CAPITAL COMPLEX ผลงานศิลปะที่สำรวจ ‘เสียง’ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ของ ธนัช ธีระดากร ในซีรีส์ Ghost 2568
CAPITAL COMPLEX ผลงานศิลปะที่สำรวจ ‘เสียง’
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
ในช่วงปลายปี 2568 นี้ แวดวงศิลปะไทยเต็มไปด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจ ไม่ว่าจะเป็นการจัดมหกรรมศิลปะร่วมสมัยระดับประเทศอย่างไทยแลนด์เบียนนาเล่ ภูเก็ต 2025 ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่กำลังจะถึงนี้ หรือนิทรรศการศิลปะชั้นเยี่ยมจำนวนนับไม่ถ้วนในหอศิลป์และสถาบันทางศิลปะต่างๆ แล้ว
อีกกิจกรรมทางศิลปะที่น่าตื่นตาตื่นใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ก็คือซีรีส์วิดีโอและศิลปะการแสดงอย่าง Ghost อันแปลกใหม่ล้ำสมัยที่สุดในเมืองไทยยุคปัจจุบัน
ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ซีรีส์ในครั้งนี้เป็นการจัดขึ้นเป็นครั้งที่สามและเป็นครั้งสุดท้าย ในชื่อ Ghost 2568 : Wish We Were Here ภายใต้การคัดสรรของ อามาล คาลาฟ (Amal Khalaf) ภัณฑารักษ์ชั้นนำชาวอังกฤษ ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม – 16 พฤศจิกายน 2568 ใน 8 สถานที่ทั่วกรุงเทพฯ
เทศกาลครั้งนี้เผยให้เห็นการรวมตัวของผลงานภาพเคลื่อนไหว เสียง การแสดง และกลุ่มคน ซึ่งประกอบด้วยหลายกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นพร้อมกับนิทรรศการ ไม่ว่าจะเป็นผลงานการแสดงสด เสวนา และเวิร์กช็อปที่ทำร่วมกับศิลปิน นักเต้น นักดนตรี กลุ่มคนทำงานแฟชั่น และนักปฏิบัติการเชิงอภิปรัชญา
เทศกาลนี้จึงกลายเป็นพื้นที่สำหรับการถอดบทเรียน การทดลองร่วมกัน การพบเจอ การแบ่งปันความสุข การต่อต้าน ความเศร้า และการจินตนาการถึงภาพอนาคตที่แสนเปราะบาง ที่เหล่าภูตผีคอยย้ำเตือนให้เราจดจำและสร้างมันขึ้นมา

ในคราวนี้เราขออนุญาตนำเสนอเกี่ยวกับผลงานของศิลปินผู้หนึ่ง ที่ร่วมแสดงผลงานในซีรีส์ Ghost 2568 ในครั้งนี้
ศิลปินผู้นั้นมีชื่อว่า ธนัช ธีระดากร ศิลปินร่วมสมัยชาวไทย ผู้ทำงานในฐานะนักดนตรี, ดีเจ, นักออกแบบกราฟิก, นักวิจัย และศิลปินข้ามศาสตร์
ผลงานของเขาเป็นส่วนผสมระหว่างชีวประวัติ ความทรงจำ ข้อมูล เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ การเมือง ข้อมูลในโลกออนไลน์ เข้ากับวัฒนธรรมร่วมสมัย เช่น การแต่งรถ ดนตรีคลับ และสื่อใหม่ เพื่อสร้างสรรค์งานที่ตั้งคำถามต่อความทรงจำและการลบเลือนในสังคมไทยร่วมสมัย
ผลงานของเขาในซีรีส์ Ghost ครั้งสุดท้ายนี้มีชื่อว่า CAPITAL COMPLEX (2568) ผลงานศิลปะจัดวางที่จินตนาการ “รูปแบบใหม่ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว” ในฐานะเครื่องมือกระตุ้นให้ผู้ชมวิพากษ์และทบทวนต่อเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่ถูกทำให้เลือนหาย โดยการใช้ “เสียง” เป็นสื่อหลัก
งานชิ้นนี้มุ่งสำรวจคลื่นเสียงที่อยู่เหนือหรือใต้ขอบเขตการรับรู้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งแทรกตัวอยู่บนพื้นที่ภายนอกของหอศิลป์ใหญ่โตโอฬารของกรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้แก่ผู้คนในนครหลวงแห่งนี้เกิดการฟัง การจดจำ และการตั้งคำถามต่อสิ่งที่เคยถูกลบเลือนเสียงไปในอดีต
แต่ถ้าใครตั้งใจจะเดินทางไปชมงานชิ้นนี้ก็คงต้องสังเกตให้ดีหน่อย เพราะงานที่ว่านี้ดูหลุดจากขนบของงานศิลปะทั่วๆ ไปสักหน่อย
เพราะดูคล้ายกับเต็นท์และหอกระจายเสียงของศูนย์ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวยังไงยังงั้น
และจริงๆ จะบอกว่า “ไปชมงาน” ก็คงไม่ตรงสักเท่าไร เพราะสื่อทางศิลปะรูปแบบหลักในผลงานชิ้นนี้ของธนัชก็คือพื้นที่ที่แพร่จะจาย “เสียง” ให้เราได้รับฟัง
และเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่เข้าไปเยี่ยมชมได้รับประสบการณ์ของการปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันนั่นเอง


“งานชุดนี้ของผมเปิดพื้นที่ให้ผู้คนเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวของ “เสียง” ที่ผมกำลังค้นคว้าข้อมูลอยู่ และกระจายผลงานเสียงของผมออกไปให้คนได้ฟังกัน เสียงที่ว่านั้นมีหลายแบบ ทั้งเสียงดนตรีในพิธีการ กับเสียงดนตรีพื้นบ้านของภาคอีสานอย่าง หมอลำ”
“ในประวัติศาสตร์ ดนตรีในพิธีการนั้นเกิดขึ้นในช่วงยุคสมัยรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 ส่วนดนตรีหมอลำนั้นถูกปราบปรามในสมัยรัชกาลที่ 4 ก่อนที่จะมีบทบาทอีกครั้งในรัชกาลที่ 5”
“ผมสนใจในวิวัฒนาการของหมอลำ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเมืองมาอย่างยาวนาน ก่อนที่จะหลอมรวมกับวัฒนธรรมอื่นๆ จนกลายเป็นดนตรีหมอลำสมัยนิยม”
“ผมยังสนใจในบทเพลงทางการเมืองอย่างเพลงชื่อ ‘บทเพลงของสามัญชน’ ที่พูดถึงความเท่าเทียมของมนุษย์ทุกคน ซึ่งมักจะถูกบรรเลงในการชุมนุมทางการเมือง โดยผมนำบทเพลงเหล่านี้มาเล่นซ้ำเเละบันทึกเสียงในพื้นที่การชุมนุมทางการเมืองเเละนำมาทำการเรียบเรียงใหม่”
“ผมมองว่าเพลงเหล่านี้ถูกใช้ในบริบททางการเมืองที่เเตกต่างกัน เเต่ความน่าสนใจคือเพลงเหล่านี้เป็นสื่อในการเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันได้ การศึกษาเข้าไปในประวัติศาสตร์ของเพลงเหล่านี้ทำให้เราเข้าใจบริบททางสังคมการเมืองในเเต่ละยุคสมัย”
“ดังนั้นเพลงเหล่านี้จึงกลายเป็นภาพที่สะท้อนการเคลื่อนไหวทางสังคมเเละเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์”

นอกจากเสียงเพลงในบริบททางการเมืองแล้ว ธนัชยังสนใจในเสียงบรรยากาศในพื้นที่ที่เคยเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยอีกด้วย
“ผมสนใจในประเด็นทางการเมืองเกี่ยวกับความขัดแย้งและการสลายการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง ในยุคปี พ.ศ.2553 ที่ถูกทำให้เงียบหายไป ผมมองว่านี่เป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้ถูกสะสางอย่างสมบูรณ์ในประเทศเรา ในปีนั้นผมจึงใช้เครื่องบันทึกเสียงอินฟราซาวด์” (Infrasound – เสียงที่มีความถี่ต่ำเกินกว่าหูมนุษย์จะได้ยิน แต่ก็สามารถตรวจจับได้และมีผลต่อร่างกายมนุษย์)
“ผมเดินทางไปปรึกษาองค์การทางด้านสิทธิมนุษยชนของไทยและได้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ที่เกินเหตุการณ์สลายการชุมนุมมา ผมก็เดินทางไปลงพื้นที่ในแต่ละสถานที่ เพื่อบันทึกเสียงความว่างเปล่าของแต่ละพื้นที่ที่ไม่ถูกพูดถึง ทั้งหมดประมาณ 17 พื้นที่ ทั้งศาลาแดง, ผ่านฟ้า, คุรุสภา, ถนนดินสอ ฯลฯ โดยบันทึกคลื่นเสียงในพื้นที่เหล่านั้นแล้วนำมาเรียบเรียงโดยวางคู่กับเสียงในข่าวของเเต่ละวันที่เกิดเหตุการณ์เหล่านั้นในอดีต เพื่อพยายามซ้อนปัจจุบันกับอดีตเข้าหากัน โดยวางต่อจากช่วงเวลาของเสียงเพลงหมอลำที่ผมทำไว้ โดยเป็นคลื่นเสียงเบาๆ ที่ต้องเดินเข้ามาใกล้ๆ ถึงจะได้ยิน”
ถ้าเดินเข้าไปทางด้านหลังของเต็นท์ เราจะพบกับภาพถ่ายอินฟราเรด รวมถึงพิกัด และข้อมูลของเหล่าบรรดาสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์การสลายการชุมนุมในปี พ.ศ.2553 ที่ธนัชเดินทางเข้าไปบันทึกเสียงอินฟราซาวด์จัดแสดงอยู่

ธนัชยังกล่าวถึงองค์ประกอบปิดท้ายในผลงานศิลปะแพร่กระจายเสียงความยาว 1 ชั่วโมงของเขาว่า
“ในช่วงเวลา 5 นาทีสุดท้ายของงาน จะเป็นเพลงลำเพลินฟ้าบ่กั้น ที่หมอลำแบงค์ (ปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม) เคยร้องในช่วงเวลาการระบาดของโรคโควิด-19 ในช่วงเศรษฐกิจขาลง เพื่อพูดถึงปัญหาปากท้องของประชาชน”
“ด้วยความที่เต็นท์นี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เป็นจุดศูนย์กลางของเมือง ผมสนใจในความหมายของเพลงนี้ ในแง่ที่ท้องฟ้าไม่ได้กั้นเราออกจากกัน แต่ทำไมคนในประเทศไทยถึงมีความห่างเหินเหลื่อมล้ำกันอย่างมาก เป็นการพูดถึงความห่างระหว่างชนบทกับเมือง โดยใช้เต็นท์เป็นเครื่องกระจายเสียงออกมา”
“ภายในเต็นท์ยังเปิดพื้นที่ให้คนที่ผ่านไปผ่านมาแวะเข้ามานั่งเล่น นั่งฟัง นั่งคุยกัน โดยผมจะเข้ามาบ้างบางวัน โดยจะมีตารางข้อมูลที่แจ้งว่าภายแต่ในละชั่วโมงจะมีเสียงของอะไรบ้าง รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ผมค้นคว้าเกี่ยวกับดนตรีพิธีการและดนตรีหมอลำ ว่ามีความเชื่อมโยงกันอย่างไร และข้อมูลเกี่ยวกับอินฟราซาวด์ คลื่นเสียงที่เราไม่ได้ยินแต่รับรู้ได้อีกด้วย”
“ผมสนใจในประเด็นเกี่ยวกับการเมืองของสื่อ อย่างในช่วงเวลาสงครามเย็น หมอลำเคยถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสาร ในช่วงที่โทรทัศน์ยังไม่เข้าถึงในหมู่บ้านต่างจังหวัดหรือชนบท หมอลำจึงถูกใช้ในการกระจายข่าวเพื่อให้คนเข้าถึงได้”
“หรือก่อนหน้านี้ หมอลำเคยถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อต้านรัฐมาหลายยุคสมัย เช่นในสมัยกบฏผีบุญ ที่ใช้หมอลำเพื่อสื่อสารข่าวสารและรวมกลุ่มต่อต้านอำนาจรัฐหรือในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง หมอลำก็ถูกใช้เพื่อเสียดสีวิจารณ์นักการเมือง”
“ในขณะเดียวกัน รัฐก็ใช้หมอลำเพื่อโฆษณาชวนเชื่อเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์เช่นกัน ในขณะที่ในปัจจุบัน หมอลำกลายเป็นเพลงสมัยนิยมไปแล้ว ทำให้ผมสนใจค้นคว้าเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้”

องค์ประกอบอีกอย่างในเต็นท์ศิลปะของธนัชที่เตะตาเราก็คือผนังด้านในของเต็นท์ที่ประดับด้วยโครงสร้างสถาปัตยกรรมภายในลวดลายไทยสีสันสดใสเรืองรอง ที่ทำให้เรานึกถึงฉากลิเกอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งธนัชเฉลยให้เราฟังว่า
“ผนังด้านในของเต็นท์นี้ทำขึ้นโดยคนออกแบบฉากลิเก ผมบังเอิญเจอเขา จึงติดต่อเขาว่าอยากจะร่วมงานกัน เขาก็ส่งลวดลายและองค์ประกอบของฉากลิเกมาให้ ผมก็เอามาดัดแปลงเป็นฉากของเต็นท์นี้ ผมมองว่าลิเกเป็นการแสดงที่เล่าเรื่อง ผมก็เลยทำฉากของเต็นท์นี้ให้เป็นเหมือนฉากลิเก เพื่อให้คนที่แวะเวียนเข้ามาได้เล่าเรื่องราวแลกเปลี่ยนกันฟัง”
ผลงาน CAPITAL COMPLEX โดย ธนัช ธีระดากร จัดแสดงใน จัดแสดงในซีรีส์ Ghost 2568 : Wish We Were Here บนพื้นที่กลางแจ้งด้านหน้า หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 16 พฤศจิกายน 2568
ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก Ghost 2568, หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

