อุปถัมภ์ค้ำใคร | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองอย่างในปัจจุบันนี้ อยากเชิญชวนทุกท่านไปอ่านหนังสือ “อุปถัมภ์ค้ำใคร : การเลือกตั้งไทยกับประชาธิปไตยก้าวถอยหลัง” เขียนโดย “รศ.ดร.เวียงรัฐ เนติโพธิ์” จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดพิมพ์และวางจำหน่ายโดยสำนักพิมพ์มติชน ตั้งแต่ปี 2565 หรือเมื่อสี่ปีก่อน
ทว่า กลับสามารถนำมาใช้อธิบายสังคมการเมืองไทยภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ได้อย่างน่าสนใจชวนคิดต่อ
ดังจะขอยกตัวอย่างเป็นเนื้อหาส่วนท้ายๆ ของหนังสือเล่มนี้ ที่ระบุถึง “มรดก (บาป) ทางการเมือง” จากระบอบ คสช. เอาไว้ว่า

“เนื่องจากรัฐบาล คสช. ได้ใช้กลไกต่างๆ ทำให้อำนาจทางการเมืองในท้องถิ่นรวมศูนย์อยู่กับระบบราชการ และโดยธรรมชาติของระบบราชการที่มีสายการบังคับบัญชาตามลำดับชั้น ทำให้การใช้อำนาจกระจุกตัวอยู่ที่ผู้มีตำแหน่งระดับสูง
“กลไกการรวมศูนย์นี้ กระทำภายใต้รัฐที่มีนโยบายเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนใหญ่ ทรัพยากรทางอำนาจไม่กระจายตัวสู่ทุนท้องถิ่น ส่งผลให้เกิดการลดทอนอำนาจต่อรองของทุนท้องถิ่น และแน่นอนว่าความสามารถของระบบราชการที่จะระดมประชาชนนั้นอ่อนแอ ทำให้เกิดการพึ่งพิงนายหน้าหรือตัวกลางทางการเมือง (political broker)
“แนวโน้มเช่นนี้ย่อมพัฒนาไปในทิศทางที่ทำให้อิทธิพลของนายหน้าทางการเมืองรวมศูนย์เข้มข้นขึ้น จนในที่สุดนายหน้าเหล่านี้จะสามารถสถาปนาอำนาจนำในพื้นที่ของตน เป็น ‘เจ้าพ่อ’ ดังปรากฏให้เห็นในยุคก่อนได้
“ยิ่งไปกว่านั้นคือการเป็นนายหน้าทางการเมืองที่มีฐานจากระบบราชการ อาจนำมาสู่ความเลวร้ายมากกว่านายหน้าทางการเมืองจากทุนท้องถิ่นเสียด้วยซ้ำไป…
“สิ่งตอบแทน (inducement) ในความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายที่มีอำนาจหรือผู้ให้การอุปถัมภ์ (patron) กับฝ่ายที่อยู่ภายใต้อำนาจหรือผู้รับการอุปถัมภ์ (client) คือตัวบ่งบอกคุณภาพและความสามารถในการปรับตัวเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ ทั้งยังชี้ให้เห็นว่าสิ่งตอบแทนนั้นก่อให้เกิดช่องว่างในการต่อรองของฝ่ายที่อยู่ใต้อำนาจหรือไม่
“แต่ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ที่สร้างขึ้นมาใต้ระบอบ คสช. นั้น ชัดเจนว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความกลัว ด้วยการสร้างเงื่อนไขให้ข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ได้ ความกลัวที่ขับเคลื่อนการเมืองนี้ย่อมส่งผลให้ผู้ที่ผูกขาดความรุนแรง (เจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอิทธิพล) มีอำนาจเหนืออำนาจทางสังคมได้
“ทั้งยังผลักดันให้การเมืองเป็นเรื่องของบารมีตัวบุคคล ด้วยการตัดช่องทางมอบสิ่งตอบแทนที่จับต้องได้ในรูปนโยบายและโครงการต่างๆ

“แม้คนจำนวนมากจะมองว่านโยบายประชารัฐของรัฐบาล คสช. คือการใช้นโยบายประชานิยมแบบที่พรรคไทยรักไทยริเริ่มขึ้นมาในประเทศไทย แต่นโยบายของรัฐบาล คสช. คือนโยบายที่วางตำแหน่งให้ระบบราชการเป็นผู้ให้ โดยปราศจากส่วนร่วมหรือการต่อรองในเครือข่ายระหว่างผู้ให้การอุปถัมภ์กับผู้รับการอุปถัมภ์
“ทั้งยังเป็นการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับรัฐแบบเดิม กล่าวคือ การทำให้ประชาชนรับรู้ว่าสิ่งที่ตนได้รับมาจากความเมตตาของรัฐ ไม่ใช่สิทธิในการได้รับบริการจากรัฐที่ตนพึงมีแต่ต้น ด้วยการตัดสินใจเลือกพรรคที่ให้นโยบายตอบสนองต่อความต้องการของตนเอง
“ยิ่งไปกว่านั้น การเมืองในลักษณะนี้ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในเครือข่ายของกลุ่มอำนาจที่สร้างมันขึ้นมาเท่านั้น เพราะเมื่อมีการแข่งขันทางการเมือง ในบริบทเช่นนี้ เราก็อาจคาดเดาได้ว่าพรรคการเมืองและเครือข่ายต่างๆ ที่เข้าร่วมแข่งขันชิงอำนาจทางการเมืองย่อมต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด
“ทำให้อาจคาดคะเนได้ว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้ในการเมืองไทยจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ถูกทำให้ยอมรับได้สำหรับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ความรุนแรง การใช้การต่อรองระหว่างชนชั้นนำ การใช้เงินในทางการเมือง การเกิดปรากฏการณ์ ‘งูเห่า’ และการใช้ตัวบุคคลที่มีอำนาจบารมีนำนโยบาย
“ขณะที่คนที่ใช้หลักการหรือยึดถืออุดมการณ์ของพรรคไม่สามารถเอาตัวรอดจากสนามการเมืองนี้ได้ ในแง่นี้ จึงอาจกล่าวได้ว่าความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ภายใต้ระบอบ คสช. เป็นความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ที่มีคุณภาพต่ำที่สุด ล้าหลังที่สุด ไม่ก่อให้เกิดพลวัตเพื่อการพัฒนาต่อไปได้…”

ดูเหมือนความกังวลและข้อสังเกตที่อาจารย์เวียงรัฐนำเสนอเอาไว้ในหนังสือ “อุปถัมภ์ค้ำใครฯ” จะปรากฏเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้น
ในบริบทของสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย
