ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
เคยได้ยินคำว่า “เส้นนำสายตา” ไหมครับ
เป็นภาษาในวงการช่างภาพ ที่หมายถึงเส้นหรือแนวที่อยู่ในภาพที่จะนำสายตาเราไปยังจุดสำคัญของภาพ
อย่างเช่น เราจะถ่ายภาพคนที่ยืนอยู่กลางถนน
ถนนที่เริ่มกว้างจากด้านล่างของภาพแล้วค่อยๆ แคบเข้าไปหาคนที่ยืนอยู่ไกลๆ
สายตาของเราจะวิ่งตามถนนเข้าไปหาคนนั้นโดยอัตโนมัติ
“ถนน” จึงเป็น “เส้นนำสายตา”
ผมนึกถึงคำนี้ตอนที่ฟังคุณแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ให้สัมภาษณ์นักข่าวถึง “กรอบ” การพิจารณาคดีโกง ส.ว.
เขาอธิบายเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ไว้ 3 ข้อ
1. ต้องเป็นการกระทำของผู้สมัคร หรือผู้สมัครรู้เห็นการกระทำของบุคคลอื่น
2. การกระทำนั้นต้องเป็นการทุจริต เช่น จ้างให้สมัคร ซื้อเสียง แลกคะแนน หรือให้ประโยชน์
3. ต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม
หากครบทั้ง 3 ข้อ กกต.จึงยื่นศาลฎีกา
มีคนตั้งข้อสังเกตว่า “กรอบ” แบบนี้มีเป้าหมายคือ ตัด “คนนอก” ที่ไม่ใช่ “ผู้สมัคร” ให้พ้นผิด
ต่อมามีนักกฎหมายหลายคนบอกว่า “กรอบ” ที่ “แสวง” ให้สัมภาษณ์นั้นไม่ถูกต้อง
เพราะใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. มาตรา 62 ใช้คำกว้างกว่านั้น
…“ผู้สมัครหรือผู้ใด” กระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น
ไม่ได้จำกัดว่าผู้ถูกร้องต่อศาลต้องเป็นผู้สมัครเท่านั้น
ตอนแรกที่อ่านข่าว ผมก็ชื่นชมในทางลบว่าคุณแสวงเก่งจริงๆ
สมควรแล้วที่ผ่านการประเมินผลจาก กกต.
ทำงานคุ้มมาก
จากนั้นไม่นาน คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ก็มาเปิดเอกสารอนุกรรมการชุดที่ 36
เขาบอกว่าในการประชุมครั้งที่ 3/2568 นายอนุชา จันทร์สุริยา กรรมการฯ ที่ทำหน้าที่เหมือนประธานในที่ประชุม
เพราะแสดงบทบาทนำการประชุมมากกว่าประธานตัวจริง
“อนุชา” เสนอกำหนดกรอบการพิจารณา กรณีกรรมการบริหารพรรค ส.ส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไปช่วยเหลือผู้สมัคร ส.ว.
เขาตีกรอบ 4 ข้อ กรณีผู้สมัครยอมให้ฝ่ายการเมืองช่วย ตามวรรคสองของมาตรา 76 คือ
1. ผู้กระทำผิดต้องเป็นผู้สมัคร
2. มีการช่วยเหลือจากฝ่ายการเมือง
3. ยินยอมรับการช่วยเหลือ
4. มีเจตนาเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น ส.ว.
สังเกตไหมครับว่า “กรอบ” ที่กำหนดมาเอื้อประโยชน์ให้กับ “คนนอก”
เพราะคนกระทำผิดต้องเป็น “ผู้สมัคร”
และเป็น “ผู้สมัคร” ที่ยินยอมรับความช่วยเหลือ และลงคะแนนให้ตัวเองเพื่อแสดงเจตนาว่าเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น ส.ว.
ถ้ามีชื่ออยู่ในโพย แต่อ้างว่า “ไม่รู้เรื่อง”
แบบนี้ “รอด”
เช่นเดียวกับ “กลุ่มพลีชีพ” ที่รับจ้างมาเพื่อโหวตให้คนอื่น โดยไม่ลงคะแนนให้ตัวเอง
เขาอาศัยภาษากฎหมายที่คนทั่วไปอ่านแล้วจะงงๆ เป็น “ม่านควัน” อำพรางเป้าหมายแท้จริง
สรุป “เรื่องยาก” ให้เป็น “เรื่องง่าย”
แต่เป็น “เรื่องไม่จริง”
คําว่า “เหตุผล” นั้น “เหตุ” มาก่อน “ผล”
แต่ถ้าเราปักธงแล้วว่าอยากให้ “ผล” เป็นอย่างไร
“ผล” จะมาก่อน “เหตุ” เสมอ
กรณีนี้ก็เช่นกัน คุณแสวงและคุณอนุชาถูกมองว่าเหมือนมี “เป้าหมาย” อยู่ในใจ
จากนั้นก็กำหนด “กรอบ” ขึ้นมาเป็น “เส้นนำสายตา”
เส้นหรือแนวทางนั้นจะนำสายตาของคนมองไปยัง “เป้าหมาย”
ตอนที่คุณแสวงให้สัมภาษณ์ ผมอดคิดเป็น “กลยุทธ์” ทางการเมืองไม่ได้
ในขณะที่ข้อมูลข่าวสารในช่วงที่ผ่านมาทำให้คนส่วนใหญ่เริ่มเชื่อว่า แล้วว่ามีขบวนการโกง ส.ว.เกิดขึ้นจริง
เพราะถ้าดูจากภาพใหญ่ตั้งแต่เห็นการเลือกผู้สมัครตามหมายเลขที่ตรงกับ “โพย”
เขียนเลขเหมือนกันหมดแบบที่นักคณิตศาสตร์บอกว่าเกิดขึ้นได้ยากมาก
ยิ่งกว่าถูกรางวัลที่ 1
และมีข้อมูลหลักฐานตั้งแต่การเกณฑ์คนไปลงสมัคร ส.ว. จนถึงการนัดมาที่โรงแรมเพื่อทำโพย
มีหลักฐานทั้งพยานบุคคลและทางนิติวิทยาศาสตร์ คือสัญญาณโทรศัพท์
มีรถรับส่งจากโรงแรมไปสถานที่เลือกตั้ง
มีเส้นเงินที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ
พอหลักฐานชัดเจนจนยากจะเปลี่ยนแปลงความรู้สึกทางสังคม
เขาก็ใช้วิธีการสร้าง “กรอบ” ทางกฎหมายขึ้นมาเพื่อให้คนยอมรับ “กรอบ” ในการพิจารณาคดี
ชี้นำสายตาทั้งนักข่าวและประชาชน
เพราะต่อให้เรารู้สึกว่ามีการโกง ส.ว. แต่ถ้าไม่เข้า “กรอบ” ทางกฎหมาย
กกต.ก็มีเหตุผลที่จะไม่ส่งฟ้องศาล
แต่บังเอิญที่มีคนรู้ทัน และนักกฎหมายออกมาท้วงติงก่อน
“เส้นนำสายตา” ที่สร้างขึ้นมาจึงกลายเป็น “ภาพลวงตา”
และยิ่งทำให้คนรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากลขึ้นเรื่อยๆ
วันที่ 14 กันยายนนี้ กกต.จะตัดสินคดีนี้ว่าจะส่งฟ้องศาลกี่คน
หรือไม่ส่งฟ้องเลย
ก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่เชื่อว่า กกต.จะยกฟ้องทั้งหมดตามมติอนุกรรมการชุดที่ 36
แต่พอมีการเปิดโปงข้อมูลออกมาเรื่อยๆ จนชัดยิ่งกว่าชัด
มีข่าวว่า กกต.จะเลือก “ทางสายกลาง”
คือ ส่งฟ้องบ้าง
ทั้ง “ปลาซิวปลาสร้อย“ ที่พร้อมเสียสละ
หรือ ส.ว.บางคนที่หลักฐานชัดเจน
แต่จำนวน ส.ว.ที่ส่งฟ้องต้องไม่มากเกินไป
ให้เหลือในสภาฯ เกิน 100 เสียง
ยังกุมเสียงส่วนใหญ่ได้
และรักษาจำนวนเสียงที่สามารถคัดค้านไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญ
ตอนนี้กรรมการ กกต.คงคิดใคร่ครวญอย่างหนัก
เพราะการตัดสินใจครั้งนี้มีผลต่อชะตาชีวิตในอนาคตของแต่ละคน
มีบทเรียนจาก กกต.ในอดีตที่ติดคุกมาแล้ว
มีบทเรียนจากกรณี “ชั้น 14” ที่ข้าราชการระดับสูงหลายคนยอมทำผิดกฎระเบียบ เพราะเชื่อในคำยืนยันของ “ผู้ใหญ่”
แต่พอลมการเมืองเปลี่ยนทิศ
ทุกคนก็ต้องรับชะตากรรมโดยไม่มีใครช่วยได้
กกต.แต่ละคนก็อายุมากแล้ว
ไม่ควรจะมาลำบากในบั้นปลาย
ใครเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนต้องเตือนท่านหน่อย
อย่าเชื่อในคำรับประกันของใครก็ตาม
เพราะพอถึงเวลาภัยมา ทุกคนจะหายวับไปกับตา
“สุจริตคือเกราะบัง ศาสตร์พร้อง”
มีแต่ “ความสุจริต” เท่านั้นที่จะช่วยเราได้
เชื่อ “ความสุจริต” เถอะครับ
อย่าเชื่อ “คนอื่น”
