แดดบ่ายในฤดูร้อนส่องสว่างรอดทิวไม้ ตกกระทบไปยังแม่น้ำลำปาวสายเก่า จนเกิดเป็นลำแสงสีทองระยิบระยับจับตาอันทอดยาวไปตามกระแสน้ำในลำธารที่ไหลเอื่อย ต้นตะแบกหน้าเรือนชานผลิดอกสีม่วงครามบานสะพรั่งชูช่อไสวท้าลมแล้ง ภายในเรือนไม้หลังนั้น เด็กสาววัยสิบเจ็ดปีกำลังนอนเหยียดกายอย่างอ่อนแรง อยู่บนโซฟาสีซีดจาง ตามท่อนแขนและขาปรากฏร่องรอยการแคะแกะเกาจนเป็นแผล อันเป็นผลงานจากยุงรำคาญ ข้างกันมีสมุดจดที่ปกหนาของมันเริ่มเปื่อยยุ่ย จนเห็นเนื้อด้านในเป็นสีน้ำตาลแล้ว ในยามนี้เธอยังคงนอนหลับตาเพื่อฟังเสียงในทุกสรรพสิ่งรอบกายด้วยใจสงบนิ่ง
เสียงมีดกระทบกันกับเขียงไม้ดังมาจากในครัวซึ่งอยู่ด้านหลัง ณ ตรงนั้นมีหญิงหม้ายวัยสี่สิบห้าที่เลี้ยงลูกสาวมาโดยลำพัง นับตั้งแต่ครั้งที่สามีของเธอทอดทิ้งไปเมื่อเจ็ดปีก่อน สร้อยฝืนกลืนก้อนน้ำลายเหนียวลงคอ ในสมองอันว่างเปล่าของเธอในเวลานี้ มีเพียงการประกวดวรรณกรรมเขียนกวีนิพนธ์ระดับเยาวชน ที่กำลังจะปิดรับผลงานในอีกสามวันข้างหน้า แรงจูงใจไม่ใช่มีเพียงแค่เงินรางวัลถึงห้าพันบาท แต่มันคือการพิสูจน์ว่าตัวอักษรของเธอนั้นมันไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ไร้ค่า หรือเป็นเพียงเครื่องระบายอารมณ์ยามว่างตามประสาคนเกียจคร้าน เหมือนอย่างพ่อของเธอ
ใช่แล้ว… ความเป็นนักกวีในตัวตนของเธอคงอาจจะถูกถ่ายทอดพันธุกรรมทางสายเลือด จากดีเอ็นเอของจากพ่อมาก็เป็นได้ ก่อนหน้านั้นพ่อเคยเป็นนักเขียนไส้แห้ง ที่ถูกกลืนกินไปโดยโครงสร้างทางสังคม ที่ไม่เคยเห็นหัวคนทำงานศิลปะในชนบท จนต้องพาตนเองหนีเข้ากรุงเทพฯ แต่นั่นแหละมันอาจเป็นเพียงคำแก้ต่างอันโง่งมของพ่อ ที่ฟังดูก็เป็นแค่ความคิดของคนขี้แพ้คนหนึ่ง ที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบต่อครอบครัว สร้อยเองยังคิดเช่นนั้นเสมอมา สิ่งเดียวที่พ่อของเธอทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า คือภาระหนี้สินก้อนโตที่แม่ของเธอต้องแบกรับมันมาโดยลำพัง และสิ่งนั้นได้สร้างรอยแผลทางความคิดให้กับแม่ เพราะแทบจะในทุกครั้งที่แม่เห็นสร้อยจับปากกา
ในแววตาของแม่จึงมักจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ซุกซ่อนอยู่นัยน์ดวงตา ราวกับว่าสักวันหนึ่งลูกสาวคนนี้ของเธอจะต้องถูกความฝันกลืนกินไปจนหมดสิ้น และทิ้งให้เธอต้องมาจมปลักอยู่กับความทุกข์ทรมานใจเหมือนกับพ่อของเธอไปอีกคน
“แม่” สร้อยเอ่ยเรียกโดยที่ไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝ่าย มีเพียงเสียงมีดที่กระทบกันจากเขียงไม้แว่วดังเป็นจังหวะอันสม่ำเสมอ
“แม่ ฉันจะส่งบทกวีเข้าประกวด” เธอพูดขึ้นอีกครั้ง
ความเงียบงันเข้าปกคลุมบรรยากาศอันไม่ปกติของบ่ายนั้น มันเป็นความเงียบชนิดเดียวกับช่วงเวลาก่อนพายุฝนเม็ดหนาจะโหมพัดกระหน่ำ ความเงียบของฝนฟ้าที่ไร้ซึ่งลมแรง หากแต่หนักอึ้งด้วยมวลเมฆครึ้มสีหม่นเทา และความเงียบนั้นเองที่ได้ปลุกเอากลิ่นอายในความทรงจำ ซึ่งหยั่งรากฝังลึกในจิตวิญญาณของเด็กสาว ให้ผุดย้อนกลับเข้ามาในความคิด
วันเดียวก่อนพายุใหญ่จะพัดพาเข้าภาคอีสาน วันที่พ่อพายเรือลำเล็กออกจากบ้าน แล้วกลับมาทะเลาะกับแม่อย่างรุนแรง เพียงเพราะแม่เข้าใจว่าพ่อออกไปหาจับปลาเพื่อประทังชีวิตในครอบครัว ทว่าเปล่าเลย พ่อเพียงต้องการพื้นที่เงียบสงบทางใจ เพื่อเขียนบทกวีชิ้นใหม่ขึ้นมา และเป็นวันเดียวกันกับที่สร้อยในวัยเยาว์ทรุดตัวลงกับพื้นอันเย็นเยียบร้องไห้ปานใจจะขาด เพื่ออ้อนวอนขอให้พ่อพาเธอไปด้วยกัน ทว่าพ่อกลับเลือกจะหันหลังให้เธอโดยไม่พูดอะไร และนั่นคือภาพสุดท้ายของพ่อที่ติดอยู่ในใจ ก่อนที่คำว่าพ่อจะเลือนหายออกไปจากชีวิตของสร้อยตลอดกาล
ไม่ทันไร แม่ก็เดินออกมาจากครัว ในมือขวาของแม่ยังกำด้ามมีดเล่มหนาที่มีรอยบิ่นจากการใช้งานมาแรมปี ใบหน้ากร้านแดดถูกเผาจนเกิดฝ้าสีน้ำตาลเข้ม
“แกพูดว่าอะไรนะสร้อย”
แม่ถามย้ำ น้ำเสียงเค้นต่ำราวกับไม่อยากเชื่อหู และไม่อยากให้สิ่งที่คิดในใจกลายเป็นความจริง ทว่าสร้อยยังคงยืนยันอย่างหนักแน่น
“ฉันบอกว่าจะส่งบทกวีเข้าประกวดจ้ะแม่”
สร้อยพูดจบก็เงยหน้ามองเพดานเก่าที่คล้ายเงาเล็กๆ บนแผนที่โลก เกาะอันไร้ชื่อที่แทบจะไม่มีใครในเมืองใหญ่จะมองเห็นหรือรู้จัก แล้วเธอก็ยันตัวลุกขึ้นนั่ง แม่เดินเข้ามาใกล้ พลางไล่ระดับสายตามองดูสมุดจดในมือของลูกสาว ก่อนจะลดลงต่ำไปมองยังเท้าเปล่าของสร้อยที่แตะอยู่บนพื้นปูนอันเย็นชืด ภาพความจริงฉายภาพชัดซ้อนขึ้นมาในความคิด ปัญหาของชาวบ้านตาดำๆ เช่นว่าในยุ้งฉางแทบจะไม่มีข้าวสารเหลือติดก้นกระสอบ คนทำนาต่างประสบปัญหาขาดทุนกันระนาว เงินที่ไปกู้เขามาดอกสูงขึ้นลิบลิ่วจนไม่อาจรักษามรดกตกทอดของต้นตระกูลเอาไว้ได้ ซ้ำร้าย น้ำประปาหมู่บ้านยังขุ่นคลักเป็นสีชาเย็น จนแทบจะซักผ้าหรือล้างจานไม่ได้เลย ปัญหาคาราคาซังเหล่านั้นตั้งตระหง่านราวกับซากอนุสาวรีย์เก่าแก่กลางชุมชน ที่ทับถมจนไร้ทางแก้ไข ภาพนั้นตัดสลับกลับมายังใบหน้าลูกสาวอย่างยอมจำนนต่อความเป็นจริง ก่อนที่เธอจะยื่นฝอยขัดหม้อส่งให้แก่สร้อย
“ถ้าแกขัดกระทะใบนี้ไม่สะอาด สิ้นเดือนนี้แม่จะตัดเงินค่าอินเตอร์เน็ตของแกซะ จะได้ไม่ต้องส่งบทกวีอะไรนั่นอีก”
ครั้นพอฟังประโยคนั้นจบ สร้อยในเวลานี้เต็มไปด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย ไม่คิดว่าแม่จะรีบตัดบทไปเสียง่ายๆ เช่นนั้น ในถ้อยคำนั้นช่างเยือกเย็นและปวดร้าว ผิดกับสภาพอากาศในเวลานี้ เธอถอนหายใจยาว ความรู้สึกประหลาดวาบขึ้นมาชั่วครู่เหลือทิ้งไว้เพียงความเหนื่อยหน่าย สร้อยเงยหน้ามองไปยังทิศทางของลำน้ำลำปาวที่อยู่ห่างออกไป และตัดสินใจเดินเข้าไปล้างจานแต่โดยดี ก่อนจะรีบลงมือขัดก้นเขม่าและรอยไหม้สีดำสนิท จากคราบสะสมการผัดทอดแกงมานับร้อยครั้ง คราบไหม้ฝังแน่นจนแทบกลายเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเหล็ก สร้อยเปิดก๊อกจนสายน้ำสีขุ่นมัวไหลลงมา เธอใช้ฝ่ามือกดลงบนหลังฟองน้ำ แล้วเริ่มเคลื่อนมือเป็นวงกลมช้าๆ
ในจังหวะนั้นเอง ฟองสบู่สีขาวกลับไม่ได้แตกสลาย หากแต่เริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างอันแปลกประหลาด มันค่อยๆ รวมตัวจากฟองอากาศเล็กๆ นับพันเม็ดบีบอัดตัวเข้าหากันจนกลายเป็นลำตัวของพญานาค เกล็ดสีดำมะเมื่อมของมันส่องสะท้อนเป็นลำแสง กระทั่งลำตัวยาวค่อยๆ เลื้อยลอยเคลื่อนเข้ามาใกล้ๆ
ทว่าสร้อยในเวลานั้นกลับไม่ได้มีทีท่าตื่นตระหนกตกใจแต่อย่างใด เธอทำได้แค่เพียงหลับตาลงเพียงชั่วครู่ แล้วนึกภาพพญานาคผู้สง่างามแห่งเมืองบาดาลอันประดับด้วยแก้วเจ็ดประการ ภาพวีรบุรุษขี่ม้าขาวมาช่วยชุมชนให้พ้นจากความอดอยากผุดย้อนเข้ามาในความทรงจำ
ทว่าดวงตาของมันกลับเพ่งมองไปยังลำน้ำที่เขียวคล้ำด้วยมลพิษ มองเห็นชาวบ้านต้องทิ้งแหจับปลาเพื่อเข้าไปรับจ้างรายวันในเมืองใหญ่ กระทั่งจำต้องละทิ้งความฝัน จนกลายเป็นเพียงผู้คนที่ขลาดเขลาและหลบหนีความจริง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับพ่อของเธอเลย
บนแผ่นดินซึ่งเคยเป็นบึงโบราณอันอุดมสมบูรณ์ ก่อนโครงการพัฒนาของรัฐจะตัดผ่าน แล้วสูบเอาแหล่งน้ำธรรมชาติไปป้อนโรงงานอุตสาหกรรม ใต้พื้นปูนขัดมันแห่งนี้ คือชั้นดินเหนียวที่เก็บซ่อนความทรงจำอันดีงามที่ยาวนานของชุมชนนี้เอาไว้ ครั้นเมื่อสิ้นสุดการเดินทางของวันวาน หมุนเวียนมาบรรจบกับความเปียกชื้นที่ถูกกดทับอยู่ใต้พสุธา มันจึงค่อยๆ เผยตัวออกมาอย่างเงียบเชียบ พวกคนรุ่นเก่าในหมู่บ้านยังคงงมงายในอำนาจเหนือธรรมชาติ พวกเขาจัดเตรียมธูปเทียนและเครื่องเซ่นสรวง เพื่อขอขมาปาฏิหาริย์จากพญานาคผู้ปกปักรักษาลำน้ำ โดยหารู้ไม่ว่าพญานาคในตำนานอาจถูกฝูงปลาต่างถิ่นรุมกัดกินจนเกิดแผลเหวอะหวะไปนานแล้ว สายน้ำลำปาวในวันนี้ไม่มีแม้เสียงน้ำใสไหลรินอย่างที่เคยเป็น มีเพียงกลิ่นคาวเหม็นเน่าของสายน้ำที่พ่ายแพ้ต่อการรุกรานของศัตรู
ร่างนั้นค่อยๆ ลอยเคลื่อนพลิ้วไหวเข้ามาใกล้ สร้อยทำได้แต่นั่งนิ่งตะลึงงัน ก่อนจะยื่นมือน้อยออกไปสัมผัสมันอย่างช้าๆ ทว่าไม่ทันไร รูปร่างอันบางเบาในฟองสบู่ก็พลันกลับหดตัวสั้นลง กระทั่งสูญสลายหายไปในอากาศ
แต่ถึงกระนั้น เธอก็รู้ดีว่ามันเคยอยู่ตรงนั้น ซึ่งไม่ต่างจากประวัติศาสตร์ของชุมชนที่เลือนหาย จนเหลือเพียงเศษซากของจินตนาการที่เธอค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัวขึ้นในความคิด
“แม่เห็นไหม” สร้อยพึมพำ
“เห็นอะไร” แม่ถามกลับโดยไม่แม้แต่จะหันมามอง เสียงแม่ตะโกนกำชับให้สร้อยออกแรงขัดอีกหน่อย เพราะรู้สึกว่าแขนของลูกยังดูอ่อนแอเกินไปราวมือของคนเมืองที่ไม่เคยกรำงานหนักมาก่อน ทว่าสร้อยยังคงขัดถูถ้วยชามรามไหต่อไป กระทั่งขอบฝอยขัดหม้อบาดเข้าที่โคนเล็บ เลือดสีแดงสดซึมไหลผสมกลมกลืนไปกับฟองสบู่ จนเธอเผลอร้องอุทานออกมา และเสียงนั้นของลูกทำให้ผู้เป็นแม่ถึงกับต้องหยุดชะงักมือที่กำลังหั่นผัก แล้วหันมามองลูกสาวด้วยแววตาของความเป็นแม่ที่เปลี่ยนไป เมื่อเห็นรอยเลือดจางๆ ปรากฏขึ้น เธอยื่นมือหยาบกร้านเข้ามากุมมือสร้อยไว้ มันคือมือของคนที่ถูกนโยบายรัฐหลงลืมมาตลอดสามสิบปี มือคู่เดิมที่ต้องเหน็ดเหนื่อยตรากตรำ ยืนตากแดดตากลมเพื่อเก็บกวาดความมักง่ายของผู้คนบนท้องถนน และคอยก้มหน้าก้มตารับจ้างตัดหญ้า และหาเก็บของเก่าภายในชุมชน เพียงเพื่อหาเศษเงินมาประทังชีวิตสองแม่ลูกมาตั้งแต่เธอยังไม่ทันลืมตาดูโลกด้วยซ้ำ
บทกวีของพ่อเคยเหลียวมองความเป็นจริงตรงหน้านี้บ้างไหมนะ หรือเห็นเพียงดวงจันทร์งามบนฟ้ากว้างกับถ้อยคำหวานหูที่เขียนขึ้นเพื่อเอาใจคนเมืองใหญ่ อย่างที่พ่อเพียรทำมันมาตลอด พ่อมักจะเขียนถึงสิ่งที่มันไม่เคยมีอยู่จริง สร้อยกระซิบเบาๆ ในอากาศ ราวกับกลัวว่าผู้เป็นแม่จะน้อยใจ เพราะสำหรับเธอแล้ว เรื่องราวของพ่อเป็นเพียงนิยายยูโทเปียอันเพ้อฝัน ก่อนจะหันไปสบตากับแม่ ผู้ที่ดูเหมือนจะไม่เคยเข้าใจในความเป็นศิลปินของตัวพ่อเลยแม้แต่น้อย
กลิ่นฉุนรุนแรงของปลาร้าโชยเข้ามาเตะจมูกในทันทีที่แม่เปิดฝาของมันออก หากแต่ในยามนี้มันไม่ใช่เพียงกลิ่นปลาช่อนจากท้องนาเหมือนอย่างเคย สร้อยทอดมองกลุ่มควันสีขาวที่ลอยคว้างในอากาศบนเตาฟืน พลางระลึกถึงงานเขียนของพ่อที่เธอเคยแอบอ่าน ก่อนที่มันจะถูกแม่นำไปเผาทิ้งจนหมดสิ้น
“นั่นเป็นปลาร้าที่แม่เอาปลาหมอคางดำมาทำใช่ไหมจ๊ะ”
สร้อยเอ่ยถามพลางย่นจมูก
“เออ ปลาร้าสายพันธุ์ใหม่ เดี๋ยวแกก็จะได้ชิมมัน” แม่ตอบด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง ขณะตักน้ำปลาร้าเข้มข้นลงในหม้อต้ม
วิกฤตปลาหมอคางดำระบาดหนักในลำน้ำลำปาวมานานหลายเดือนแล้ว สายพันธุ์เอเลี่ยนต่างถิ่นพวกนี้คือเพชฌฆาตหน้าใหม่ที่คอยรุมกัดกินปลาซิว ปลาสร้อย และกุ้งฝอยในลำน้ำจนแทบสูญพันธุ์ ซ้ำร้าย เจ้าหน้าที่รัฐกลับทำได้เพียงจัดฉากเสวนา ถือป้ายถ่ายรูป ปล่อยให้นายทุนนำเข้ามาจนพวกมันแพร่พันธุ์ยึดครองสายน้ำ แล้วค่อยออกมารณรงค์ให้ชาวบ้านช่วยกันจับ ทว่าต่อให้จับขึ้นมาได้นับร้อยกิโลกรัม ก็แทบไม่มีใครใคร่อยากรับซื้อ เพราะเนื้อของมันทั้งแข็งและมีกลิ่นคาวจัดจนแทบจะกลืนไม่ลง ข่าวว่าทางสมุทรสาครเริ่มนำพวกมันไปหมักทำน้ำปลา
ส่วนแม่ของสร้อยจำต้องหอบหิ้วพวกมันกลับมาเพียงเพราะมีราคาถูก เอามาสับหมักเกลือเพื่อทำปลาร้า หาหนทางแปรรูปให้เป็นมื้ออาหารพื้นบ้านอันหลากหลาย เพื่อประทังปากท้องสำหรับสองแม่ลูกไปวันๆ
ขณะที่น้ำแกงเริ่มเดือดจัด ละอองน้ำพุ่งขึ้นมาจากหม้อเดือดประสานตัวกันในอากาศ แสงสลัวจากควันนั้นจนดูคล้ายฝูงปลาหมอคางดำซอมบี้ที่มีดวงตาสีแดงฉาน ว่ายเวียนวนอยู่เหนือเตาไฟ พวกมันกำลังกัดกินเงาของพญานาคและบรรพบุรุษแห่งสายน้ำจนแหลกละเอียด ราวกับสะท้อนภาพนโยบายรัฐที่ล้มเหลว แม่ใช้ทัพพีคนน้ำแกง ลากผ่านร่างควันร้ายนั้นไปโดยไม่แยแส ก่อนจะหันกลับมามองสร้อย แล้วเอ่ยขึ้น
“ถ้าแกจะเขียนบทกวี ก็เขียนไปเถอะ”
สร้อยมองดูใบหน้าของแม่ที่จู่ๆ ก็ปรากฏรอยยิ้มแรกในรอบหลายเดือน
“เดี๋ยวใส่หน่อไม้ลงไปในหม้อ แล้วก็เอาผักอีเลิศไปล้างด้วยนะ” สั่งจบ ผู้เป็นแม่ก็เดินออกจากครัว
ครั้นเวลาผ่านไปไม่นาน สองแม่ลูกก็นั่งล้อมวงกินข้าวด้วยกัน มื้อนั้นมีทั้งแกงหน่อไม้ส้มและต้มยำปลาหมอคางดำร้อนๆ ถูกตักใส่ถ้วย ข้าวเหนียวนึ่งใหม่ถูกปั้นเป็นก้อนพอดีคำ ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบ ที่มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร่ำร้อง และเสียงพระเจริญพุทธมนต์ลอยแว่วมาจากวิทยุเสียงตามสายของหมู่บ้าน
หลังมื้ออาหาร สร้อยเริ่มจรดปลายปากกาลงบนแผ่นกระดาษ ด้วยดวงตาของกวี
เธอเขียนถึงกลิ่นปลาร้าปลาหมอคางดำที่เดือดพล่านอยู่ในหม้อบนเตาฟืน
เขียนถึงการกอบกู้และดิ้นรนของชีวิตผู้คนริมแม่น้ำลำปาว
เขียนถึงพญานาคในฟองสบู่ ซึ่งถือกำเนิดจากการบีบตัวของน้ำยาล้างจานราคาถูก เธอเปรียบเปรยชีวิตแม่เป็นดั่งดอกตะแบกอันงดงาม ที่แม้ภายนอกดูบอบบาง ทว่าภายในกลับแข็งแกร่งจนสามารถยืนหยัดต่อสู้กับโลกอันโสมม
เขียนถึงความผันแปรของสายน้ำลำปาวตามกาลเวลา
และเขียนถึงพ่อผู้จากไปในความทรงจำ ประหนึ่งรอยเลื้อยของพญานาคที่พยายามเร้นกายหนีไปจากโลกอันสิ้นหวัง
แม้ตัวอักษรเหล่านั้นจะไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อไว้ปลอบประโลมจิตวิญญาณของผู้คน ทว่ามันคือการเขียนเพื่อเป็นการตอกย้ำว่า เธอเลือกที่จะอยู่กับความเปลี่ยนแปลง ราวกับว่าเรื่องทั้งหมดตรงหน้าได้หล่อหลอมและขัดเกลาตัวตนของเธอให้กลายเป็นกวีอย่างแท้จริงไปเสียแล้ว
