| สุจิตต์ วงษ์เทศ
ชุมชนแต่ก่อนมีเพลงร้องเล่น (อายุนานมากนับไม่ได้) เกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์ในเดือน 6 โดยเปรียบหญิงเป็นครก ส่วนชายเป็นสาก เมื่อสากตำข้าวในครกเสมือนสากสอดใส่ครก หมายถึงอวัยวะเพศชายสอดใส่อวัยวะเพศหญิง จะมีน้ำอสุจิซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเกิด ทำให้มีความเจริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ (คือ ข้าวปลาอาหาร) ดังนี้
เดือนห้า ขึ้นเดือนหก
ให้น้องเตรียมครก พี่จะยกสากมา
เดือน 6 หมายถึงเดือนลำดับที่ 6 ของปีนักษัตร ตามปฏิทินจันทรคติ (เมษายน-พฤษภาคม) เป็นช่วงเวลาเริ่มมีฝนตก เข้าฤดูกาลผลิตใหม่ เป็นสัญญาณชาวนาลงมือไถนาเตรียมดินปลูกข้าว โดยต้องไถทิ้งระยะห่างกันซ้ำที่เดิมอย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อทำดินให้ร่วนซุยเหมาะสำหรับการงอกแล้วงามของเมล็ดข้าว

นาตาแฮก
ชุมชนหลายแห่งก่อนทำนาจริงต้องทำนาจำลอง ในคำลาวเรียกนาตาแฮก (คำไทยคือ นาตาแรก)
บนหน้าผาหมอนน้อย (อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี) เป็นพื้นที่เฮี้ยน มีภาพเขียนอายุประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว เป็นรูปต่างๆ บอกเล่าเรื่องราวการทำนา
เมื่อเทียบเคียงภาพลักษณะเดียวกันซึ่งพบทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์โบราณ ก็ชวนให้น่าเชื่อว่าภาพนี้เป็นรูปพิธีนาตาแฮกของบรรพชนหลายพันปีมาแล้ว แต่ผีขวัญบรรพชนยังดำรงวิถีเป็นปกติเหมือนเมื่อยังไม่ตายอยู่ในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งจับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น จึงมีเงาของผีบรรพชนแบบเหนือธรรมชาติไม่เหมือนคนจริง เพราะทั้งหมดเป็นเงาของผีขวัญของบรรพชน
โดยรวมของภาพเขียนบนเพิงผาหมอนน้อยเป็นพิธีนาตาแฮก (ต้นแบบพิธีแรกนาขวัญในปัจจุบัน) คือนาจำลองใช้ทำพิธีก่อนลงมือทำนาจริง มีคำอธิบายของ จิตร ภูมิศักดิ์ ดังนี้
“ชาวนาแต่ก่อน เมื่อจะลงมือดำนาจะต้องสร้างนาจำลองขนาดสักหนึ่งตารางเมตรขึ้นก่อน แล้วดำกล้าลงในนานั้นห้าหกกอ นาจำลองนั้นเรียกว่าตาแรก หรือตาแฮก (ตา=ตาราง ; แรก คือแรกเริ่มดำ) ถ้าบำรุงข้าวในนาตาแรกนั้นได้งาม ข้าวในนาทั้งหมดก็จะงามตามไปด้วย”
[จากหนังสือ สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนสมัยศรีอยุธยา สำนักพิมพ์ไม้งาม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2526 หน้า 350]
ต้นข้าวในภาพเขียนเป็นกอข้าวหรือกกข้าวกลุ่มแรกหรือกกแรก ตามประเพณีลาวเรียก “ปักกกแฮก” (ปักกกแรก) ในนาตาแฮก มีการจัดระเบียบเป็นแถวเป็นกลุ่มคล้ายนาดำ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีจากจีน
นาดำ เป็นนาที่ปลูกข้าวโดยการถอนต้นกล้าไปปลูกในนาจริงที่เตรียมไว้ (ดำ เป็นคำกริยา แปลว่า มุดลงไป, ดำนา หมายถึงใช้นิ้วหัวแม่มือกดโคนต้นกล้าที่มีรากติดอยู่ให้ปักลึกมุดดินโคลนเลนซึ่งเป็นพื้นที่เตรียมไว้แล้ว ส่วนต้นกล้าคือต้นอ่อนของข้าวที่เพาะไว้ล่วงหน้าสำหรับใช้ดำนา) แต่ที่สำคัญคือนาดำต้องรู้เทคโนโลยีก้าวหน้า ได้แก่ การทดน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงต้นกล้าให้เติบโตเป็นต้นข้าวแข็งแรงมีเมล็ดข้าวหนาแน่นติดรวง ซึ่งส่งผลให้สังคมมีการจัดตั้งองค์กรเข้มแข็ง
(มีอธิบายเพิ่มอีกมากในหนังสือ ความไม่ไทยของคนไทย ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ.2559 หน้า 34-40)

“บุญกลางบ้าน” เลี้ยงผีบ้าน
บุญกลางบ้าน ปัจจุบันหมายถึงทำบุญเลี้ยงพระกลางหมู่บ้านเพื่อสะเดาะเคราะห์ เดือน 6 ต่อเนื่องเดือน 7 (ราวพฤษภาคม) กำหนดเวลาไม่ตายตัว โดยขึ้นกับหมู่บ้านจะนัดหมายกัน เพราะเป็นงานเฉพาะชุมชนหมู่บ้าน
เช้า นิมนต์พระสงฆ์สวดมนต์ฉันเช้า เสร็จแล้วเอากระทงเครื่องเซ่นไปพลีไว้ที่ใดที่หนึ่งของหมู่บ้าน เช่น ทางสามแพร่ง ฯลฯ
บุญกลางบ้านมีต้นเค้าหรือรากเหง้าเก่าแก่จากพิธีเซ่นผีบ้านบริเวณลานกลางบ้าน (ซึ่งเป็นศูนย์กลางพิธีกรรมของชุมชนดั้งเดิมเริ่มแรก ราว 3,000 ปีมาแล้ว) แต่ชุมชนปัจจุบันอาจเรียกต่างไป เช่น บุญเบิกบ้าน, บุญซำฮะ ฯลฯ
บุญเลี้ยงบ้าน บุญซำฮะ (คือบุญชำระ) เป็นชื่อเรียกบุญประจำเดือน 7 ในฮีต 12 (แม้จะเป็นงานบุญประจำเดือน 7 แต่บางแห่งก็จะเลื่อนมาจัดร่วมหรือติดๆ กันกับบุญบั้งไฟ เดือน 6 ก็มี) แต่ชาวบ้านอีสานรวมทั้งกลุ่มผู้ไท, ญ้อเรียกแตกต่างกันอีกหลายชื่อ เช่น บุญเบิกบ้าน, บุญเลี้ยงบ้าน ฯลฯ เกี่ยวข้องกับความเชื่อผีปู่ตาและบือบ้าน [อ.สมชาย นิลอาธิ (จ.มหาสารคาม) ลงพื้นที่ร่วมงานบุญ แล้วมีรายงานพร้อมรูปถ่าย] ดังต่อไปนี้
หลักบ้านของผีปู่ตา หรือเจ้าปู่ ตั้งอยู่ริมหมู่บ้าน มีข้อห้ามหลายอย่างในบริเวณที่กำหนดให้เป็นที่ดินของเจ้าปู่ และเป็นเจ้าของผู้รักษาทั้งต้นไม้และสัตว์ทุกชนิดจนหนาทึบเป็นป่าปู่ตา หรือดอนปู่ตา ซึ่งมักเรียกกันว่าหลักบ้าน
บือบ้านอยู่กลางชุมชน โดยมีหมอสูด (สูตรสวด) เป็นผู้ทำพิธีตอกหลักเสาไม้เป็นสัญลักษณ์ไว้ เรียกว่า บือบ้าน (สะดือบ้าน) หรือหลักบือบ้าน ปกติจะเป็นบริเวณลานดินกว้างใช้ประโยชน์ร่วมกันในหลายๆ โอกาส โดยเฉพาะในงานบุญซำฮะ
เสาหลักไม้ที่ปักอยู่ในลานกว้างกลางบ้านคือสัญลักษณ์ศูนย์กลางร่วมของชุมชน ทำพิธีกรรมเลี้ยงบ้านประจำปี แต่เดิมชาวบ้านจะช่วยกันทำความสะอาดสถานที่และสร้างตูบผาม (ปะรำ) ชั่วคราว เพื่อเป็นที่พักร่มทำพิธีกรรมที่มักเรียกภายหลังว่า ศาลากลางบ้าน
โดยจัดเตรียมเครื่องพิธีต่างๆ เพื่อวางบูชาอย่างน้อย 5 แห่ง คือ เครื่องพิธีสำหรับเสาหลักบือบ้าน และเครื่องทำพิธีสำหรับวางไว้ 4 ทิศ รอบหมู่บ้าน ซึ่งบางแห่งก็จะวางไว้ตามทางแยกริมๆ หมู่บ้านก็มีบ้าง
เตรียมหินกรวดและทรายเข้าในบริเวณบ้านหรือหลังคาเรือนให้เกิดเสียงขับไล่ผีร้าย แล้วขึงโยงฝ้ายสายสิญจน์อ้อมโยงไปตามหลังคาเรือนต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกหลังคาเรือน หรือโยงอ้อมรอบหมู่บ้านเพื่อเป็นสัญลักษณ์การร่วมพิธีกรรมที่จะขับไล่ผีร้าย และสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ที่จะเข้ามาในหมู่บ้าน
เครื่องพิธีสำคัญคือ ขันห้า มีดอกไม้ 5 คู่ และเทียนขี้ผึ้ง 5 คู่ สำหรับหมอสูดใช้ทำพิธีเกี่ยวกับผีวิญญาณทั้งผีดีและผีร้าย
พิธีกรรมเลี้ยงบ้านหรือเลี้ยงกลางบ้านมีสูด (สวด) มุงคุล โดยหมอสูดในตอนเย็น-ค่ำ 3 วันติดต่อกัน เมื่อยอมรับศาสนาพุทธแล้วจึงมีการนิมนต์พระสงฆ์สวดพุทธมนต์เย็น 3 วัน
หลายแห่งจะปรับการสร้างตูบผามชั่วคราวให้ถาวรด้วยการยกพื้นต่างระดับคล้ายจะเลียนแบบหอแจกคือศาลาการเปรียญในวัดจนเรียกว่าศาลากลางบ้าน
รุ่งเช้าของวันที่ 4 ชาวบ้านร่วมถวายจังหันที่บริเวณหลักบือบ้าน จากนั้นร่วมขบวนกันไปตบประทายรอบๆ หมู่บ้าน และตามสี่แยก และให้ไปจบสุดที่บริเวณศาลปู่ตา ซึ่งตอนนี้จะมี “ควายจ่า” หรือ “ควายฮ้า” เข้าร่วมเล่นถวายบูชาเจ้าปู่ตา ร่วมกับชาวบ้านตบประทายด้วย แล้วจบพิธีบุญเบิกบ้านด้วยการถวายเพลพระ
เครื่องพิธีบุญเบิกบ้าน แต่เดิมทำกระทง 9 ห้องด้วยกาบกล้วย ในแต่ละห้องปั้นดินเหนียวรูปคนและสัตว์ มีวัวควายใส่ไว้โดยไม่กำหนดจำนวน ทางภาคกลางเรียกตุ๊กตาเสียกระบาน ต่อภายหลังจึงเปลี่ยนมาใช้กาบกล้วยปาดแทงเป็นรูปคนสัตว์แทนดินเหนียว
ตุ๊กตาเสียกระบาน หมายถึงรูปจำลองคนและสัตว์ตามจำนาวนในครอบครัว ใส่ในกะบานผีในงานเลี้ยงผีบ้าน เพื่อขอความคุ้มครองจากผีร้าย
สิ่งอื่นๆ ที่จัดใส่ในกระทง 9 ห้อง มี เหมี้ยว, หมากคำ, ยากอก, ข้าวขาว, ข้าวดำ, ข้าวแดง, พริก, เกลือ, ปลาแดก, หอม, กระเทียม เป็นต้น
ชาวบ้านทยอยกันไปร่วมพิธีพร้อมเครื่องพิธีมีขัน 5 บูชาหลักบือบ้านและบูชาพระพุทธรูป แต่ละครอบครัวเตรียมหินย่อย, หินกรวด, หินแลง, หรือทราย แล้วแต่จะหาได้ของใครของมันมาวางไว้รอบๆ พื้นหลักบือบ้าน
เมื่อเสร็จพิธีบุญแล้ว ต่างนำหินและทรายไปหว่านที่ประตูรั้วบ้านหรือหน้าบันไดเรือนของตน
