bg-single

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ : ศิลปินและแม่ ผู้ใช้ศิลปะต่อต้านสงคราม และความอยุติธรรม

16.05.2021

 

ศิลปินและแม่

ผู้ใช้ศิลปะต่อต้านสงคราม

และความอยุติธรรม

 

จากข่าวที่นางสุรีย์รัตน์ ชิวารักษ์ แม่ของเพนกวิน-พริษฐ์ ชิวารักษ์ ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมด้วยการโกนผมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวลูกชายของเธอ และคนที่ถูกจับกุมคุมขังเพราะข้อหาทางการเมือง

ในตอนนี้เราจึงขอเล่าเรื่องราวของศิลปินผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์ ที่ใช้ศิลปะในการต่อต้านความอยุติธรรมและต่อสู้เพื่อลูกของเธอ

ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า

เคเธอ โคลวิตซ์ (Käthe Kollwitz)

ศิลปินชาวเยอรมันผู้สำรวจประเด็นของความยากจน ความตาย ความโหดร้ายทารุณของสงคราม และแสดงการประท้วงต่อต้านความอยุติธรรมในสังคม ด้วยการเปิดเผยถึงความโศกเศร้าในงานศิลปะของเธอออกมาได้อย่างทรงพลัง

The March of the Weavers in Berlin (1897), ภาพพิมพ์โลหะ, ภาพจาก https://bit.ly/3ujVteH

เธอยังมีส่วนสำคัญในการเป็นแรงผลักดันให้ผู้หญิงยุคใหม่สามารถแสดงภาพของตนเองในผลงานศิลปะนอกกรอบเดิมๆ ด้วยการนำเสนอภาพเหมือนของตัวเธอเองและภาพของผู้หญิงในหลากหลายอิริยาบถ

ไม่ว่าจะเป็นการใช้แรงงาน ไปจนถึงการแสดงออกถึงอารมณ์ต่างๆ อย่างความรักใคร่ ความโศกเศร้า สูญเสีย

หรือแม้แต่ในภาพผู้หญิงในฐานะผู้นำการปฏิวัติ

The Outbreak (1903), ภาพพิมพ์โลหะ, ภาพจาก https://bit.ly/2PQZTLg

ในช่วงแรกของการทำงาน โคลวิตซ์ได้แรงบันดาลใจจากบทละคร The Weavers (1892) ของ แกร์ฮาร์ต เฮาพต์มานน์ (Gerhart Hauptmann) นักประพันธ์ชาวเยอรมัน ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการลุกฮือของช่างทอผ้าชาวเยอรมันและแสดงโศกนาฏกรรมในการต่อสู้ของชนชั้นแรงงานได้อย่างสะเทือนอารมณ์

โคลวิตซ์กล่าวว่า บทละครชิ้นนี้ปักหมุดหมายในวิชาชีพศิลปินให้แก่เธอ

นอกจากบทบาทศิลปินแล้ว อีกบทบาทที่โดดเด่นที่สุดของโคลวิตซ์คือความเป็นแม่

ในฐานะศิลปิน เธอสำรวจประเด็นเกี่ยวกับความเป็นแม่ในทุกแง่มุมอย่างละเอียดอ่อนซับซ้อนตลอดอาชีพการทำงานของเธอ

การเป็นแม่เป็นประสบการณ์สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตของโคลวิตซ์

Whetting the Scythe (1908), ภาพพิมพ์โลหะ, ภาพจาก https://bit.ly/3ujVteH

เธอกล่าวว่า “มีสามสิ่งที่สำคัญในชีวิตของฉันคือการมีลูก, การมีคู่ครองที่ซื่อสัตย์ไปตลอดชีวิต และการทำงานศิลปะ”

จึงไม่น่าแปลกใจที่ผลงานส่วนใหญ่ของเธอจะเต็มไปด้วยภาพของตัวเธอและเหล่าบรรดาลูกๆ หลานๆ ทั้งหลาย

โคลวิตซ์ยังนำเสนอประสบการณ์พื้นฐานที่สุดของความเป็นแม่ นั่นก็คือความหวาดกลัวที่จะสูญเสียลูก และความโศกเศร้าจากการที่แม่ต้องสูญเสียลูกของตัวเองไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสงคราม

Woman with Dead Child (1903), ภาพพิมพ์โลหะ, ภาพจาก https://bit.ly/3ujVteH

ไม่ว่าจะเป็น Woman with Dead Child (1903) ผลงานภาพพิมพ์โลหะที่แสดงอา รมณ์ของแม่ผู้สูญเสียลูกได้อย่างเปี่ยมความรู้สึกรันทด

หรือ The Parents from War (1923) ผลงานภาพพิมพ์ไม้ที่แสดงถึงความโศกเศร้าของผู้สูญเสียลูกจากสงครามได้อย่างถึงเลือดเนื้อ

แทนที่จะนำเสนอภาพของความรุนแรงในสงคราม โคลวิตซ์กลับเลือกที่จะมุ่งเน้นในการนำเสนออารมณ์ความรู้สึกอันเจ็บปวดรวดร้าวจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่ที่สูญเสียลูกชาย สามี หรือพี่น้องไปในสงคราม

The Mothers (1922), ภาพพิมพ์ไม้, ภาพจาก https://bit.ly/2PQZTLg

เหตุผลอีกประการที่ผลงานของโคลวิตซ์แสดงออกถึงความรู้สึกโศกเศร้าของผู้เป็นแม่ที่สูญเสียลูกไปในสงครามได้อย่างลึกซึ้งและทรงพลัง เพราะตัวเธอเองก็สูญเสียพีเทอร์ ลูกชายคนเล็กของเธอไปกลางสนามรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1914 การสูญเสียลูกทำให้ชีวิตของเธอจมอยู่ในห้วงของความทุกข์โศกอย่างไม่อาจเยียวยา โดยเธอกล่าวว่า

“ผู้หญิงอย่างพวกเราจำเป็นต้องเข้มแข็งที่จะยอมเสียสละในสิ่งที่เจ็บปวดกว่าการสูญเสียเลือดเนื้อของตัวเอง เพราะเราต้องเห็นสามีและลูกชายของเราออกไปต่อสู้และตายเพื่อเสรีภาพ”

The Volunteers (1922), ภาพพิมพ์ไม้, ภาพจาก https://bit.ly/2PNXSPZ

โคลวิตซ์เป็นศิลปินที่ฝักใฝ่ในอุดมการณ์สังคมนิยม และเป็นนักต่อสู้เพื่อสันติภาพ ผู้อุทิศตนเพื่อตีแผ่ความอยุติธรรมทางสังคมและการเมืองที่เธอพบเห็นในเยอรมนีในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เธอมักแสดงความรู้สึกเกี่ยวกับสังคมการเมืองผ่านผลงานภาพพิมพ์ไม้

ดังเช่นในผลงาน The Volunteers (1922) ที่แสดงถึงลางร้ายจากอุปทานหมู่และความคลั่งชาติที่นำไปสู่สงครามในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ด้วยภาพของกลุ่มเด็กหนุ่มที่เดินตามยมทูตไปอย่างหน้ามืดตามัว

หรือ Memorial Sheet of Karl Liebknecht (1920) ผลงานภาพพิมพ์ไม้ที่โคลวิตซ์ทำขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์ฆาตกรรม คาร์ล ลีพค์เน็ชต์ (Karl Liebknecht) ผู้นำพรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมนี ผู้ต่อสู้เพื่อชนชั้นแรงงานและคัดค้านการนำพาประเทศเข้าสู่ความเป็นจักรวรรดินิยมและนำพาประเทศเข้าสู่สงครามอีกครั้ง

เธอยังมีส่วนร่วมกับสภาแรงงานเพื่อศิลปะ (Arbeitsrat für Kunst) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมนี ในช่วงหลังสงคราม เมื่อเกิดอุดมการณ์ชาตินิยมที่มีการเรียกร้องให้เกณฑ์เด็กและคนชราเข้าร่วมรบในสงคราม โคลวิตซ์ก็ออกมาต่อต้านอย่างแข็งขัน รวมถึงตีพิมพ์แถลงการณ์ของเธอที่กล่าวว่า

“มีคนตายมากพอแล้ว! อย่าให้มีใครต้องล้มตายอีกเลย!”

The Parents from War (1923), ภาพพิมพ์ไม้, ภาพจาก https://bit.ly/2PQZTLg

ในช่วงที่เกิดความสับสนวุ่นวายทางการเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ศิลปินเยอรมันส่วนใหญ่มักทำงานภาพพิมพ์มากกว่างานจิตรกรรม ด้วยเหตุที่ภาพพิมพ์สามารถผลิตภาพเดียวกันซ้ำๆ ออกมาได้เป็นจำนวนมาก จึงเป็นสื่อที่เหมาะสำหรับการเผยแพร่ประเด็นทางการเมือง โคลวิตซ์เองก็เป็นศิลปินที่ทำงานส่วนใหญ่ด้วยกระบวนการภาพพิมพ์ และเป็นที่รู้จักในฐานะศิลปินภาพพิมพ์ ผู้นอกจากจะทำผลงานภาพพิมพ์ที่แสดงออกถึงความเจ็บปวดรวดร้าวของแม่ผู้สูญเสียลูกในสงครามแล้ว

เธอยังทำงานตีแผ่ชะตากรรมความทุกข์ยากและถูกกดขี่ของชนชั้นแรงงานทั้งหลาย โดยเฉพาะแรงงานเพศหญิงออกมาให้ผู้คนได้รับรู้

นอกจากจะเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติจากผลงานภาพพิมพ์โลหะ, ภาพพิมพ์ไม้ และภาพพิมพ์หินแล้ว โคลวิตซ์ยังเป็นที่รู้จักจากผลงานการวาดภาพโปสเตอร์ให้กับฝ่ายซ้ายทางการเมือง และใบปลิวรณรงค์ช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชนชั้นแรงงานและคนยากจน

Memorial Sheet of Karl Liebknecht (1920), ภาพพิมพ์ไม้, ภาพจาก https://bit.ly/2PQZTLg

เธอยังสร้างผลงานประติมากรรมในเชิงต่อต้านสงครามที่ติดตั้งในอนุสรณ์สถานของผู้เสียชีวิตจากสงครามหลายแห่ง

ในช่วงปลายปี 1914 เธอร่างแบบสร้างผลงานประติมากรรมเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้แก่ลูกชายของเธอและเหล่าบรรดาเพื่อนของเขาที่ตายในสนามรบ และสร้างเป็นผลงานประติมากรรมออกมาในปี 1914

แต่เธอก็ทำลายมันทิ้งเพราะทำใจไม่ได้ ก่อนที่จะสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งในปี 1925 และตั้งชื่อว่า The Grieving Parents (1925) โดยนำไปติดตั้งไว้ในสุสานรูกเกอร์เฟลด์ ประเทศเบลเยียม ในปี 1932 เพื่อเป็นเสมือนหนึ่งอนุสรณ์ให้ลูกของเธอและลูกๆ ของพ่อ-แม่ผู้สูญเสียลูกไปในสงคราม

ต่อมาเมื่อศพลูกชายของเธอถูกย้ายไปฝังไว้ในสุสานสงครามเยอรมันในเมืองวลาดสโลที่อยู่ใกล้ๆ กัน ตัวประติมากรรมก็ถูกย้ายตามไปติดตั้งที่นั่นด้วย

The Grieving Parents (1925), ประติมากรรม, ภาพจาก https://bit.ly/3ujVteH

โคลวิตซ์ยังทำงานประติมากรรมในเชิงศาสนาที่แสดงออกถึงความสูญเสียอย่างลึกซึ้งของมนุษย์

ดังเช่นในผลงาน Pietà (Mother with her Dead Son) (1932) ที่นอกจากจะได้แรงบันดาลใจจากภาพทางศาสนาของพระแม่มารีผู้กำลังตระกองกอดพระศพของพระเยซูคริสต์ บุตรชายของเธอผู้เพิ่งสิ้นพระชนม์จากการตรึงกางเขนแล้ว

เธอยังทำผลงานชิ้นนี้เพื่ออุทิศให้กับลูกชายของเธอผู้เสียชีวิตในสงครามอีกด้วย

ด้วยผลงานเหล่านี้ เคเธอ โคลวิตซ์ แสดงให้เห็นถึงความเศร้าโศกและประสบการณ์อันเลวร้ายอันเป็นผลกระทบของสงครามที่มีต่อผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เป็นแม่คนได้อย่างทรงพลังและสั่นสะเทือนจิตใจผู้ชมอย่างมหาศาล

ทำให้เธอได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในศิลปินหญิงผู้โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์ศิลปะแห่งศตวรรษที่ 20

Pietà (Mother with her Dead Son) (1932), ประติมากรรมสำริด, ภาพจาก https://bit.ly/2QRw79C

สุดท้ายนี้ เราขอใช้พื้นนี้ตรงนี้ร่วมส่งกำลังใจให้คุณแม่ของเพนกวิน

ขอให้ลูกของเธอ รวมถึงลูกๆ ของแม่ทุกคนที่ต้องถูกจับกุมคุมขังเพียงเพราะออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยปลอดภัยและได้รับการปล่อยตัวโดยเร็ววัน

และขอภาวนาให้ความรักของแม่ทุกคนสามารถเอาชนะความอยุติธรรมในสังคมนี้ได้ในที่สุด

ข้อมูล https://bit.ly/3vKb6N1, https://bit.ly/3ujVteH, https://mo.ma/3xNh9lu



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เชลยศึกสงครามลาว (55) “Taking Chance”
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (200)
อ่าน สงครามชีวิต อ่าน กุหลาบ สายประดิษฐ์ อ่าน สังคมสยาม
ดินแดง ราชปรารภ หลักฐาน ของ NICK NOSTITZ ในดง กระสุน ความเร็วสูง ‘ทหาร’
เผ็ดร้อนแค่ไหน เมื่อ AI รีวิว ‘คน’
50 ปี 6 ตุลา (9) ชีวิตเปลี่ยน – ประเทศเปลี่ยน
E-DUANG | ภาพลักษณ์ การเมือง ไอซ์ รักชนก ณเบื้องหน้า เชิญชวน เงิน”บริจาค”
การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’