bg-single

พัทยาไม่มีโสเภณี สิทธิกะหรี่ที่ไม่มีอยู่จริง

13.09.2026

Epilogue | กรกฤษณ์ พรอินทร์

เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) เทียบท่าที่แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ในช่วงวันที่ 2-6 กันยายน 2569 พร้อมกำลังพลราว 5,000 คนจะได้ขึ้นฝั่งเพื่อพักผ่อน R&R (Rest and Recuperation) หลังจากใช้เวลาในทะเลยาวนานถึง 286 วัน ซึ่งทางเมืองพัทยาได้จัดวางกำลังเจ้าหน้าที่มากกว่า 200 นาย ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้กับกำลังพลทหารเรือสหรัฐ รวมถึงนักท่องเที่ยวทั่วไปตลอดช่วง 4 วันนี้เป็นพิเศษ

นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกฯ เมืองพัทยา ได้เข้าพบกับผู้บัญชาการเรือลินคอล์นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และเปิดเผยว่า เพื่อเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของกองทัพเรือสหรัฐ จึงได้มีการกำหนดระเบียบและพื้นที่ที่กำลังพลไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงอย่างชัดเจน คือบริเวณซอย 6, ซอย 6/1 และซอย 7 เนื่องจากมีบาร์เบียร์หนาแน่น, ร้านจำหน่ายกัญชา และห้ามเข้าร่วมกิจกรรมทางน้ำทุกชนิดเพื่อความปลอดภัย ส่วนพื้นที่สถานบันเทิงหลักอย่างวอล์กกิ้งสตรีต (Walking Street) กำลังพลสามารถเข้าไปท่องเที่ยวได้ตามปกติ แต่ต้องออกจากพื้นที่ภายในเวลา 02.00 น.

แม้จะมีข้อปฏิบัติอย่างชัดเจนว่านี่ไม่ใช่การยกพลขึ้นบกเพื่อหาความบันเทิงทางเพศ แต่ก็ยังมิวายที่จะมีกระแสล้อเลียนถึงกำลังพลสหรัฐเหล่านี้ ว่า “ขึ้นฝั่งที พูดไทยได้ 4 คำ” รวมถึงการที่มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ต รวมไปถึงนักร้องลูกทุ่งสาวรุ่นใหญ่ทำคลิปล้อเลียนแต่งกายเป็นหญิงขายบริการไปรอต้อนรับ “ลูกค้า” ซึ่งก็คือเหล่ากำลังพลสหรัฐที่มาขึ้นฝั่งพัทยาในครั้งนี้

ย่อมสะท้อนถึงวิธีคิดและมุมมองต่อนายทหารตาน้ำข้าวและหญิงบริการชาวไทยได้ไม่มากก็น้อย

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะเรื่องราวของโสเภณีต่างผูกพันกับรัฐไทยมาทุกยุคทุกสมัย

ภาพจิตกรรมภายในพระวิหารหลวง วัดสุทัศน์ฯ (ภาพจาก ธัชชัย ยอดพิชัย)

หญิงนครโสเภณี การจัดเก็บภาษี

และการควบคุมโดยรัฐ

หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของโสเภณีในไทยมีมาตั้งแต่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา จากบันทึกของลาลูแบร์ ราชทูตชาวฝรั่งเศสที่เข้ามากรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ที่บันทึกถึงสถานรับชำเราบุรุษในช่วงเวลาดังกล่าว

ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 ของกรุงรัตนโกสินทร์ อาชีพโสเภณีทำรายได้มหาศาล จนถึงขนาดที่ “ยายแฟง” เจ้าสำนักโสเภณีบริเวณตรอกเต๊า ถนนเยาวราช ได้ร่วมกับหญิงงามเมืองในสำนักนำรายได้มาสร้าง “วัดใหม่ยายแฟง” เมื่อ พ.ศ.2376 ได้เลยทีเดียว

ล่วงจนสมัยรัชกาลที่ 5 ลูกหลานของยายแฟงทำการบูรณะวัด และขอพระราชทานนามวัด ได้พระราชทานชื่อวัดให้ว่า “วัดคณิกาผล” แปลว่า วัดที่สร้างขึ้นจากผลประโยชน์ของนางคณิกา

ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ถูกนำไปเขียนเป็นนิยายแนวพีเรียดแฟนตาซี “คุณพี่เจ้าขา ดิฉันเป็นห่านมิใช่หงส์” โดย ฝันเอ้อระเหย และดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์ทางไทยทีวีสี ช่อง 3 ในปี พ.ศ.2568

ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 4 มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามายังสยามเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้อาชีพโสเภณีเฟื่องฟู จึงนำมาซึ่งการเก็บภาษีนครโสเภณีที่ให้จ่ายภาษีเข้าหลวงโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านเจ้าภาษีนายอากรอีกต่อไป

การเก็บภาษีชนิดนี้จะเรียกเก็บในอัตราที่สูงและได้เงินเป็นจำนวนมาก

และเงินภาษีที่ได้จากโสเภณีมักถูกนำไปสร้างถนน จึงมักเรียกภาษีนครโสเภณีว่า “ภาษีบำรุงถนน”

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่ทรงประกาศเลิกทาส ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม

การขยายตัวของเมืองและการย้ายถิ่น แรงงานทาสที่กลายเป็นไทต้องหาเงินด้วยตนเองมากขึ้น

ส่งผลต่อโครงสร้างแรงงานหญิงและการค้าประเวณี จนทำให้กามโรคระบาด

จึงเป็นเหตุให้เกิดพระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค ร.ศ.127 ขึ้น เพื่อควบคุมกามโรค

พระราชบัญญัตินี้มีข้อบังคับให้ผู้ที่ทำอาชีพโสเภณีต้องมีการขึ้นทะเบียนและต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี เจ้าสำนักโสเภณีต้องรักษาความสะอาดโรงโสเภณี

รวมถึงต้องแสดงสัญลักษณ์ว่าสถานประกอบการแห่งนี้คือโรงโสเภณี จึงมีใช้โคมสีเขียวเป็นสัญลักษณ์ จนเป็นที่มาของคำเรียก “หญิงโคมเขียว”

รูปหล่อ “ยายแฟง” ผู้ออกทุนทรัพย์ให้สร้าง “วัดคณิกาผล” ภายในอาคารหลังอุโบสถวัดคณิกาผล

จากนั้นเป็นต้นมา อาชีพโสเภณีก็เป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายมาตลอด

โดยหน่วยงานที่ดูแลผู้ทำอาชีพโสเภณีและโรงโสเภณีนั้น เขตพระนครจะเป็นกระทรวงมหาดไทย

นอกเขตพระนครจะเป็นกระทรวงนครบาล

ในช่วงเวลานี้ รัฐไทยได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของโสเภณีในรูปแบบของภาษี ไม่ได้มองว่าการมีอยู่ของโสเภณีและการค้าประเวณีคือปัญหา และมองโสเภณีในแง่ของแหล่งรายได้แหล่งหนึ่งที่นำเงินเข้าภาครัฐ

แผ่นเสียง : จดหมายรักจากเมียเช่า / ภาพจาก : Kizza Arinian

เมียเช่าชาวไทยในยุคอเมริกัน

“I เขียน letter ถึงเธอ dear John

เขียนในแฟลตที่ you เคยนอน

จังหวัดอุดร ประเทศ Thailand…”

เพลงจดหมายรักจากเมียเช่า จากปลายปากกาของศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ อาจินต์ ปัญจพรรค์ ที่ขับร้องโดย มานี มณีวรรณ เมื่อปี พ.ศ.2510 เป็นเหมือนหลักฐานทางวัฒนธรรมแห่งยุคสมัยที่สะท้อนภาพชีวิตโสเภณีไทยในยุคอเมริกันได้เป็นอย่างดี

เมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก้าวขึ้นสู่อำนาจในช่วงเวลาที่สหรัฐอเมริกาทำสงครามอยู่ในภูมิภาคนี้ และเข้ามาตั้งฐานทัพในภาคต่างๆ ของประเทศไทย สร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้รัฐบาลไทยนำไปใช้ในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานในชนบท ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504-2509)

แต่ในขณะเดียวกันนั้น การตั้งฐานทัพตามที่ต่างๆ ของกองทัพอเมริกันในไทยก็มาพร้อมกับกิจการเพศพาณิชย์ในรูปแบบต่างๆ เช่น เมียเช่า ผับ บาร์ สถานบันเทิงกลางคืน และโรงแรม อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

เมื่อการค้าประเวณีได้เปลี่ยนแปลงไปเพื่อให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจสังคมในขณะนั้น ข้อบังคับที่เคยใช้ควบคุมโสเภณีจึงต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

ในช่วงเวลานี้ มีการยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค ร.ศ.127 ที่ทำให้อาชีพโสเภณีถูกกฎหมายโดยเสียภาษีให้แก่รัฐบาล มาเป็นพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503

ที่ทำให้อาชีพโสเภณีผิดกฎหมาย ภายใต้หลักการและเหตุผลว่า

“การค้าประเวณีมีสาเหตุสำคัญมาจากสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ด้วยผู้กระทำการค้าประเวณีส่วนมากเป็นผู้ซึ่งด้อยสติปัญญาและการศึกษา ประกอบกับกฎหมายเล็งเห็นว่าผู้ค้าประเวณีส่วนหนึ่งเป็นเหยื่อของกระบวนการค้าประเวณี สมควรลดโทษผู้ค้าประเวณี และเปิดโอกาสให้บุคคลเหล่านั้นได้รับการคุ้มครองและพัฒนาอาชีพฯ…”

ทำให้บทลงโทษผู้ค้าประเวณีนั้นลดความรุนแรงลงไป และมุ่งเน้นที่จะลงโทษบุคคลที่แสวงหาผลประโยชน์และเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีแทน

พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 เปิดช่องทางให้ผู้ทำการค้าประเวณีหลีกเลี่ยงได้ง่าย นโยบายนี้จึงไม่ประสบความสำเร็จ การค้าประเวณียังคงมีอยู่ จนแทบจะทำให้เมียเช่าชาวไทยในยุคอเมริกัน รวมถึงอัตราการเกิดของ “เด็กลูกครึ่ง” กลายเป็นภาพจำของยุคหนึ่งในประเทศไทยไปเลยด้วยซ้ำ

อัลบั้ม เวลคัม ทู ไทยแลนด์ (Welcome to Thailand)

Hello Welcome… (to Thailand)

“ทอม ทอม แวร์ยูโก ลาสต์ไนต์ (ไอเลิฟเมืองไทย ไอไลก์พัฒน์พงศ์),

น้องนางคงทำให้ทอมลุ่มหลง (ไอเลิฟพัฒน์พงศ์ ไอเลิฟเมืองไทย)…”

เพลงเวลคัม ทู ไทยแลนด์ (Welcome to Thailand) ของวงดนตรีเพื่อชีวิต “คาราบาว” ก็เป็นอีกหนึ่งเพลงที่สะท้อนบรรยากาศร่วมสมัยของยุครณรงค์การท่องเที่ยวไทยในทศวรรษ 2530 ได้อย่างเห็นภาพ

เมื่อสงครามยุติ สหรัฐอเมริกาถอนทหารกลับประเทศ อุตสาหกรรมทางเพศที่ขยายตัวล้วนได้รับผลกระทบ แต่เพราะเมืองยังอยู่ สถานบันเทิงยังอยู่ ตลาดยังอยู่ จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจทางเพศที่หลากหลายขึ้น เช่น คาราโอเกะ ผับ บาร์ ร้านเสริมสวย ร้านกาแฟ โสเภณีเด็กทั้งชายและหญิง โสเภณีต่างชาติ เจ้าสาวทางไปรษณีย์ ฯลฯ

เพียงแต่ลูกค้าเปลี่ยนไป จากทหารกลายเป็นนักท่องเที่ยว

ในช่วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลไทยมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว ภายใต้สโลแกน “ไทยเที่ยวไทย” และ “ท่องเที่ยวไทย” ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาเที่ยวประเทศไทยได้เป็นจำนวนมาก

แต่ทว่าธุรกิจท่องเที่ยวที่สร้างรายได้มหาศาลกลับไม่ใช่การท่องเที่ยวธรรมชาติและวัฒนธรรม

หากแต่เป็นการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้องกับ “เพศ” ในรูปแบบต่างๆ

นักท่องเที่ยวทั้งหลายในช่วงเวลานั้นแทบไม่ต่างจาก “ทอม” ตัวละครสมมุติในเพลงของคาราบาวที่หลงใหลน้องนางย่านพัฒน์พงศ์

แม้กระทั่งหนังสือนำเที่ยวหลายเล่มโฆษณาเชิญชวนในทำนองว่า “กรุงเทพมหานคร คือมหานครแห่งเซ็กซ์ และซ่องโสเภณีของโลก”

ทำให้รัฐไทยเสียหน้า และรู้สึกว่าต้องเร่งแก้ไขภาพลักษณ์นี้อย่างเร่งด่วน

อีกทั้งการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของ “โรคเอดส์” ที่พบผู้ป่วยจำนวนมากเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ใช้บริการทางเพศที่รับเชื้อจากหญิงโสเภณีแล้วไปแพร่เชื้อต่อสู่ครอบครัว ทำให้ประเทศไทยได้รับการเพ่งเล็งจากนานาชาติ

ทำให้ต้องยกเลิกกฎหมายเก่าที่เกี่ยวข้องกับโสเภณี คือพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503

และประกาศบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ที่ปรับกรอบการควบคุมและปราบปรามการค้าประเวณีใหม่

โดยกำหนดความผิดและบทลงโทษต่อการกระทำในลักษณะต่างๆ พร้อมวางมาตรการคุ้มครองและฟื้นฟูบุคคลที่เกี่ยวข้องในบางกรณี

การทำให้คนหายไปจากสายตา

กับสิทธิที่ยังมาไม่ถึง

ย้อนกลับไปในวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ก่อนที่เรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น จะเทียบฝั่งพัทยา ตำรวจปฏิบัติการพิเศษ สภ.เมืองพัทยาร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดชลบุรี รวมกว่า 20 นาย ลงพื้นที่กวาดจับผู้ค้าประเวณีในที่สาธารณะ

โดยมุ่งเน้นผู้ที่เดินเตร็ดเตร่ตามถนน พบผู้กระทำผิดจำนวนหนึ่ง เพื่อ “สร้างความสงบเรียบร้อยภายในพื้นที่” ก่อนที่พัทยาจะได้ต้อนรับกำลังพลสหรัฐในอีก 3 วันต่อมา

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า การกวดขันจะไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่จะเพิ่มความถี่และความเข้มข้นในการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เมืองพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ปลอดภัย มีระเบียบ และน่าเชื่อถือ

นับตั้งแต่การบังคับใช้พระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 จนมาถึงพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 ก็ไม่ได้ทำให้ปัญหาโสเภณีในไทยหมดสิ้นไปแต่อย่างใด ในทางกลับกัน กลับผลักไสผู้เลือกที่จะประกอบอาชีพนี้ให้เป็นคนชายขอบที่กระทำผิดกฎหมาย

ทำให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองเมื่อถูกล่วงละเมิดหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

จนทำให้เรามองย้อนไปได้ว่า การเก็บ “ภาษีบำรุงถนน” ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ยังมีความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ของผู้ประกอบอาชีพโสเภณีมากกว่าด้วยซ้ำ

เราไม่ถามตัวเองด้วยซ้ำว่า เมื่อเมืองพัทยาต้องต้อนรับทหารอเมริกัน เราต้องการสร้างภาพเมืองแบบไหนให้ปรากฏสู่สายตาต่างชาติ เรากำลังกวาดต้อนใครออกจากถนนของเรา เรากำลังทำให้ใครถูกทำให้ “มองไม่เห็น” อยู่หรือเปล่า

และเมื่อคนเหล่านั้นถูกทำให้เป็นผู้กระทำผิด พวกเขายังมีสิทธิอะไรเหลืออยู่?

ย้อนไปก่อนหน้านั้น ในช่วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC 2022) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีปรากฏการณ์ “APEC เปลี่ยนเมือง” หมายถึงการปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ของกรุงเทพมหานครเพื่อต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ทั้งทาสีขอบทางเท้า ฟุตปาธ เส้นจราจร และทางม้าลายใหม่ในเส้นทางสำคัญและบริเวณย่านธุรกิจ เพื่อความสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย

มีการรื้อถอนและจัดระเบียบเสาไฟริมถนน รวมถึงปรับปรุงภูมิทัศน์รอบทำเนียบรัฐบาล เพื่อฉายภาพความศิวิไลซ์ของไทยให้ชาวต่างชาติได้เห็น

แต่พอหลังจากแขกบ้านแขกเมืองกลับไป เราก็กลับมาอยู่กันแบบ “ไทยๆ” กันได้เหมือนเดิม

นี่คือตัวอย่างของวัฒนธรรมผักชีโรยหน้าของรัฐไทย

ไม่ต่างจากการกีดกันโสเภณีในพัทยาออกจากพื้นที่ของพวกเขา – รัฐไทยสามารถทำให้โสเภณีหายไปจากสายตาได้ชั่วครั้งคราว แต่ไม่สามารถทำให้หายไปได้ เพียงแค่การประกาศว่าผิดกฎหมาย

จากวันนั้นถึงวันนี้ แม้โสเภณีถูกระบุให้เป็นอาชีพที่ผิดกฎหมาย

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศไทยยังมีโสเภณีอยู่ และเมื่อผิดกฎหมายแต่ยังมีอยู่ ย่อมผลักดันให้โสเภณีไทยมีสถานะที่แปลกประหลาด คือผิดกฎหมายแต่มีอยู่จริง ถูกประณามแต่ก็สร้างรายได้ ถูกแอบซ่อนไว้แต่คนจะใช้บริการก็รู้ว่าจะใช้บริการได้ที่ไหน

นับเป็นความลักลั่นย้อนแย้งชนิดที่จะเดินหน้าต่อไปก็ไม่ได้ จะถอยหลังไปก็ไม่ไหว ติดขัดอยู่กลางโลกสมัยใหม่ที่ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเดินหน้าไปด้วยความรวดเร็ว

หลังจากเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ออกจากฝั่ง เรามารอดูกันว่า การกวดขันในเมืองพัทยาจะเข้มข้น ต่อเนื่อง ไม่หย่อนยานอย่างที่เจ้าหน้าที่บอกไว้หรือไม่ และพัทยาในบรรยากาศเดิมๆ จะกลับมาไวแค่ไหน

เหมือนที่ครั้งหนึ่งเคยสนธิกำลังตรวจเมืองพัทยาแล้วไม่พบโสเภณี พอๆ กันกับสิทธิของกะหรี่ที่ไม่มีอยู่จริง

ข้อมูลประกอบการเขียน

โล่งอกไปที! ตำรวจลุยตรวจ วอล์กกิ้งสตรีท พัทยา ไม่พบคนขายบริการ-ยาเสพติด.

https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_2596081

โสเภณีกับนโยบายของรัฐบาลไทย พ.ศ.2411-2503 / ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์ (Prostitution and the Thai government’s policy 1868-1960 / Dararut Mattariganond)

วาทกรรมว่าด้วยโสเภณีในสังคมไทยในยุคสมัยแห่งการพัฒนา (พ.ศ.2501-2539) / ธุวพล ทองอินทราช (Discourse on Prostitutes in Thai Society in Era of Development (B.E. 2501-2539) / Tuvapon Tong-intarach)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

อาคาเนะ พลิกตำนานวงการราคุโกะ
พัทยาไม่มีโสเภณี สิทธิกะหรี่ที่ไม่มีอยู่จริง
เส้นนำสายตา
ชาวนาไถนาปลูกข้าว
‘เหยื่อ กับ ผู้ล่า’
บ้านไหน
คุยกับทูต | เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งแห่งฤดูหนาว (2)
สุดท้าย “เหนือดวง”หรือ”วัดดวง” | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | การเมืองไทย ก้าวสู่ ก้าวใหม่ นับแต่ อาทิตย์ 13 กันยายน
ภัยพิบัติใหม่ถล่ม ‘เนปาล’
พระผงวัดวิเวกวนาราม บางน้ำเปรี้ยว ฉะเชิงเทรา ‘เจ้าคุณนรฯ’ อธิษฐานเข้ม
จัดระเบียบ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ ตั้งรับคลื่นลงทุนยุคใหม่ โจทย์ใหม่ที่รัฐบาลต้องรับมือ