bg-single

ไปเยือนตูริน (Turin) : จุดเปลี่ยนของหนุ่มจากชนบท ‘กรัมชี่’

21.03.2026

โดย ธเนศวร์  เจริญเมือง

ค.ศ.1911 (พ.ศ.2454) ในหลวงรัชกาลที่ 6 แห่งสยามเพิ่งเริ่มครองราชย์ปลายปีก่อน

หนุ่มชนบทนามอันโตนิโอ กรัมชี่ วัย 20 ปี (เกิดปี 1891) จากเกาะซาร์ดิเนีย ก็ได้รับทุนให้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยตูริน บนแผ่นดินใหญ่ของประเทศ

เกาะซาร์ดิเนียตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของแผ่นดินส่วนทวีปของอิตาลี (ระนาบใกล้เคียงกับกรุงโรม) ห่างออกไปอยู่กลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนราว 460 กม.

เวลานั้น เกาะซาร์ดิเนียด้อยพัฒนามาก ประชาชนส่วนใหญ่เป็นชาวนาและส่วนหนึ่งเป็นกรรมกรเหมืองแร่มีฐานะยากจนมาก

เพราะพ่อติดคุกหลายปี เด็กชายกรัมชี่วัย 9 ปี จึงต้องหยุดเรียนชั่วคราวไปทำงานเพื่อหาเงินจุนเจือครอบครัวที่มีแม่กับน้องอีก 5 คน

เพราะที่ตำบลไม่มี ร.ร.ระดับมัธยม  เมื่อขึ้นชั้นมัธยม  กรัมชี่ก็ต้องย้ายไปเรียนต่อในเมืองเอกของเกาะและพักอยู่กับพี่ชาย

ได้เรียนรู้การเมืองจากพี่และกลุ่มเพื่อนของพี่เกี่ยวกับความล้าหลังของเกาะ รวมทั้งความคิดทางการเมืองของพวกเขาที่อยากให้ซาร์ดิเนียเป็นเอกราช แยกตัวไปจัดตั้งภูมิภาคอิสระ ไม่ต้องขึ้นต่ออิตาลีซึ่งรวมตัวกันเป็นประเทศครั้งแรกเริ่มในปี ค.ศ.1861 (พ.ศ.2404)

กรัมชี่ซึ่งสนใจการเมืองตั้งแต่เป็นวัยรุ่นและอ่านหนังสือมาก เมื่อได้มาอยู่ที่เมืองใหญ่บนแผ่นดินใหญ่เพื่อเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาก็ตกตะลึงในความใหญ่โตและเจริญก้าวหน้าทางวัตถุที่นั่น

และเมื่อการเรียนรู้มากขึ้น ทัศนะก็เปลี่ยนไป จากการแบ่งแยกดินแดนไปสู่การต่อสู้ทางชนชั้น

ความยิ่งใหญ่และงดงามของตูริน

ตูริน เป็นเมืองเอกของแคว้นปีเยมอนเต (Piedmonte) ตั้งอยู่ในบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศติดชายแดนฝรั่งเศส อยู่ห่างจากชายแดนราว 140 กม.  เพราะตั้งอยู่ริมเชิงเทือกเขาแอลป์ (Alps) ที่สูงที่สุดของยุโรปและทอดยาวครอบคลุมถึง 8 ประเทศ (จากฝรั่งเศส-สโลวีเนีย) แน่นอน ในอ้อมกอดของเทือกเขาสูงที่ยอดเขาเหยียดยาวมีหิมะปกคลุมตลอดปี   ความงดงามทางธรรมชาติของตูรินจึงไม่เป็นสองรองใคร

การเป็นจุดผ่านสำคัญของอาณาจักรโรมันตั้งแต่ก่อนคริสต์ศตวรรษ 2 พันปีก่อน และกองทัพโรมันขยายกำลังขึ้นเหนือเพื่อยึดครองส่วนใหญ่ของทวีป

การที่ปีเยมอนเตและตูรินอยู่ใกล้กับฝรั่งเศส มีสัมพันธ์ไม่ห่างและยังถูกฝรั่งเศสส่งกองทัพเข้ายึดครองหลายครั้ง ตลอดจนภายใต้อิทธิพลของเจ้าศักดินาหลากแคว้นที่สลับกันปกครองยาวนาน  แล้วต่อมาโดดเด่นขึ้นมาด้วย ศิลปะบารอก (Baroque art) ในช่วงที่ศาสนาคริสต์นิกายหลัก (โรมันคาทอลิก) ใช้เพื่อปลุกเร้าความรุ่งโรจน์ให้ต่อเนื่อง และเพื่อสู้กับกระแสการปฏิรูปของนิกายโปรเตสแตนต์ในคริสต์ศตวรรษที่ 17  อีกทั้งสถาบันกษัตริย์ก็ต้องการรักษาอำนาจไว้

ทั้งหมดนี้จึงเป็นต้นทุนสำคัญยิ่งของตูริน (ตลอดจนเมืองอื่นๆ ใกล้เคียง) ในการสั่งสมศิลปวัฒนธรรมและโบราณวัตถุแบบเก่าไว้  กลายเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญสำหรับยุคต่อๆ มา

ดังนั้น จึงไม่แปลกใจเลยเมื่อวัฒนธรรมสมัยใหม่ของการปฏิวัติอุตสาหกรรมหลั่งไหลลงมาจากอังกฤษสู่ฝรั่งเศส  ด้านหนึ่งเดินทางต่อลงสู่ตอนใต้ข้ามพรมแดนเข้าสู่อิตาลีผ่านตูริน  อีกด้านหนึ่งไปทางตะวันออกผ่านสตราสบูร์ก เข้าสู่แผ่นดินเยอรมนีผ่านเมืองทริเอร์ซึ่งเป็นบ้านเกิดของมาร์กซ์

แม้ว่าตูรินจะสูญเสียฐานะเมืองหลวงของประเทศไปไม่นานให้แก่เมืองฟลอเรนซ์ เพียง 3 ปีให้หลัง (ปี 1864) แต่ตูรินในช่วงทศวรรษ 1910-1930 ก็ยังคงรักษาฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมแบบทุนนิยมที่บุกลงมาจากทิศเหนือ

ระหว่าง ค.ศ.1853, 1881, 1911 ประชากรเพิ่มขึ้นจาก 1.6 แสน เป็น 2.5 แสน และ 4.2 แสนคนตามลำดับ เพราะการเติบโตของจำนวนโรงงานและจำนวนกรรมกรในช่วงทศวรรษ 1880 เพิ่มขึ้นเป็น 9 หมื่นเศษ และจากนั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ศูนย์กลางของเมืองกลายเป็นเขตธุรกิจและธนาคาร

โรงงานผลิตรถยนต์ “เฟี้ยต” (FIAT) ก็เกิดขึ้นที่นั่นในปี 1899

จนถึงทุกวันนี้  แม้โรงงานอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  แต่สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และงดงามยิ่งก็ยังคงได้รับการเก็บรักษาไว้อย่างดี

เช่น พระราชวังของราชวงศ์ซาวอย (Savoy), พระราชวัง Palazzo Madama ซึ่งเป็นมรดกโลก, Mole Antonelliana ซึ่งกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์แห่งชาติ (อาคารพิพิธภัณฑ์ที่โดดเด่นกลางเมือง สูงเกือบ 170 เมตร (น่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สูงที่สุดของโลก สร้างขึ้นในปี 1863 เพื่อฉลองการสถาปนาประเทศใหม่), Museo Egizio ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์วัตถุโบราณของอียิปต์ และ Turin Cathedral เป็นโบสถ์ยุค Renaissance ซึ่งเก็บรักษาผ้าเลนินที่ห่อศพ และหลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นผ้าที่ห่อหุ้มพระเยซูคริสต์ ที่เสียชีวิตในช่วงปี ค.ศ.30-33 ฯลฯ

ตูรินยังคงเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและธุรกิจของภูมิภาคนี้  มีมหาวิทยาลัยและพิพิธภัณฑ์สำคัญหลายแห่ง  มีไวน์และช็อกโกแลตที่มีชื่อเสียง  ได้เป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวในปี 2549  และมีประชากร 8.5 แสนคนในปี 2566

ไปเยือนตูริน
– เมืองที่กรัมชี่เรียนรู้ทั้ง
ภาคทฤษฎีและการปฏิบัติ

เมื่อเพื่อนรักชวนผมไปเยือนฝรั่งเศสอีกครั้งเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ผมแจ้งว่าทุนทรัพย์มีจำกัด และผมอยากไปเพียง 2 แห่งซึ่งอยู่นอกแผ่นดินฝรั่งเศสทั้งคู่  แต่บังเอิญอยู่ไม่ไกลจากชายแดน ในที่สุด เพื่อนก็ยินดีพาไป

เราไปเมืองตูริน – ในอิตาลีก่อน  จากนั้น เราค่อยไปเมืองทริเอร์ ที่เยอรมนี

เมื่อเราเดินทางจากตอนใต้ของฝรั่งเศสเข้าสู่เขตแคว้นปีเยมอนเต (Piedmonte) เราก็รู้ว่าเส้นทางสายนี้จากชายแดนค่อยๆ ลดระดับลงสู่ชายทะเล

ระยะทาง 100 กว่า กม. มีเมืองเล็กๆ ตามรายทางเป็นระยะๆ

สิ่งที่เห็นได้ชัดถึงความแตกต่างระหว่างฝรั่งเศสกับอิตาลีและเยอรมนี จากการเข้าไปในดินแดนของอิตาลี 100 กว่า กม. ได้แก่

1. เพราะฝรั่งเศสกับเยอรมนีเป็นชาติที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่กว่า สิ่งก่อสร้างต่างๆ ของเมืองในรัฐเล็กจึงตกแต่งและมีสถาปัตยกรรรมที่ละเอียดกว่า มีศิลปะที่งดงามแทบทุกมุม รวมไปถึงถนน น้ำพุ และการตกแต่งด้านหน้าอาคาร

และ 2. ขณะที่ฝรั่งเศสและอิตาลีมีด่านเก็บค่าผ่านทางเป็นระยะ เยอรมนีไม่มีเลย รถวิ่งโล่งยาวไปตลอด กระทั่งไม่มีการจำกัดความเร็วของรถ

ซึ่งมีคนตั้งข้อสังเกตว่ารัฐใดร่ำรวยกว่า และคุณภาพกับความเร็วของรถที่ผลิตออกมา

เมืองตูรินที่ผมเห็นเป็นเมืองเก่า เป็นเมืองใหญ่ที่ยังคงมีเค้าของความรุ่งโรจน์ในอดีต มีอาคารสถาปัตยกรรมแบบบารอกสวยๆ มากมายให้ชม มีสถานที่สำหรับนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย ทิวเขาแอลป์ที่โอบล้อมและไกลออกไปไม่มากนักก็ยังคงงดงาม ยอดเขามีหิมะสีขาวพราวพราย

เรามีแผนที่จะไปเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนทัศนะกับเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิสถาบันกรัมชี่เป็นพิเศษ

สถาบันกรัมชี่ ของเมืองตูริน (The Antonio Gramsci Piedmontese Institute Foundation – AGPIF) ก่อตั้งขึ้นในปี 1974 ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นองค์กรไม่แสวงกำไรในปี 1998 เรียกชื่อใหม่ว่า The Antonio Gramsci Piedmontese Institute of Economic and Social Sciences ตั้งอยู่ที่ Via del Carmine 14 กลางเมืองตูริน

มีเป้าหมายสำคัญคือ ส่งเสริมและประสานงานการทำวิจัยปัญหาและประวัติศาสตร์ของสังคมอิตาลีร่วมสมัยโดยผ่านกลุ่มศึกษา และกลุ่มสอนวิชาสังคมด้านต่างๆ

จัดการสัมมนา และการประชุมหลายระดับในสังคม อีกทั้งจัดให้มีฝ่ายให้รวบรวมและเก็บเอกสารเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวกิจกรรมต่างๆ ทางการเมืองและเพื่อสังคมของภูมิภาคปีเยมอนเต

ตลอดจนจัดห้องสมุดมีหนังสือ 55,000 เล่ม เอกสาร 6 พันชิ้น นิตยสารกว่า 2.2 พันเล่ม

ผู้บริหารองค์กรมีทั้งบอร์ดคณะผู้อำนวยการ, คณะกรรมการผู้ค้ำประกันคุณภาพและบุคลากร (Committee of Guarantors), สภาอำนวยการสายวิทยาศาสตร์ (Scientific Steering Council) และสภาสมาชิก (the Assembly)

เมื่อทีมเราเข้าไปเยือนสถาบันดังกล่าว เราได้พบว่าเป็นอาคารที่มี 3 ชั้นมีหลายสถาบันตั้งอยู่ด้วยกันในอาคารนั้น  สถาบันกรัมชี่มีนักวิจัย 18 คน งบประมาณมาจาก 2 แหล่งคือ งบขององค์กรปกครองท้องถิ่นระดับแคว้นปีเยมอนเต และเงินบริจาค นักวิจัยทั้งหมดแบ่งหัวข้อออกเป็นประเด็นต่างๆ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของแคว้นนี้

อนึ่ง เป็นที่น่าเสียดายที่ทีมของเราไม่มีใครพูดภาษาอิตาเลียนได้  และหนึ่งในทีมของเราพูดภาษาฝรั่งเศสได้ดี  แต่ก็ปรากฏว่าทีมนักวิจัยอิตาลีพูดภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสได้ไม่ดี การสนทนาของเราจึงมีอุปสรรคมากพอสมควรในการเก็บข้อมูล

แต่ที่น่าเสียใจมากกว่านั้นก็คือ ไม่มีใครนึกถึงการใช้เครื่องมือช่วยแปลภาษาต่างๆ ในมือถือที่เราทุกคนมีอยู่เลย

ก่อนจากกัน ทีมนักวิจัยของสถาบันนี้ได้มอบหนังสือให้พวกเรา 1 เล่ม ชื่อ “Antonio Gramsci  1974-2024” จัดทำโดยสถาบันแห่งนี้

เป็นหนังสือที่สรุปการทำงานของสถาบันในรอบ 5 ทศวรรษที่ผ่านมา (1974-2024) ความยาว 262 หน้า เขียนเป็นภาษาอิตาเลียนทั้งหมด เรารับมาด้วยความขอบคุณ และคิดว่าจะไปหาคนแปลเป็นภาษาไทยได้เมื่อกลับประเทศ

จากการสนทนาและจากเอกสารที่ได้รับ เราพบว่าเนื่องจากกรัมชี่เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับชาติ สถาบันที่ศึกษาค้นคว้า รูปปั้น สุสาน และพิพิธภัณฑ์กรัมชี่ รวมทั้งผลงานต่างๆ จึงอยู่ที่กรุงโรมเป็นหลัก

ที่เมืองตูรินมีเพียงสถาบันวิจัยขนาดกลางเท่านั้น  ไม่มีรูปปั้นใดๆ ในเมือง หรือแม้แต่ที่มหาวิทยาลัยตูริน

จากหนังสือที่เราได้รับ  บทความแรก  ชื่อ “ตลอด 5 ทศวรรษ” (“Per cinquant’anni” โดย  Gianguido Passoni) บทความชิ้นหลักนี้กล่าวถึงการยืนหยัดของสถาบันฯ และผลงานของสถาบันฯ ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมือง โดยเฉพาะการล่มสลายของสหภาพโซเวียตและวิกฤตของลัทธิคอมมิวนิสต์ในยุโรป

การรุกคืบของลัทธิเสรีนิยมใหม่ (neo-liberalism) และการสิ้นสุดของยุคอุตสาหกรรมแบบลัทธิฟอร์ด (Fordism หมายถึงอุตสาหกรรมการผลิตแบบการผลิตจำนวนมากด้วยจักรกลและมีขนาดใหญ่  มีระบบสายพานและแบ่งงานกันทำชัดเจน ริเริ่มโดย Henry Ford, 1863-1947) ซึ่งนอกจากจะเสนอว่าโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร บริบททางสังคมที่ผ่านมาและสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ แนวคิดและแนวทางการทำงานของกรัมชี่ได้ให้บทเรียนอะไร

แน่นอน ผลงานของสถาบันกรัมชี่ในห้วง 50 ปี ได้แสดงให้เห็นมรดกของกรัมชี่ที่เป็นนักปฏิบัติ (a Gramscian practice); และได้พูดถึงการตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรมต่อการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น (a concrete response to social change)

ผู้เขียนชี้ว่ากรัมชี่ได้แสดงให้เห็นวัฒนธรรมที่มิใช่อยู่ตรงกลาง ไม่ฝักฝ่ายใด  หากแต่ได้เข้าไปแทรกอยู่ในประเด็นสาธารณะต่างๆ

วัฒนธรรมทำหน้าที่เป็นเครื่องมือไกล่เกลี่ยระหว่างความขัดแย้งกับประชาธิปไตย (function as a tool of mediation between conflict and democracy)

ประเด็นหลักอีกข้อหนึ่งที่กรัมชี่ได้ฝากไว้ก็คือ สังคมจำเป็นต้องมีสถาบันเกี่ยวกับวัฒนธรรมแห่งการวิเคราะห์และวิพากษ์หลายๆ แห่ง (society needs critical cultural institutions) เพื่อทำหน้าที่ป้องกันมิให้การเมืองถูกลดลงเหลือเพียงการบริหาร  คอยแต่รับคำสั่ง (to prevent politics from being reduced to mere administration)

บทความที่ 2  “กรัมชี่เพื่อใคร?” (“Il Gramsci per chi?”โดย Matteo D’Ambrosio)  ผู้เขียนเห็นว่า กรัมชี่ไม่ใช่นักคิดที่จมอยู่กับอดีต  แต่เขาคิดเกี่ยวกับประเด็นต่างๆในยุคที่เขาเผชิญ และปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น, ปัญหาต่างๆ ทางการเมืองที่แยกออกเป็นส่วนๆ ตลอดจนสังคมที่เผชิญวิกฤตการเป็นตัวแทนของกลุ่มต่างๆ

ผู้เขียนเห็นว่า คุณค่าของกรัมชี่อยู่ที่ความสามารถของเขาในการมองสถานการณ์และอธิบายสิ่งที่เขาพบเห็นด้วยเหตุผลแบบสามัญสำนึก

อธิบายวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงมาเป็นระยะๆ

และเชื่อมร้อยการวิพากษ์วิจารณ์เข้ากับบทบาทของสังคมว่าใครเข้าไปมีส่วนร่วมบ้าง (a democratic participation)

บทความที่ 3 “เรื่องราวรวมหมู่” (“Una storia collettiva” โดย Alessandro Berti c]t Fioranna Fontana) บทนี้สรุปความคิดของกรัมชี่เกี่ยวกับความสำคัญทางประวัติศาสตร์และสังคม

ผู้เขียนเห็นว่าทัศนะของกรัมชี่นั้น

1. ยึดมั่นในประเพณีประชาธิปไตย (a democratic tradition) มีการอ้างถึงคุณธรรมและทฤษฎี (an ethical and theoretical reference)

2. สังคมคือผลพวงของกระบวนการประวัติศาสตร์ (the outcome of historical processes) เป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้ง พร้อมกันนั้นก็มีการสร้างสรรค์ร่วมกัน (a space of conflict, but also of collective construction)

และ 3. ผู้เขียนเสนอย้ำว่า หากไม่มีวัฒนธรรมแบบวิพากษ์  ประชาธิปไตยก็จะกลวง ขาดสาระแก่นสาร (without a critical culture, democracy becomes hollow)

กลุ่มบทความสุดท้ายว่าด้วย หัวข้อย่อยที่เข้ามาเชื่อมโยงกัน (cross-cutting thematic sections)  แม้บทความเหล่านี้ (ความยาว 202 หน้า) จะมิได้พูดถึงกรัมชี่โดยตรง แต่ได้อ้างถึงหลายครั้ง  หัวข้อสำคัญได้แก่ วิกฤตการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย; บทบาทของการศึกษาและการจัดฝึกอบรม; ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน, พลเมือง, และความรู้; และพัฒนาการของแรงงานและความไม่เท่าเทียมกัน

ข้อสรุปที่ไม่เป็นทางการของงานเหล่านี้คือ สังคมร่วมสมัยจำเป็นต้องมีอำนาจนำแบบประชาธิปไตยในรูปแบบใหม่ (contemporary society requires new forms of democratic hegemony; และทัศนะของกรัมชี่ยังคงเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ระดับพื้นฐาน (Gramscian thought remains a fundamental analytical tool)

และสุดท้าย การนำเสนอบทวิเคราะห์สังคมร่วมสมัยด้วยการมองไปที่ความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรม, การเมือง กับประชาธิปไตย โดยใช้ทัศนะกรัมชี่ชี้นำ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

จังหวัดชัยนาท จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569
สายใย
Expensive Petroleum | กวีกระวาด : รอนฝัน ตะวันเศร้า
กลิ่นเครื่องเทศ | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
ลิซ่า Goals บลู (ระวัง) GONE
ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ China First ของจีน
เหลื่อมล้ำ และหนี้สินของผู้คนจนไม่ไหวแล้ว โว้วว…
เข็นนกขึ้นเขากระโดงระวังเจ๊ง
ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
‘สวีเดน’ มาอีกประเทศ เตรียมแบนมือถือในโรงเรียน
Palo Alto ประจำปี