50 ปี 6 ตุลา หาความจริง (จบ)ความขัดแย้งของผู้ปกครองกับประชาชนแสดงออกตั้งแต่ปี 2517 จนถึงปัจจุบัน
หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
บางครั้งก็ยอมทน
และบางครั้งอาจปะทะรุนแรงจนถึงชีวิต
ไม่ว่าจะเปลี่ยนผู้ปกครองไปกี่ยุคกี่ชุดก็ตาม
ช่วงเวลาที่ผู้ปกครองจะถูกเลือกมาจากประชาชนและทำเพื่อประชาชนมีอยู่น้อยมาก
1.ชนชั้นปกครองมองประชาชนเป็นเบี้ยทางการเมืองและเป็นผู้ถูกปกครอง
หรือบางกรณีเป็นศัตรู การใช้ความรุนแรงถึงชีวิตจึงเกิดขึ้น
เรื่องนี้ไม่ใช่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ที่จริงมันได้เริ่มมาตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 (วันนี้ครบ 53 ปี) ในการเคลื่อนไหวขับไล่เผด็จการ ปีนั้นมีผู้เสียชีวิตถึง 77 คน บาดเจ็บ 857 คน
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นวีรชนแต่ก็ไม่มีการหาตัวคนทำผิดที่ยิงสังหารประชาชนมาลงโทษ ทั้งๆ ที่กฎหมายนิรโทษกรรม มาตรา 3 ระบุไว้ว่า “บรรดาการกระทำทั้งหลายทั้งสิ้นของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน … หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดโดยสิ้นเชิง”
แสดงว่าฉบับ 14 ตุลา ไม่ได้คุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐ
แต่เมื่อไปดูคำปรารภของกฎหมายฉบับนี้เขียนไว้ว่า การเดินขบวนของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2516 ได้มีการกระทำที่เป็นความผิดและเป็นอันตรายต่อชีวิตและร่างกายของบุคคล และความเสียหายแก่ทรัพย์สินเกี่ยวเนี่องกับการเดินขบวน และความไม่เข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชน กับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล สำหรับการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบาลนั้น เมื่อกระทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ย่อมได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอยู่แล้ว ส่วนการกระทำของนักเรียน นิสิต นักศึกษาและประชาชนมิได้รับการคุ้มครองดังกล่าว
การไม่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมอย่างชัดเจนให้กับผู้ที่สังหารประชาชนวิเคราะห์ได้ว่าผู้ที่มีอำนาจหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ถือว่าได้รับชัยชนะตามเป้าหมาย ในขณะเดียวกัน ข้อกล่าวหาฆ่าประชาชนก็กดดันต่อสายอำนาจเก่าของจอมพลถนอม กิตติขจร-จอมพลประภาส จารุเสถียร ไม่ให้เติบโตขึ้นมาแย่งตำแหน่งสำคัญในกองทัพ และเมื่อไม่มีการสืบค้นว่าใครจากหน่วยไหนมาปฏิบัติการเรื่องทุกอย่างก็เงียบไป
13-15 ตุลาคม 2517 มีการจัดงานพิธีพระราชทานเพลิงศพที่ท้องสนามหลวง ก็ยังมีข้อถกเถียงกันว่าจะใช้คำว่าผู้เสียชีวิตหรือวีรชน สุดท้ายก็ใช้คำว่าวีรชน
แต่ในคำกล่าวสดุดีและไว้อาลัยของนายกรัฐมนตรีไม่มีคำว่าวีรชนแม้แต่คำเดียว
2.ชนชั้นปกครองที่รวมกลุ่มกันใหม่ก็เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2517
พยายามเขียนรัฐธรรมนูญเอื้อประโยชน์ให้กับพวกตนเอง
ช่วงเวลานั้นฝ่ายนักศึกษาประชาชนทุ่มความสนใจไปที่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 ซึ่งก็สามารถทำได้ดีระดับหนึ่ง แม้จะไม่ได้สมความตั้งใจซึ่งสมัยนั้นเยาวชนได้พยายามเรียกร้องให้อายุ 18 ปีสามารถเลือกตั้งได้แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับจากผู้ร่างรัฐธรรมนูญ
เยาวชนที่ไปเคลื่อนไหวทุ่มเทจนต้องเสียชีวิตหรือเสียอนาคตไป กลับไม่ได้รับผลประโยชน์ทางการเมืองตอบแทนกลับมา แต่มีกลุ่มคนที่สนับสนุนผลักดันหรือมาฉวยโอกาสกลับได้รับผลประโยชน์ทางการเมือง
มีทั้งพรรคการเมืองและกลุ่มคนชั้นสูงในระดับบน เข้ามาร่างกฎหมายร่างรัฐธรรมนูญหรือมีข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่างๆ
หลังการสู้รบต้องมีอีแร้งแสวงหาอาหารในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้ง แต่สิ่งที่ฝ่ายนักศึกษาประชาชนไม่ได้สนใจก็คือ การมีวุฒิสภาแต่งตั้งซึ่งก็เหมือนกับยุคที่เผด็จการครองเมืองก็ใช้วิธีแต่งตั้งเหมือนกัน เพียงแต่ครั้งนี้วุฒิสภาจะเป็นคนของผู้มีอำนาจในปัจจุบันเท่านั้นเอง
3.วุฒิสภากลายเป็นเส้นทางลัดให้อภิสิทธิ์ชนเข้ามามีบทบาททางการเมือง
และกลายเป็นเครื่องมือของการแย่งชิงอำนาจรัฐจนถึงปัจจุบัน
เราได้เห็นวุฒิสภากลายเป็นฐานค้ำอำนาจของผู้ปกครอง
ทุกกลุ่มจึงพยายามใช้เครื่องมือนี้ให้ได้ประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุด การโกงเลือก ส.ว.จึงเกิดขึ้น
ในยุคจอมพลถนอม กิตติขจร รับตำแหน่งนายกฯ ใช้เวลาร่างรัฐธรรมนูญ 9 ปีกับ 4 เดือน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้าม ส.ส.เป็นรัฐมนตรี วุฒิสภามาจากการแต่งตั้งทั้งหมดและจะมาจากข้าราชการก็ได้
มีการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2512 จอมพลถนอมได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี พอถึงปี 2514 กลุ่ม ส.ส.ได้ขอแก้รัฐธรรมนูญ ลดอำนาจวุฒิสภาลง ให้แยกข้าราชการการเมืองออกจากข้าราชการประจำ ให้ ส.ส.เป็นรัฐมนตรีได้ ก็ถูกจอมพลถนอมปฏิวัติตัวเองยุบสภาแต่ไม่ได้คืนอำนาจให้ประชาชน กลับตั้งสภาบริหารคณะปฏิวัติ” ขึ้นมาแทน
หลังรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ไม่ต้องมีวุฒิสภาเพราะมีการแต่งตั้งสภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน
หลังจากบริหารประเทศมาได้ 1 ปี 14 วัน ก็ถูกรัฐประหารโดยกลุ่ม พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์
ซึ่งคณะรัฐประหารก็ตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้นตามธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520
และ พล.อ.เกรียงศักดิ์ก็นำวุฒิสภาแต่งตั้งมาใช้สืบทอดอำนาจจากการรัฐประหาร โดยหวังเป็นนายกฯ จากการเลือกตั้งในปี 2522 กำหนดให้ ส.ว.มี 3 ใน 4 ของจำนวน ส.ส. และมีอำนาจในการตั้งนายกรัฐมนตรีเหมือน ส.ส. แม้ พล.อ.เกรียงศักดิ์ชนะเลือกตั้งเป็นนายกฯ แต่ตั้งรัฐบาลเสร็จอยู่ได้ 9 เดือนก็ถูกบีบให้ลาออกกลางสภาเปลี่ยนนายกฯ เป็น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
หลังจากรับตำแหน่งในระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ นายกฯ เปรมก็อยู่ได้นานถึง 8 ปีกว่าโดยไม่ต้องลงเลือกตั้งแม้แต่ครั้งเดียว
วิเคราะห์ว่าเป็นเพราะรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยครึ่งใบ
ไม่ได้กำหนดให้นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้ง จึงใช้นานถึง 12 ปี 2 เดือน อยู่ได้ยาวเพราะเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีอำนาจเป็นนายกฯ ได้โดยไม่ต้องเลือกตั้งและไม่ต้องทำการรัฐประหาร
4.รัฐธรรมนูญดีให้ประโยชน์กับประชาชน ถูกฉีกทิ้ง
เขียนใหม่ให้กลายเป็นเครื่องมือของผู้ปกครองที่ใช้สืบทอดอำนาจ
เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยไทย ในฉบับนี้ ส.ว.มีอำนาจมากพอสมควรแต่ไม่มีอำนาจในการเลือกนายกฯ อีกแล้ว
แต่อำนาจที่ได้รับใหม่นี้กลับเป็น มีอำนาจในการเลือกองค์กรอิสระ เช่น กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระอื่นๆ ทั้งหมด
ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้เดิม ส.ว.ต้องถูกเลือกโดยตรงจากประชาชน แต่หลังการรัฐประหาร 2549 มีการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ทิ้งและร่างใหม่เป็นฉบับ 2550 และหลังการรัฐประหาร 2557 ก็ทำฉบับ 2560 ออกมาใช้ แต่มีบทเฉพาะกาล 5 ปีให้ ส.ว.มาจากการแต่งตั้งทั้งหมด
ดังนั้น คงพอจะนึกภาพออกว่า การเลือกกรรมการองค์กรอิสระทั้ง ป.ป.ช. กกต. ศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระอื่นๆ จะต้องถูกมองว่าทำตามใบสั่งของผู้มีอำนาจ
และเมื่อองค์กรเหล่านั้นออกมาสอบสวนหรือตัดสิน เรื่องราวที่มีการฟ้องร้องกันประชาชนก็มองว่าไม่ยุติธรรมมีการเอียงข้าง
ถึงวันนี้ รัฐธรรมนูญกลายเป็นเครื่องมือของผู้ปกครองเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นรัฐที่มีมาตรฐานคือ มีกฎหมาย มีสภา มีรัฐบาล และมีศาล แต่ในความเป็นจริงแล้ว กฎที่ถูกเขียนในรัฐธรรมนูญเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่เขียนทั้งสิ้น
การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงต้องดำเนินต่อไป จนถึงวันนี้ยังไม่เคยมีผู้ล้มล้างประชาธิปไตยคนไหนได้รับการลงโทษ ฝ่ายต่อต้านเผด็จการกลับเป็นผู้ได้รับโทษเสียเอง
ผ่านมากว่า 50 ปี การต่อสู้ขับเคลื่อนของสังคม คือการปะทะของผู้ปกครองกับประชาชน ทั้งปี 2535 และหลังรัฐประหาร 2549 เป็นต้นมามีถี่ขึ้น จนถึงปัจจุบัน
ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสอนเราว่าสังคมมิได้ถูกขับเคลื่อนจากความจริงเสมอไป
แต่เคลื่อนไปด้วยความจริงผสมกับความเชื่อไม่ว่าจะถูกหรือผิด
แต่จะมีพัฒนาการที่จะกะเทาะความเชื่อที่ผิดให้หลุดล่อนออกไป
เมื่อความจริงปรากฏขึ้นสังคมก็จะพัฒนาก้าวขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
การแสวงหาความจริงจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ตลอดเวลา
