bg-single

50 ปี 6 ตุลา (9) ชีวิตเปลี่ยน – ประเทศเปลี่ยน

03.11.2026

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

50 ปี 6 ตุลา (9)

ชีวิตเปลี่ยน – ประเทศเปลี่ยน

นักโทษการเมืองคือ “บุคคลที่ถูกลงโทษด้วยระบบกฎหมาย และถูกจองจำโดยระบอบการเมือง ที่ไม่ได้เกิดจากการละเมิดข้อบัญญัติทางกฎหมาย แต่เกิดจากการคิดและมีความคิดที่ท้าทายอย่างสำคัญยิ่งต่อความสัมพันธ์ของอำนาจที่ดำรงอยู่ [ในขณะนั้น]”

Helen T. Greene and Shaun L. Gabbidon

Encyclopedia of Race and Crime (2009)

คําว่า “นักโทษการเมือง” (political prisoners) เป็นคำหนึ่งที่สำคัญในทางรัฐศาสตร์ แต่ก็เป็นคำที่มีหลากหลายนิยามในตัวเอง และไม่มีนิยามกลาง ซึ่งอาจจะขึ้นอยู่กับการนิยามของนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้ หรือองค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชนที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้

แต่โดยทั่วไปแล้ว เราอาจนิยามว่า “นักโทษการเมือง” หมายถึง “บุคคลที่ถูกคุมขังด้วยกิจกรรมทางการเมือง และการทำผิดทางการเมืองย่อมไม่ใช่เหตุผลอย่างเป็นทางการเสมอสำหรับการคุมขังนักโทษผู้นั้น” ซึ่งนิยามนี้ชี้ให้เราเห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนว่า นักโทษการเมืองถูกคุมขังด้วยเรื่องทางการเมือง และเป็นเหตุจากการเมือง ส่วนอาชญากรตามปกติถูกขังด้วยการก่ออาชญากรรม หรือเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำผิดตามบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่ได้มีมูลเหตุโดยตรงในทางการเมือง

การปลุกระดม

จากนิยามที่กล่าวแล้วในข้างต้นจึงอาจกล่าวได้ว่า พวกเราที่เป็นผู้ต้องหา “คดี 6 ตุลาฯ” นั้น มีสถานะเป็น “นักโทษการเมืองรุ่นแรก” ของการเมืองไทยในยุคหลังการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งใหญ่ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 อย่างนึกไม่ถึง

ดังนั้น บางทีนักเรียนรัฐศาสตร์อย่างพวกผมอาจจะโลกสวยกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในปี 2516 จนเราลืมไปว่ารัฐประหารยังไม่สูญหายไปจากการเมืองไทย และหลังความสำเร็จของการรัฐประหารแล้ว คนบางคนอาจจะถูกจับกุม ดังที่กล่าวแล้วในข้างต้น การจับกุมในบริบทนี้มาจากความเห็นต่างทางการเมือง เพียงแต่ไม่ทันคิดว่า ในกลุ่มที่ถูกจับนั้น จะมีผมเป็นหนึ่งในนั้นด้วย

ฉะนั้น ผมจะขออนุญาตเล่าอย่างสังเขปในเรื่องของนักโทษการเมืองของผมกับเพื่อนๆ สักหน่อย

เมื่อเกิดเหตุการณ์ในช่วงดึกต่อเนื่องเข้าสู่เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีความพยายามที่จะก่อเหตุ และบุกเข้ามาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในขณะนั้นได้มีการชุมนุมของนิสิต นักศึกษา และประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก และในช่วงรุ่งสางยังได้มีการใช้อาวุธยิงเข้าปฏิบัติการสนับสนุน เช่น เครื่องยิงระเบิดแบบเอ็ม-79 และยังมีการนำเอาปืนไร้แรงสะท้อนมาใช้ ซึ่งในทางทหารนั้น ปืนไร้แรงสะท้อนหรือเครื่องยิงระเบิดสามารถใช้ในการทำลายรถถัง หรือทำลายสิ่งปลูกสร้างที่มีความแข็งแรง

การใช้อาวุธในลักษณะเช่นนี้ เกิดจากความเชื่อที่ถูกประกอบสร้างมาโดยตลอดว่า ผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีสถานะเป็น “กองกำลังติดอาวุธ” และพร้อมที่จะใช้อาวุธตอบโต้ หรือในอีกด้านคือ ความเชื่อที่ถูกประกอบสร้างว่า มี “คลังแสง” อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือแม้กระทั่งที่ตึกจักรพงษ์ที่เป็นที่ตั้งของสโมสรนิสิตจุฬาฯ ก็ถูกมองเช่นนั้น ดังจะเห็นได้จากความพยายามในการค้นหาอาวุธในมหาวิทยาลัย

การปลุกระดมของฝ่ายขวาจัดไทยที่เกิดต่อเนื่อง และมีความเข้มข้นอย่างเห็นได้ชัดนับจากการล้มลงของ “โดมิโนอินโดจีน” ในปี 2518 นั้น ตลอดรวมถึงการ “สร้างภาพ” ให้เกิดจินตนาการว่า นิสิตนักศึกษาทำ “สงครามตัวแทน” (Proxy War) ให้แก่พรรคคอมมิวนิสต์ภายนอกคือ ทั้งจีนและเวียดนาม เสมือนหนึ่งพวกเรา “ไม่ใช่คนไทย” หรือในสำนวนคำถามของฝ่ายขวาในยุคปัจจุบันที่ว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า” ทั้งยังสร้างความเชื่อว่า ผู้นำนิสิตนักศึกษาได้ผ่านการฝึกหลักสูตรทางทหารจากค่ายในประเทศเพื่อนบ้านมาแล้ว

ในความเป็นจริง ผมและเพื่อนหลายคนจบแค่การเป็นนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 3 พวกเราแทบจะไม่มีใครจบ รด.ปี 5 ด้วยซ้ำ หรือหลายคนไม่ได้เรียน รด.แต่อย่างใด แต่ภาพที่ถูกสร้างจากการปลุกระดมนั้น มีผลในทางจิตวิทยาความมั่นคงอย่างมาก เพราะสร้างให้เกิดความเชื่อว่า ขบวนนักศึกษาคือ “องค์กรติดอาวุธ” ที่พร้อมจะใช้กำลังอาวุธเข้าต่อสู้กับฝ่ายรัฐ

ค่ำคืนอันยาวนาน

การปลุกระดมและสร้างภาพให้เกิดความกลัวทางการเมืองนั้น กลายเป็นชอบธรรมที่ปฏิบัติการของฝ่ายรัฐ และ “กองกำลังของฝ่ายขวาจัด” จะเตรียมใช้ความรุนแรงดังเช่นที่ปรากฏในคืนวันที่ 5 ตุลาคม ต่อเนื่องเข้าเช้าวันที่ 6 ตุลาคม และการนำอาวุธบางชนิดเข้ามาใช้ในปฏิบัติการครั้งนี้คือ คำตอบถึงความกลัวที่ถูกสร้างขึ้น และมองมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเสมือน “ป้อมค่าย” ทางทหาร และมีสรรพาวุธที่จะใช้ตอบโต้การบุกได้

ในอีกด้านหนึ่ง การชุมนุมต่อต้านการประท้วงของนิสิตนักศึกษานั้น เกิดจากมีการแสดงละครการเมืองล้อเหตุการณ์ที่ช่างไฟฟ้าที่เคลื่อนไหวทางการเมือง 2 คน ถูกสังหารด้วยการแขวนคอ และละครการเมืองที่จำลองภาพการแขวนคอ ถูกตีความว่าเกี่ยวโยงกับบุคคลในระดับสูง จึงนำไปสู่ “การปลุกกระแสขวา” อย่างกว้างขวาง ต้องยอมรับว่ากระแสขวาจัดขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นกลางไทย โดยมีความกลัวต่อ “กระแสปฏิวัติสังคมนิยม” เป็นประเด็นพื้นฐาน

ความกลัวของชนชั้นกลางต่อกระแสคอมมิวนิสต์เช่นนี้ เกิดมาแล้วในประวัติศาสตร์ยุโรปหลังการปฏิวัติบอลเชวิกในรัสเซียในปี 1917 อันนำไปสู่การขยายตัวของกระแสขวาอย่างสำคัญในการสนับสนุนลัทธิฟาสซิสต์และนาซี เช่น ในอิตาลีและเยอรมนี ตามลำดับ หรือในลาตินอเมริกาในช่วงหลังการปฏิวัติคิวบาในปี 1959 นั้น ความกลัวคอมมิวนิสต์กลายเป็นแรงผลักดันให้ชนชั้นกลางเข้าหากองทัพ และสนับสนุนการรัฐประหาร

กระแสขวาไทยหรือมีนัยถึง “กระแสกลัวคอมมิวนิสต์” ของชนชั้นต่างๆ โดยเฉพาะชนชั้นกลาง ที่ขยับสูงขึ้นหลังจากการแตกของรัฐฝ่ายขวาในอินโดจีน จึงถูกผลักดันให้สูงขึ้นไปอีกอย่างมากจากเรื่องราวดังกล่าว หรือที่เป็นวาทกรรม “ขวาพิฆาตซ้าย” และกระแสนี้มาจ่ออยู่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 5 ตุลาคม 2519

ผมเรียกสภาวะก่อนรุ่งสางของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ว่า เป็นเสมือนการ “ยิงเปิดทาง” เพื่อเตรียมให้การเข้าตีจริงเกิดขึ้นตามมา ดังนั้น ในฐานะที่พวกเราเป็นกรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงมีความรับผิดชอบทางการเมืองที่จะต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น อันทำให้ค่ำคืนของวันที่ 5 ตุลาคม 2519 เป็นระยะเวลาของ “การรอคอยที่ยาวนาน” เพราะไม่มีใครคาดเดาได้จริงว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเข็มนาฬิกาเดินหน้าไปไม่หยุด

แม้ในช่วงค่ำวันที่ 5 ตุลาคม 2519 จะมีการแถลงกับสื่อของกรรมการศูนย์ฯ ในเรื่องของการแสดงละครที่กลายเป็น “ข้อกล่าวหา” ทางการเมือง แต่ก็ไม่สามารถลดทอน “กระแสขวาพิฆาตซ้าย” ที่มาชุมนุมรอเวลาที่ท้องสนามหลวง และประเด็นนี้กลายเป็น “ข้ออ้าง” ในการใช้ความรุนแรงกระทำกับนิสิตนักศึกษาในเวลาต่อมาด้วย

ทำไมไม่ยุติการชุมนุม?

คําถามที่เกิดขึ้นเสมอในช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ ทำไมศูนย์นิสิตฯ ไม่สลายการชุมนุมไปเลยในคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ซึ่งถ้าท่านอยู่ในสถานการณ์จริงในช่วงเวลานั้น จะเห็นได้ว่าการสลายการชุมนุมในตอนกลางคืนนั้นเป็นสิ่งที่อันตราย เพราะอาจทำให้ผู้ร่วมชุมชนถูกทำร้ายระหว่างเดินทางกลับ

อีกทั้งการสลายการชุมนุมในเวลาเช่นนั้น อาจเป็นอุปสรรคในการเดินทางกลับบ้าน เพราะต้องคิดถึงภาพของระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ของเดือนตุลาคม 2519 ที่ระบบนี้ไม่ได้มีความสะดวกเช่นในยุคปัจจุบัน

ในสภาวะเช่นนี้ พวกเราคิดตรงกันว่าการประกาศสลายการชุมนุมจะเกิดขึ้นในเช้าวันรุ่งขึ้นอย่างแน่นอน เพราะในทางกลับกัน ศูนย์นิสิตฯ ไม่อาจที่จะปล่อยให้สถานการณ์ทวีความรุนแรง จนอาจนำไปสู่ความสูญเสียของผู้ร่วมชุมนุม เพราะประสบการณ์ความสูญเสียจากการเดินขบวนต่อต้านฐานทัพสหรัฐ ในวันที่ 21 มีนาคม 2519 ยังคงเป็นบทเรียนสำคัญ

ดังนั้น ในสภาพของการ “ถูกล้อม” อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้านหนึ่งผมเองยังคิดว่า เป็นข้อดีที่อยู่ในธรรมศาสตร์ เพราะอย่างน้อยอาคารต่างๆ จะช่วยป้องกันการใช้อาวุธจากภายนอกได้ และตอนนั้นคิดแบบโลกสวยว่า “รั้วมหาวิทยาลัย” อาจจะเป็นแนวป้องกันที่ดี เพราะอาจจะมีการล้อม แต่อาจจะไม่ถึงขั้นของการใช้กำลังบุกเข้ามาภายใน ซึ่งเราไม่เคยมีจินตนาการมาก่อนเลยว่าจะมีการใช้กำลังในลักษณะของ “ฝูงชนที่ถูกปลุกระดม” และพร้อมจะใช้ความรุนแรงเข้าจัดการกับเป้าหมายที่ถูกสร้างภาพขึ้น

เหตุการณ์จากดึกของคืนวันที่ 5 ต่อเนื่องเข้าเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 สถานการณ์ดูจะไม่ไปในทางดีอย่างที่คิด เพราะผมมีความรู้สึกว่า “ยิ่งดึก ยิ่งน่ากลัว” เสียงปืนดังจากทางด้านสนามหลวงเป็นระยะๆ และมีคนมาบอกว่าทางด้านสนามหลวงมีคนมาชุมนุมกันจำนวนมาก… กระแสขวาพิฆาตซ้ายได้เตรียมทำหน้าที่จริงๆ แล้ว

วันที่เปลี่ยนชีวิต

ผมพูดกับทุกคนเสมอว่า สำหรับผมแล้ว ค่ำคืนวันที่ 5 จนล่วงเข้าเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น เป็น “ค่ำคืนอันยาวนาน” อย่างแท้จริงในชีวิต… จนถึงวันนี้ของชีวิตก็ไม่เคยรู้สึกว่าจะมีคืนไหนยาวนานเช่นคืนวันนั้นอีก และบอกกับตัวเองเสมอว่า คืนนั้นคือ “ค่ำคืนที่เปลี่ยนชีวิตผม” เพราะนับจากวันรุ่งขึ้นคือ “เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519” ไม่ใช่เพียงชีวิตผมและเพื่อนๆ หลายคนจะเปลี่ยนไปเท่านั้น แต่จะเป็นวันที่ “เปลี่ยนชีวิตประเทศไทย” พร้อมกันไปอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในรุ่งสางของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กรรมการศูนย์ฯ จึงพยายามหาช่องทางติดต่อรัฐบาล เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ยุติการใช้อาวุธกับนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันนำไปสู่การเดินทางไปพบนายกรัฐมนตรี ของกรรมการศูนย์ฯ 3 คน และนักศึกษาจากชมรมละครอีก 3 คน ขอยืนยันอีกครั้งว่า เราไม่ได้เดินทางไปมอบตัว เราไปเพื่อขอพบท่านนายกฯ

แต่การเดินทางไปพบนายกรัฐมนตรีของพวกเราทั้งหกคน กลับจบลงด้วยการถูกจับกุมที่กองปราบสามยอดในช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และต่อมาจึงถูกส่งตัวฟ้องศาล พร้อมกับส่งตัวพวกเราเข้าสู่ “เรือนจำกลางบางขวาง” ในวันที่ 12 ตุลาคม 2519 พร้อมกันนั้น ผลจากการกวาดล้างที่ธรรมศาสตร์และในที่ต่างๆ จึงทำให้มีกรรมการศูนย์ฯ และบุคคลอื่นถูกจับกุมทั้งหมดและถูกฟ้องเป็นจำนวน 18 คน หรือที่เรียกในต่างประเทศว่า “The Bangkok 18”

จากนี้ไปพวกเราเป็นนักโทษการเมืองเต็มภาคภูมิแล้ว แต่เฉพาะพวกเราทั้งหกเท่านั้น ที่จะได้รับ “สิทธิพิเศษ” ในการอยู่เรือนจำกลางบางขวาง และไปขึ้นศาลทหารในชุดนักโทษพร้อม “โซ่ตรวน” ที่ขา หรือที่วงการเมืองในสมัยก่อนกล่าวกันว่า “นักโทษการเมืองที่แท้จริงต้องผ่านบางขวาง”!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เชลยศึกสงครามลาว (55) “Taking Chance”
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (200)
อ่าน สงครามชีวิต อ่าน กุหลาบ สายประดิษฐ์ อ่าน สังคมสยาม
ดินแดง ราชปรารภ หลักฐาน ของ NICK NOSTITZ ในดง กระสุน ความเร็วสูง ‘ทหาร’
เผ็ดร้อนแค่ไหน เมื่อ AI รีวิว ‘คน’
50 ปี 6 ตุลา (9) ชีวิตเปลี่ยน – ประเทศเปลี่ยน
E-DUANG | ภาพลักษณ์ การเมือง ไอซ์ รักชนก ณเบื้องหน้า เชิญชวน เงิน”บริจาค”
การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’