หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
ในป่า ผมมีโอกาสอยู่ในช่วงเวลาที่สัตว์ผู้ล่าทำงานบ่อยๆ บางครั้งได้ยินเสียง บางครั้งการล่าเกิดขึ้นตรงหน้า ส่วนใหญ่นักล่าที่ผมมีโอกาสได้ร่วมในเหตุการณ์ คือหมาไน
ครั้งหนึ่ง ราว 9 โมงเช้า ขณะผมเฝ้ารออยู่ในซุ้มบังไพรริมลำห้วย มีวัวแดงโตเต็มวัยตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากด่านริมห้วย มันวิ่งผ่านกระทิง 6-7 ตัว ซึ่งกำลังพักผ่อน บางตัวนอน บางตัวยืน หมาไนสองตัววิ่งตามมา มันวิ่งหลบกระทิงที่ก้มหัวพยายามขวิด ดูเหมือนหมาไนจะสนใจแค่วัวแดงที่วิ่งหนีลงไปในลำห้วย และนั่นคือจุดจบของวัวแดง หมาไนตัวหนึ่งกระโดดกัดช่วงก้น ลากเนื้อบางส่วนออกมา อีกตัวกระโดดเข้ากัดลูกนัยน์ตา กระชากออกมาเช่นกัน
เสียงวัวแดงโหยหวน แทรกเสียงน้ำไหลกระทบแก่งหิน วัวแดงล้มลงบนเกาะเล็กๆ กลางน้ำ งานของนักล่าสำเร็จ สมาชิกในฝูงหมาไนทยอยวิ่งเหยาะๆ ตามออกมา
ถึงตอนเย็น ซากวัวแดงเหลือนิดหน่อย ชีวิตวัวแดงตัวหนึ่งสิ้นสุด งานเลี้ยงเริ่มต้น
อีกครั้งหนึ่ง กวางวัยรุ่นเดินเคียงข้างแม่ออกมาจากด่าน มันถูกฝูงหมาไนเข้าล้อม ตัวลูกถูกกัดล้มลง แม่ซึ่งหลบไปได้เดินเข้ามาดู สักพักก็จากไป
ครั้งแรกที่ผมมีโอกาสร่วมในช่วงที่นักล่าทำงาน คือการทำงานของเสือดาว มันไล่ลิงแสมออกมาจากด่าน วิ่งไปตามหาดทรายริมห้วย และคาบลิงมาได้ เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นการล่า และเห็นแววตาของนักล่าและเหยื่อ
แววตาอันทำให้รู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องน่าเวทนา มันคือการทำงานและความเป็นไปในป่า
ในฐานะของนักล่า ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมปริมาณสัตว์กินพืชให้อยู่ในสภาพสมดุล
ไม่ผิดนักหากจะพูดว่า เบื้องหลังคมเขี้ยว เมื่อการล่าสิ้นสุด ชีวิตก็เริ่มต้น
ในป่า มีชีวิตเกิดใหม่และมีชีวิตสิ้นสุดอยู่เสมอ นั่นหมายความว่า ผู้ล่ากำลังทำงานอยู่ตลอดเวลา
ส่วนใหญ่แล้วเรามองเห็นภาพของผู้ล่าในวินาทีที่มันกระโจน แต่นั่นคือขั้นตอนสุดท้าย การล่าเริ่มต้นนานกว่านั้นมาก ต้องซุ่มรอ ดมกลิ่น จากการประเมินว่าเหยื่อตัวไหนอ่อนแอ และระยะไหนเหมาะสมที่สุด
และที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นนักล่าที่ได้รับการออกแบบร่างกาย รวมทั้งมีทักษะเป็นเลิศเช่นไร การล่าส่วนใหญ่ไม่สำเร็จ
สิ่งที่เราเห็นจึงเป็นเพียงตอนจบของเรื่องราวที่มีความล้มเหลวซ่อนอยู่
นักล่าเรียนรู้จากความผิดพลาด สำเร็จเพราะการเริ่มต้นใหม่
สัตว์กินพืชผู้อยู่ในสถานภาพความเป็นเหยื่อก็เช่นกัน พวกมันไม่เพียงมีร่างกายและประสาทสัมผัสต่างๆ ที่ดี แต่การมีหัวใจอันไม่ยอมจำนนง่ายๆ นั้นทำให้งานของนักล่ายาก ไม่ว่าจะเป็นนักล่าชนิดใด ใช้วิธีการหรือเทคนิคแบบไหน
หมาไนดูเหมือนจะมีขนาดเล็ก ไม่มีเทคนิคมาก ใช้วิธีวิ่งไล่ล่าร่วมกันเป็นฝูง กระโดดเข้ากัด ทำให้เหยื่อสับสน ร่างกายขนาดเล็ก เมื่อร่วมกันทำงาน พวกมันจึงคล้ายเป็นนักล่าขนาดใหญ่ อันทำงานได้ผล

ในป่า ผู้ล่าเรียนรู้จากเหยื่อ, เหยื่อก็เรียนรู้จากผู้ล่า และวิถีของพวกมันคือบทเรียนที่สอนให้ผมรู้ว่า ไม่ว่าจะอยู่ในป่าหรือในเมือง มีการล่าเกิดขึ้นเสมอ
แต่การล่าในเมืองดูจะซับซ้อนกว่า และอย่างที่เรารู้ ผู้ล่าในเมืองมักจะไม่เปิดเผยตัว และอาจมาในรูปแบบของคนที่ยื่นมือมาให้ด้วยซ้ำ
อีกนั่นแหละ เมื่อเห็นวิถีในป่า มีโอกาสอยู่ในช่วงเวลาที่นักล่าทำงาน ผมรู้สึกได้ว่าบางทีคนเราเป็นทั้งสองอย่าง ในบางช่วงของชีวิต เราอาจเป็นผู้ล่า ในอีกช่วงหนึ่ง เราอาจเป็นเหยื่อ
คนเราสามารถสร้างเหตุผลให้กับการล่าได้แทบทุกชนิดอาจเพราะเหตุนี้ ในเมืองจึงมีผู้ล่าที่น่ากลัวกว่าผู้ล่าในป่า
เพราะผู้ล่าในเมืองสามารถทำให้เหยื่อไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกล่า
ในป่า ผู้ล่าไม่ได้มีหน้าที่เพียงฆ่า การฆ่าเป็นส่วนหนึ่งของการหมุนเวียนชีวิต ซากของเหยื่อไม่ได้สิ้นสุดลงพร้อมกับความตาย มันกลายเป็นอาหารของสิ่งอื่น กลายเป็นสารอาหาร กลับคืนสู่ดิน กลับไปสู่ต้นไม้ และในที่สุดกลับมาเป็นชีวิตอีกครั้ง ความตายในป่าจึงไม่ใช่จุดจบ มันเป็นการส่งต่อ สิ่งหนึ่งสิ้นสุดเพื่อให้อีกสิ่งหนึ่งเริ่มต้น นี่คือความจริงของ “เหยื่อกับผู้ล่า”
บทเรียนจากนักล่าในป่าไม่ได้สอนวิธีการล่าให้เก่ง
แต่คือการรู้ว่า เมื่อใดที่ไม่จำเป็นต้องล่า
รู้วิธีการใช้คมเขี้ยวที่มีให้ถูกเวลาเป็นคุณสมบัติหนึ่งของการเป็นนักล่า รู้ว่าเมื่อใดควรล่า เมื่อใดควรหยุด
และเมื่อใดควรปล่อยให้ชีวิตอื่นได้ใช้ชีวิตต่อไปในป่าผืนเดียวกัน…
