป็นคนเดียวที่คิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป โดยมีคำกล่าวอมตะที่ว่ากันว่าฮิลแบร์ทพูดเอาไว้ นั่นคือ

“เด็กชายทุกคนในเมืองเกิททิงเง็นเข้าใจเรขาคณิตสี่มิติดีกว่าไอน์สไตน์ แต่กระนั้น ไอน์สไตน์ก็เป็นคนที่ทำงานนี้ ไม่ใช่นักคณิตศาสตร์”

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลิ่นเครื่องเทศ | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
สายใย
Expensive Petroleum | กวีกระวาด : รอนฝัน ตะวันเศร้า
ลิซ่า Goals บลู (ระวัง) GONE
ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ China First ของจีน
เหลื่อมล้ำ และหนี้สินของผู้คนจนไม่ไหวแล้ว โว้วว…
ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
‘สวีเดน’ มาอีกประเทศ เตรียมแบนมือถือในโรงเรียน
Palo Alto ประจำปี
ยุทธศาสตร์คืนอาเซียน ของกองทัพเมียนมา
E-DUANG | จับตา ความแน่วแน่ DE กับ AI PASSPORT