
LE SSERAFIM เดบิวต์เข้าสู่วงการเพลงเค-ป๊อปด้วยการปล่อยอีพีที่มีชื่อว่า Fearless ในวันที่ 2 พฤษภาคมปี 2022
โดยอีพีแรกของวงสร้างสถิติด้วยยอดพรีออเดอร์เกือบ 4 แสนก๊อบปี้ภายใน 16 วันก่อนวางจำหน่ายจริง
ส่วนวันแรกที่อีพีวางจำหน่ายก็สร้างยอดขายได้เกือบ 2 แสนก๊อบปี้
สถิติทางยอดขายที่สูงระดับนี้บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า LE SSERAFIM เป็นเกิร์ล กรุ๊ป ที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่นมากๆ
ซึ่งต้องยกเครดิตให้กับทาง Hybe Corporation ค่ายแม่ของ Source Music ที่มี บังชีฮยอก เป็นผู้คุมบังเหียนในการคัดเลือกศิลปินในสังกัด
และ LE SSERAFIM ก็ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่แสนงดงามของชายผู้ที่ได้ชื่อว่าร่ำรวยและมองเกมขาดที่สุดในวงการเพลงเค-ป๊อปคนนี้

บังชีฮยอก เคยเป็นนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ของค่าย JYP มาก่อน
นามปากกาที่เขาใช้ในวงการคือ Hitman Bang และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศิลปินเค-ป๊อปในยุคแรกๆ ของค่าย JYP อย่าง เรน และ g.o.d.
ซึ่งพอบังชีฮยอกออกมาตั้งค่ายเพลง Big Hit Entertainment ในปี 2005 เขาต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเองอยู่พักใหญ่เพราะต้องแก้ปัญหาเรื่องการเงินในบริษัทที่ทำให้ Big Hit เกือบล้มละลายในปี 2007
เพราะในขณะนั้น บังชีฮยอกยังไม่สามารถสร้างศิลปินหรือไอดอลที่จะมาแข่งกับ 3 ค่ายยักษ์ใหญ่ของวงการเพลงเค-ป๊อปอย่าง SM, YG และ JYP ได้
การค้นพบสมาชิกทั้ง 7 คนของวง BTS และการวางแผนระยะยาวในการผลักดันให้บอย กรุ๊ป วงนี้ไปได้ไกลจนกลายเป็นกลุ่มศิลปินไอดอลชายที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกได้ก็ต้องใช้เวลาเช่นกัน
คอนเซ็ปต์ของวง BTS ทั้งในเรื่องภาพลักษณ์และสไตล์ดนตรีผ่านการปรับเปลี่ยนอยู่หลายครั้งจนทำให้ BTS ที่เกือบจะไปไม่ถึงดวงดาวในช่วงเริ่มต้นกลายเป็นกลุ่มศิลปินที่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันให้วัฒนธรรมเค-ป๊อปปักหมุดหมายได้อย่างแข็งแกร่งในวงการเพลงป๊อปร่วมสมัยยุคปัจจุบัน
และบังชีฮยอกก็ใช้กลยุทธ์เดียวกันนี้กับวง LE SSERAFIM ด้วย

ชื่อของ เกิร์ล กรุ๊ป วงนี้อ่านออกเสียงได้ 3 แบบคือ เลอเซราฟิม, เลเซราฟิม, ลือเซราฟิม และถึงแม้ว่าชื่อวงจะคล้ายกับชื่อยาปฏิชีวนะชอบกลแต่มันก็แฝงกิมมิกที่น่าสนใจเอาไว้ด้วย
อย่างแรกเลยก็คือ LE SSERAFIM เป็นชื่อแบบ Anagram ซึ่งหมายถึงคำที่ได้จากการสลับตัวอักษร
ซึ่งถ้าอ่านจากด้านหลังไปหน้า IM คือ I’m ถัดมา ERAF คือ Fear และ LE SS คือ Less เมื่อนำมารวมกันแล้วจะอ่านว่า I’m Fearless ที่ชี้ให้เห็นถึงความกล้าหาญที่เต็มไปด้วยความมั่นใจไม่หวั่นไหวกับอันตรายใดๆ
นอกจากนี้ ชื่อวงก็ยังอ่านออกเสียงได้ตามคำว่า LES SERAPHIM ที่หมายถึงทูตสวรรค์หรือนางฟ้า 6 ปีกซึ่งเป็นทูตสูงสุดของสรวงสวรรค์ด้วย
โดยสมาชิกวงก็มีอยู่ 6 คนเท่ากับจำนวนปีกของนางฟ้าซึ่งประกอบไปด้วย แชวอน, ซากุระ, ยุนจิน, คาซึฮะ, การัม และ อึนแช แต่ในภายหลัง การัมถูกตัดออกจากวงไปเพราะข่าวฉาวเรื่องบูลลี่เพื่อนในสมัยเรียน
โดยแชวอน และซากุระ เป็นอดีตสมาชิกวง IZ*ONE ที่ยุบวงไปในปี 2021 โดยทั้งคู่รวมถึงยุนจิน เคยเป็นเด็กฝึกจากรายการ Produce 48
ในขณะที่คาซึฮะ เคยเรียนอยู่ที่สถาบันบัลเล่ต์แห่งชาติของประเทศเนเธอร์แลนด์ รวมถึงสถาบันสอนบัลเล่ต์ระดับโลกอย่าง Boishoi Academy ที่รัสเซียและ Royal Ballet School ของสหราชอาณาจักรด้วย
LE SSERAFIM เพิ่งปล่อยอัลบั้มเต็มชุดแรกที่มีชื่อว่า UNFORGIVEN ออกมาเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา
โดยนำบางเพลงจากอีพี 2 ชุดแรกอย่าง Fearless และ Antifragile มารวมกับเพลงใหม่ มีเพลงรวมทั้งสิ้น 13 แทร็กด้วยกัน
โดย The World Is My Oyster เป็นเพลงแนวเทคโนแดนซ์ติดกลิ่นอินดัสเทรียลที่กล้าหาญเหมือนชื่อวง Fearless เป็นเพลงป๊อปแดนซ์ที่ดีไซน์ภาคริธึ่มในสไตล์ฟังก์กี้, เทคโน/เฮาส์ และฮิปฮอป
Blue Frame โดดเด่นด้วยจังหวะเบสและเสียงร้องใสๆ ของสมาชิกวงแต่ละคน เพลงนี้มีกลิ่นอายของดนตรีเอซิดแจ๊ซ (Acid Jazz) ค่อนข้างชัด
โดยสไตล์ดนตรีทั้งในแนวเทคโน, ฟังก์กี้, เฮาส์, ฮิปฮอป ไปจนถึงเอซิดแจ๊ซ ที่มีการบันทึกเสียงในระดับยอดเยี่ยมของทั้ง 3 เพลงเป็นการนำเพลงเก่าจากอีพีชุดที่ผ่านมามาทำใหม่ในเวอร์ชั่นปี 2023
ไม่มากก็น้อยสไตล์ดนตรีของวง LE SSERAFIM ในอัลบั้มเต็มชุดแรกนับว่าปฏิวัติวงการเพลงเค-ป๊อปพอสมควร
นี่คืองานเพลงที่ขยับขยายขอบเขตของดนตรีเค-ป๊อปยุคใหม่ให้กว้างมากขึ้นเพื่อเปิดพื้นที่ที่นับว่ากว้างอยู่แล้วของเค-ป๊อปให้เพิ่มมากขึ้นไปอีก
อัลบั้มชุดนี้เปิดโอกาสความเป็นไปได้ใหม่ๆ สำหรับวัฒนธรรมป๊อปร่วมสมัยที่ในปัจจุบันมีดนตรีเค-ป๊อปเป็นรากฐานที่มั่นคงและสำคัญ
ส่วนเพลงอื่นๆ ในอัลบั้มชุดนี้เรียกได้ว่าถ้าหากจะตัดออกมาเป็นซิงเกิลก็สามารถทำได้ทุกเพลง เพราะมาตรฐานของเพลงแต่ละเพลงถือว่าสูงมาก
ไม่ว่าจะความเป็นเพลงป๊อปติดหูหรือว่าคุณภาพของงานโดยรวมไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาของเพลง, การบันทึกเสียง, สไตล์ดนตรีที่หลากหลาย ไปจนถึงความสามารถในการร้องเพลงของสมาชิกทุกๆ คน
ซึ่งก็รวมถึงการออกแบบท่าเต้นที่จัดเต็มทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์และความสวยงามลงตัวเมื่อเต้นกันเป็นทีม
The Hydra เป็นเพลงอิเล็กทรอนิกส์/อินดัสเทรียลจเบสหนักๆ ที่มิกซ์กับดนตรีเบรกบีตได้ลงตัวมาก โดย The Hydra และ The World Is My Oyster มีแนวเพลงที่ใกล้เคียงกับวงแนวอิเล็กโทรป๊อปและเทคโนอย่าง Perfume ของประเทศญี่ปุ่นอยู่ไม่น้อย
Antifragile เป็นเพลงที่อาจไม่ติดหูนักจากการฟังครั้งแรกเพราะการร้องแบบย้ำคำและทำนองเพลงที่เน้นลูกเล่นดนตรีมากกว่าเมโลดีแต่เมื่อฟังบ่อยเข้าจะพบว่านี่คือเพลงป๊อปที่ไม่ธรรมดา
ส่วน Impurities เป็นเพลงป๊อปจังหวะอาร์แอนด์บีที่แบ่งพาร์ตการร้องในแต่ละท่อนได้ดีมากๆ
Burn the Bridge เป็นเพลงที่ผสมดนตรีป๊อป, ร็อก และดรัม แอนด์ เบส ได้อย่างน่าฟังและโดดเด่นด้วยการร้องเสียงประสาน
ส่วน UNFORGIVEN นับว่าเป็นเพลงเอกของอัลบั้มได้เลยเพราะการได้ ไนล์ ร็อดเจอร์ มือกีตาร์แนวฟังก์, ดิสโก้ และโซล ระดับตำนานแห่งวง Chic มาฟีเจอริ่ง
ส่วนคอหนังเคาบอยฟังเพลงนี้แล้วน่าจะคุ้นหูกับเสียงเครื่องเป่าที่นำมาใช้ประกอบอยู่ไม่น้อยเพราะมันคือทำนองเดียวกับสกอร์ประกอบหนังเรื่อง The Good, The Bad and the Ugly ที่แต่งโดย เอนนิโอ มอร์ริโคเน ส่วนมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ถ่ายทำในประเทศไทย ส่วนทีมงานเบื้องหลังก็เป็นคนไทยด้วย
UNFORGIVEN เป็นอัลบั้มที่ยากจะหาคำมาจำกัดแนวเพลง เพราะมันประกอบไปด้วยองค์ประกอบของดนตรีหลากหลายแนวทางไล่ตั้งแต่เทคโน/แดนซ์, เรโทรป๊อปจากยุค 60 และ 70 ไปจนถึงเพลงอะคูสติกและโพสต์/บริตป๊อป (เห็นได้ชัดในเพลง Fearnot (Between You, Me and the Lamppost) และ Flash Forward)
LE SSERAFIM เป็นตัวอย่างที่ดีของเกิร์ล กรุ๊ป ยุคใหม่ที่เข้ามายกระดับดนตรีป๊อปร่วมสมัยให้ก้าวไกลไปอีกระดับ
นี่คืองานเพลงที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการทำงานกันเป็นทีมทั้งคนทำงานเบื้องหน้าและเบื้องหลัง
ส่งผลให้คอนเซ็ปต์ที่วางเอาไว้อย่างเป็นระบบผลิดอกออกผลออกมาเป็นอัลบั้มเค-ป๊อปที่ดีที่สุดชุดหนึ่งในเวลานี้
ป.ล. อัลบั้ม UNFORGIVEN มียอดขายสูงกว่า 1 ล้านสองหมื่นก๊อบปี้ในวันแรกที่วางจำหน่าย ส่งผลให้ LE SSERAFIM สร้างสถิติใหม่ด้วยการเป็นเกิร์ล กรุ๊ป ที่ทำยอดขายอัลบั้มในวันแรกสูงสุดในระวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นสถิติในระดับเดียวกับอัลบั้ม Born Pink ของวง BLACKPINK ทำได้ด้วยยอดขายราวๆ 1 ล้านหนึ่งหมื่นก๊อบปี้ในวันแรกที่วางจำหน่าย
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
