ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
50 ปี 6 ตุลา (9)
ชีวิตเปลี่ยน – ประเทศเปลี่ยน
นักโทษการเมืองคือ “บุคคลที่ถูกลงโทษด้วยระบบกฎหมาย และถูกจองจำโดยระบอบการเมือง ที่ไม่ได้เกิดจากการละเมิดข้อบัญญัติทางกฎหมาย แต่เกิดจากการคิดและมีความคิดที่ท้าทายอย่างสำคัญยิ่งต่อความสัมพันธ์ของอำนาจที่ดำรงอยู่ [ในขณะนั้น]”
Helen T. Greene and Shaun L. Gabbidon
Encyclopedia of Race and Crime (2009)
คําว่า “นักโทษการเมือง” (political prisoners) เป็นคำหนึ่งที่สำคัญในทางรัฐศาสตร์ แต่ก็เป็นคำที่มีหลากหลายนิยามในตัวเอง และไม่มีนิยามกลาง ซึ่งอาจจะขึ้นอยู่กับการนิยามของนักวิชาการที่ศึกษาเรื่องนี้ หรือองค์กรทางด้านสิทธิมนุษยชนที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้
แต่โดยทั่วไปแล้ว เราอาจนิยามว่า “นักโทษการเมือง” หมายถึง “บุคคลที่ถูกคุมขังด้วยกิจกรรมทางการเมือง และการทำผิดทางการเมืองย่อมไม่ใช่เหตุผลอย่างเป็นทางการเสมอสำหรับการคุมขังนักโทษผู้นั้น” ซึ่งนิยามนี้ชี้ให้เราเห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนว่า นักโทษการเมืองถูกคุมขังด้วยเรื่องทางการเมือง และเป็นเหตุจากการเมือง ส่วนอาชญากรตามปกติถูกขังด้วยการก่ออาชญากรรม หรือเป็นความผิดที่เกิดจากการกระทำผิดตามบทบัญญัติของกฎหมาย ไม่ได้มีมูลเหตุโดยตรงในทางการเมือง
การปลุกระดม
จากนิยามที่กล่าวแล้วในข้างต้นจึงอาจกล่าวได้ว่า พวกเราที่เป็นผู้ต้องหา “คดี 6 ตุลาฯ” นั้น มีสถานะเป็น “นักโทษการเมืองรุ่นแรก” ของการเมืองไทยในยุคหลังการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งใหญ่ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 อย่างนึกไม่ถึง
ดังนั้น บางทีนักเรียนรัฐศาสตร์อย่างพวกผมอาจจะโลกสวยกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในปี 2516 จนเราลืมไปว่ารัฐประหารยังไม่สูญหายไปจากการเมืองไทย และหลังความสำเร็จของการรัฐประหารแล้ว คนบางคนอาจจะถูกจับกุม ดังที่กล่าวแล้วในข้างต้น การจับกุมในบริบทนี้มาจากความเห็นต่างทางการเมือง เพียงแต่ไม่ทันคิดว่า ในกลุ่มที่ถูกจับนั้น จะมีผมเป็นหนึ่งในนั้นด้วย
ฉะนั้น ผมจะขออนุญาตเล่าอย่างสังเขปในเรื่องของนักโทษการเมืองของผมกับเพื่อนๆ สักหน่อย
เมื่อเกิดเหตุการณ์ในช่วงดึกต่อเนื่องเข้าสู่เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 มีความพยายามที่จะก่อเหตุ และบุกเข้ามาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งในขณะนั้นได้มีการชุมนุมของนิสิต นักศึกษา และประชาชนอยู่เป็นจำนวนมาก และในช่วงรุ่งสางยังได้มีการใช้อาวุธยิงเข้าปฏิบัติการสนับสนุน เช่น เครื่องยิงระเบิดแบบเอ็ม-79 และยังมีการนำเอาปืนไร้แรงสะท้อนมาใช้ ซึ่งในทางทหารนั้น ปืนไร้แรงสะท้อนหรือเครื่องยิงระเบิดสามารถใช้ในการทำลายรถถัง หรือทำลายสิ่งปลูกสร้างที่มีความแข็งแรง
การใช้อาวุธในลักษณะเช่นนี้ เกิดจากความเชื่อที่ถูกประกอบสร้างมาโดยตลอดว่า ผู้ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีสถานะเป็น “กองกำลังติดอาวุธ” และพร้อมที่จะใช้อาวุธตอบโต้ หรือในอีกด้านคือ ความเชื่อที่ถูกประกอบสร้างว่า มี “คลังแสง” อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือแม้กระทั่งที่ตึกจักรพงษ์ที่เป็นที่ตั้งของสโมสรนิสิตจุฬาฯ ก็ถูกมองเช่นนั้น ดังจะเห็นได้จากความพยายามในการค้นหาอาวุธในมหาวิทยาลัย
การปลุกระดมของฝ่ายขวาจัดไทยที่เกิดต่อเนื่อง และมีความเข้มข้นอย่างเห็นได้ชัดนับจากการล้มลงของ “โดมิโนอินโดจีน” ในปี 2518 นั้น ตลอดรวมถึงการ “สร้างภาพ” ให้เกิดจินตนาการว่า นิสิตนักศึกษาทำ “สงครามตัวแทน” (Proxy War) ให้แก่พรรคคอมมิวนิสต์ภายนอกคือ ทั้งจีนและเวียดนาม เสมือนหนึ่งพวกเรา “ไม่ใช่คนไทย” หรือในสำนวนคำถามของฝ่ายขวาในยุคปัจจุบันที่ว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า” ทั้งยังสร้างความเชื่อว่า ผู้นำนิสิตนักศึกษาได้ผ่านการฝึกหลักสูตรทางทหารจากค่ายในประเทศเพื่อนบ้านมาแล้ว
ในความเป็นจริง ผมและเพื่อนหลายคนจบแค่การเป็นนักศึกษาวิชาทหารชั้นปีที่ 3 พวกเราแทบจะไม่มีใครจบ รด.ปี 5 ด้วยซ้ำ หรือหลายคนไม่ได้เรียน รด.แต่อย่างใด แต่ภาพที่ถูกสร้างจากการปลุกระดมนั้น มีผลในทางจิตวิทยาความมั่นคงอย่างมาก เพราะสร้างให้เกิดความเชื่อว่า ขบวนนักศึกษาคือ “องค์กรติดอาวุธ” ที่พร้อมจะใช้กำลังอาวุธเข้าต่อสู้กับฝ่ายรัฐ
ค่ำคืนอันยาวนาน
การปลุกระดมและสร้างภาพให้เกิดความกลัวทางการเมืองนั้น กลายเป็นชอบธรรมที่ปฏิบัติการของฝ่ายรัฐ และ “กองกำลังของฝ่ายขวาจัด” จะเตรียมใช้ความรุนแรงดังเช่นที่ปรากฏในคืนวันที่ 5 ตุลาคม ต่อเนื่องเข้าเช้าวันที่ 6 ตุลาคม และการนำอาวุธบางชนิดเข้ามาใช้ในปฏิบัติการครั้งนี้คือ คำตอบถึงความกลัวที่ถูกสร้างขึ้น และมองมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นเสมือน “ป้อมค่าย” ทางทหาร และมีสรรพาวุธที่จะใช้ตอบโต้การบุกได้
ในอีกด้านหนึ่ง การชุมนุมต่อต้านการประท้วงของนิสิตนักศึกษานั้น เกิดจากมีการแสดงละครการเมืองล้อเหตุการณ์ที่ช่างไฟฟ้าที่เคลื่อนไหวทางการเมือง 2 คน ถูกสังหารด้วยการแขวนคอ และละครการเมืองที่จำลองภาพการแขวนคอ ถูกตีความว่าเกี่ยวโยงกับบุคคลในระดับสูง จึงนำไปสู่ “การปลุกกระแสขวา” อย่างกว้างขวาง ต้องยอมรับว่ากระแสขวาจัดขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นกลางไทย โดยมีความกลัวต่อ “กระแสปฏิวัติสังคมนิยม” เป็นประเด็นพื้นฐาน
ความกลัวของชนชั้นกลางต่อกระแสคอมมิวนิสต์เช่นนี้ เกิดมาแล้วในประวัติศาสตร์ยุโรปหลังการปฏิวัติบอลเชวิกในรัสเซียในปี 1917 อันนำไปสู่การขยายตัวของกระแสขวาอย่างสำคัญในการสนับสนุนลัทธิฟาสซิสต์และนาซี เช่น ในอิตาลีและเยอรมนี ตามลำดับ หรือในลาตินอเมริกาในช่วงหลังการปฏิวัติคิวบาในปี 1959 นั้น ความกลัวคอมมิวนิสต์กลายเป็นแรงผลักดันให้ชนชั้นกลางเข้าหากองทัพ และสนับสนุนการรัฐประหาร
กระแสขวาไทยหรือมีนัยถึง “กระแสกลัวคอมมิวนิสต์” ของชนชั้นต่างๆ โดยเฉพาะชนชั้นกลาง ที่ขยับสูงขึ้นหลังจากการแตกของรัฐฝ่ายขวาในอินโดจีน จึงถูกผลักดันให้สูงขึ้นไปอีกอย่างมากจากเรื่องราวดังกล่าว หรือที่เป็นวาทกรรม “ขวาพิฆาตซ้าย” และกระแสนี้มาจ่ออยู่หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 5 ตุลาคม 2519
ผมเรียกสภาวะก่อนรุ่งสางของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ว่า เป็นเสมือนการ “ยิงเปิดทาง” เพื่อเตรียมให้การเข้าตีจริงเกิดขึ้นตามมา ดังนั้น ในฐานะที่พวกเราเป็นกรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงมีความรับผิดชอบทางการเมืองที่จะต้องแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น อันทำให้ค่ำคืนของวันที่ 5 ตุลาคม 2519 เป็นระยะเวลาของ “การรอคอยที่ยาวนาน” เพราะไม่มีใครคาดเดาได้จริงว่า จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเข็มนาฬิกาเดินหน้าไปไม่หยุด
แม้ในช่วงค่ำวันที่ 5 ตุลาคม 2519 จะมีการแถลงกับสื่อของกรรมการศูนย์ฯ ในเรื่องของการแสดงละครที่กลายเป็น “ข้อกล่าวหา” ทางการเมือง แต่ก็ไม่สามารถลดทอน “กระแสขวาพิฆาตซ้าย” ที่มาชุมนุมรอเวลาที่ท้องสนามหลวง และประเด็นนี้กลายเป็น “ข้ออ้าง” ในการใช้ความรุนแรงกระทำกับนิสิตนักศึกษาในเวลาต่อมาด้วย
ทำไมไม่ยุติการชุมนุม?
คําถามที่เกิดขึ้นเสมอในช่วงเวลาที่ผ่านมาคือ ทำไมศูนย์นิสิตฯ ไม่สลายการชุมนุมไปเลยในคืนวันที่ 5 ตุลาคม 2519 ซึ่งถ้าท่านอยู่ในสถานการณ์จริงในช่วงเวลานั้น จะเห็นได้ว่าการสลายการชุมนุมในตอนกลางคืนนั้นเป็นสิ่งที่อันตราย เพราะอาจทำให้ผู้ร่วมชุมชนถูกทำร้ายระหว่างเดินทางกลับ
อีกทั้งการสลายการชุมนุมในเวลาเช่นนั้น อาจเป็นอุปสรรคในการเดินทางกลับบ้าน เพราะต้องคิดถึงภาพของระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ของเดือนตุลาคม 2519 ที่ระบบนี้ไม่ได้มีความสะดวกเช่นในยุคปัจจุบัน
ในสภาวะเช่นนี้ พวกเราคิดตรงกันว่าการประกาศสลายการชุมนุมจะเกิดขึ้นในเช้าวันรุ่งขึ้นอย่างแน่นอน เพราะในทางกลับกัน ศูนย์นิสิตฯ ไม่อาจที่จะปล่อยให้สถานการณ์ทวีความรุนแรง จนอาจนำไปสู่ความสูญเสียของผู้ร่วมชุมนุม เพราะประสบการณ์ความสูญเสียจากการเดินขบวนต่อต้านฐานทัพสหรัฐ ในวันที่ 21 มีนาคม 2519 ยังคงเป็นบทเรียนสำคัญ
ดังนั้น ในสภาพของการ “ถูกล้อม” อยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้านหนึ่งผมเองยังคิดว่า เป็นข้อดีที่อยู่ในธรรมศาสตร์ เพราะอย่างน้อยอาคารต่างๆ จะช่วยป้องกันการใช้อาวุธจากภายนอกได้ และตอนนั้นคิดแบบโลกสวยว่า “รั้วมหาวิทยาลัย” อาจจะเป็นแนวป้องกันที่ดี เพราะอาจจะมีการล้อม แต่อาจจะไม่ถึงขั้นของการใช้กำลังบุกเข้ามาภายใน ซึ่งเราไม่เคยมีจินตนาการมาก่อนเลยว่าจะมีการใช้กำลังในลักษณะของ “ฝูงชนที่ถูกปลุกระดม” และพร้อมจะใช้ความรุนแรงเข้าจัดการกับเป้าหมายที่ถูกสร้างภาพขึ้น
เหตุการณ์จากดึกของคืนวันที่ 5 ต่อเนื่องเข้าเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 สถานการณ์ดูจะไม่ไปในทางดีอย่างที่คิด เพราะผมมีความรู้สึกว่า “ยิ่งดึก ยิ่งน่ากลัว” เสียงปืนดังจากทางด้านสนามหลวงเป็นระยะๆ และมีคนมาบอกว่าทางด้านสนามหลวงมีคนมาชุมนุมกันจำนวนมาก… กระแสขวาพิฆาตซ้ายได้เตรียมทำหน้าที่จริงๆ แล้ว
วันที่เปลี่ยนชีวิต
ผมพูดกับทุกคนเสมอว่า สำหรับผมแล้ว ค่ำคืนวันที่ 5 จนล่วงเข้าเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 นั้น เป็น “ค่ำคืนอันยาวนาน” อย่างแท้จริงในชีวิต… จนถึงวันนี้ของชีวิตก็ไม่เคยรู้สึกว่าจะมีคืนไหนยาวนานเช่นคืนวันนั้นอีก และบอกกับตัวเองเสมอว่า คืนนั้นคือ “ค่ำคืนที่เปลี่ยนชีวิตผม” เพราะนับจากวันรุ่งขึ้นคือ “เช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519” ไม่ใช่เพียงชีวิตผมและเพื่อนๆ หลายคนจะเปลี่ยนไปเท่านั้น แต่จะเป็นวันที่ “เปลี่ยนชีวิตประเทศไทย” พร้อมกันไปอีกด้วย
ดังนั้น เมื่อสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นในรุ่งสางของวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กรรมการศูนย์ฯ จึงพยายามหาช่องทางติดต่อรัฐบาล เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ยุติการใช้อาวุธกับนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อันนำไปสู่การเดินทางไปพบนายกรัฐมนตรี ของกรรมการศูนย์ฯ 3 คน และนักศึกษาจากชมรมละครอีก 3 คน ขอยืนยันอีกครั้งว่า เราไม่ได้เดินทางไปมอบตัว เราไปเพื่อขอพบท่านนายกฯ
แต่การเดินทางไปพบนายกรัฐมนตรีของพวกเราทั้งหกคน กลับจบลงด้วยการถูกจับกุมที่กองปราบสามยอดในช่วงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และต่อมาจึงถูกส่งตัวฟ้องศาล พร้อมกับส่งตัวพวกเราเข้าสู่ “เรือนจำกลางบางขวาง” ในวันที่ 12 ตุลาคม 2519 พร้อมกันนั้น ผลจากการกวาดล้างที่ธรรมศาสตร์และในที่ต่างๆ จึงทำให้มีกรรมการศูนย์ฯ และบุคคลอื่นถูกจับกุมทั้งหมดและถูกฟ้องเป็นจำนวน 18 คน หรือที่เรียกในต่างประเทศว่า “The Bangkok 18”
จากนี้ไปพวกเราเป็นนักโทษการเมืองเต็มภาคภูมิแล้ว แต่เฉพาะพวกเราทั้งหกเท่านั้น ที่จะได้รับ “สิทธิพิเศษ” ในการอยู่เรือนจำกลางบางขวาง และไปขึ้นศาลทหารในชุดนักโทษพร้อม “โซ่ตรวน” ที่ขา หรือที่วงการเมืองในสมัยก่อนกล่าวกันว่า “นักโทษการเมืองที่แท้จริงต้องผ่านบางขวาง”!
