
รายงานพิเศษ
อิสราชัย จงภัทรนิชพันธ์
เทศสู่ไทย
เมืองใหญ่ของคนหลากชาติ
(และไม่ใช่เทพสร้าง)
การศึกษาเกี่ยวกับประเทศไทยในปัจจุบันค่อยๆ เปิดตัวมากขึ้น ไม่ว่าองค์ความรู้ที่มีทั้งเคยศึกษามานานแล้วหรือในช่วงเวลาร่วมสมัย ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณชน นับเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้การศึกษาเกี่ยวกับประเทศ สังคม และผู้คนที่อาศัยอยู่ในไทยนั้น เข้าใจสิ่งที่ก่อตัวเป็นเราได้กว้างและลึกซึ้งมากขึ้น
และอาจนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพรมแดนความรู้เดิมที่เคยถูกใช้ปลูกฝังหรือผลิตกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง บรรทัดฐานทางค่านิยมมานานหลายทศวรรษ
ท่ามกลางยุคแห่งเทคโนโลยีการสื่อสารที่ไร้พรมแดนและขยายตัวเป็นวงกว้าง
ในงานเปิดตัวหนังสือ 9 ปก ก้าวต่อไปของสำนักพิมพ์มติชน ซึ่งสำนักพิมพ์มติชนได้จัดขึ้นเพื่อเปิดผลงาน ทั้งผลงานเดิมและใหม่ที่มาจากนักวิชาการและนักแปลชื่อดัง ออกมาสู่สายตาผู้อ่าน โดย 2 ใน 9 นี้ คือผลงานวิชาการต่างประเทศระดับบุกเบิกที่เปิดพรมแดนไทยศึกษา จากนักวิชาการชื่อดัง
อันได้แก่ วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทย (Thai Culture and Behaviour) โดย รูธ เบเนดิกต์ แปลโดย พรรณี ฉัตรพลรักษ์
และก่อร่างเป็นบางกอก (Siamese Melting Pot) โดยเอ็ดเวิร์ด แวน รอยส์ แปลโดยยุกติ มุกดาวิจิตร
งานศึกษาไทยของรูธ

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงงานศึกษาของรูธจนนำไปสู่หนังสือ วัฒนธรรมและพฤติกรรมของไทยว่า รูธเป็นนักมานุษยวิทยาหญิงของสหรัฐที่เก่งมากในยุคนั้นที่ที่ทางของสตรีในแวดวงวิชาการถูกจำกัด
เล่มนี้ถูกเขียนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงเวลาเดียวกับงานอีกชิ้นที่ศึกษามานุษยวิทยาในญี่ปุ่นอย่างดอกเบญจมาศและดาบซามูไร (Chrysanthemum and the Sword)
ตัวเองได้ไปเจอหนังสือดังกล่าวในรูปของชีตที่ไม่ถูกเผยแพร่ระหว่างศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยคอร์แนล ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเลยเก็บไว้ และให้ลอริสตัน ชาร์ป เอามาพิมพ์ ต่อมาได้สนิทกับ อ.พรรณี ซึ่งเคยเรียนด้วยที่ลอสแองเจลลิส สหรัฐ ก็ขอให้แปลและพิมพ์เป็นภาษาไทยเมื่อ 41 ปีที่แล้ว ก่อนที่ได้ติดต่อกับสุพจน์ แจ้งเร็ว ให้จัดพิมพ์อีกครั้ง
คำนำจัดพิมพ์ครั้งแรกโดย อ.อานันท์ กาญจนพันธุ์ ระบุว่า รูธอาศัยข้อเขียนภาษาอังกฤษและเยอรมนี บวกกับการสัมภาษณ์ชาวไทย แม้มีข้อจำกัดแต่ก็ให้พื้นฐานการศึกษาคนไทยในวันข้างหน้า การศึกษานี้จะประมวลลักษณะพิเศษ 3 ประการของคนไทยคือ รักสนุก, ใจเย็น และเพศชายเป็นใหญ่
อานันท์จบว่า คุณค่าดังกล่าวสร้างสมขึ้นจากการปฏิบัติทางพุทธศาสนาและแบบแผนการเรียนรู้ทางสังคมของเด็ก รูธให้เหตุผลว่าการเลี้ยงเด็กของไทยสร้างผู้ใหญ่ที่เป็นตัวของตัวเอง มักเลี้ยงแบบปล่อยปละละเลย ช่วยตัวเองตั้งแต่เล็ก และคนไทยเป็นคนง่ายๆ มีมิตรจิต มิตรใจและไม่ขี้สงสัย ไม่ใช่เพราะสังคมไทยมีคุณค่าเช่นนั้น แต่เป็นเพราะว่าเด็กต้องตอบสนองต่อสภาพทางวัฒนธรรมรวมไปในทำนองนั้น
ชาญวิทย์กล่าวว่า คิดถึงเด็กๆ ในเอกสารที่เขียน เลยนึกถึงรุ่นของเพนกวิน (พริษฐ์ ชิวารักษ์) และรุ้ง (ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล) ในปัจจุบัน เรียกว่าความเหมือนแต่แตกต่าง
ยุกติ นักวิชาการจากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึง อ.รูธว่า เป็นศิษย์ของ อ.ฟรานซ์ โบแอส ในเยอรมนี ศิษย์รุ่นแรกของโบแอสไปตั้งคณะมานุษยวิทยาทั้งเบิร์กเลย์ ชิคาโก
อย่างไรก็ตาม ส่วนหนึ่งที่ทำให้งานแกไม่ดัง เพราะมีปัญหาการฟัง แม้เขียนงานกลุ่มชาติพันธุ์ในสหรัฐ เช่น นิสัยชนเผ่า แต่รูธศึกษาผ่านนิทาน แบบสไตล์เยอรมนีที่มีวรรณกรรมคลาสสิคอย่างนิทานกริมส์ โชคดีที่เราถูกศึกษาโดยนักวิชาการระดับโลก แม้ว่าเราวิจารณ์ยับ เพียงแต่เป็นหนังสือเริ่มแรกในการคิดต่อ
ความสำคัญของรูธคือ เป็นนักมานุษยวิทยาหญิงรุ่นแรกที่ได้รับตำแหน่งวิชาการในมหาวิทยาลัยที่ส่วนใหญ่ตำแหน่งอยู่กับผู้ชายในสมัยนั้น
ที่ผู้หญิงถูกกดทับสิทธิ

อ.พิเชษฐ สายพันธ์
พิเชษฐ สายพันธ์ อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงงานของ อ.รูธว่า สิ่งที่นำเสนอในเวลานั้นทำไมถึงฮือฮา เนื่องจากรูธสร้างข้อเสนอที่ว่า “แบบแผนทางวัฒนธรรม” ที่เป็นทั้งกรอบและวิธีคิดในการเข้าใจแต่ละสังคม
สิ่งที่โดดเด่นมากคือก่อนหน้านี้ อิทธิพลการทำความเข้าใจสังคมวัฒนธรรมต่างๆ ของโลก จะเข้าใจผ่านวิวัฒนาการทางสังคม เริ่มจากง่ายจนซับซ้อน มีลักษณะมองแบบเดียวกันทั้งโลก ความเป็นสากลของวัฒนธรรม เวลาเราเข้าใจสังคมอะไร ก็จะไปในทิศทางนั้น ไปสู่สังคมอันซับซ้อนและมีอารยะ
แต่การนำเสนอสังคมที่มีอารยะคือ สังคมยุโรป เป็นวิธีคิดแบบอาณานิคม ที่สร้างความชอบธรรมในการปกครองคนกลุ่มต่างๆ ในดินแดนต่างๆ เป็นพันธกิจที่ต้องสร้างความเป็นอารยะให้คนกลุ่มต่างๆ ภาพของวิธีคิดการศึกษาในตอนนั้น ทำให้เข้าใจสังคมแบบนั้น
แต่มีเปลี่ยนตอนสงครามโลก ก่อนหน้านั้น แนวคิดชาติพันธุ์สูงส่งกว่าชนชาติอื่น จนชาติอื่นเอาไปใช้ร่วมกับแนวคิดชาตินิยม จนกลายเป็นเชื้อชาตินิยม
รูธโดยพื้นฐานก่อแนวคิดแบบแผนทางวัฒนธรรม ได้ทลายแนวคิดที่เคยมีอิทธิพลอย่างแนวคิดการกระจายทางวัฒนธรรม ว่าไทยต้องรับจากอินเดียหรือจีน แต่กรอบคิดแบนแผนทางวัฒนธรรม มองว่า แต่ละสังคมสั่งสมประสบการณ์ตัวเอง แม้รับจากที่ต่างๆ แต่จะสร้างรูปแบบของตัวเองขึ้นมา จนเกิดข้อเสนอนี้ขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ทำไมสังคมไทยถึงเป็นที่สนใจในช่วงสงครามเย็น ตอนนั้นเกิดสิ่งที่เรียกว่า “คราสทางวิชาการ” ในโลกแบ่งออกเป็น 2 ค่าย และแตกย่อย นักวิชาการส่วนใหญ่ที่อยากศึกษาก็ถูกปิดกั้น ไทยจึงเป็นพื้นที่สำคัญที่ไม่ได้ถูกบดบังทางวิชาการ นักวิชาการส่วนใหญ่ในสหรัฐและอังกฤษ ลงพื้นที่ในไทย อะไรเป็นที่สำคัญของงานวิชาการในไทย เพื่อทำความเข้าใจสังคมไทย
งานของรูธเป็นพื้นฐานการศึกษาสังคมไทยในยุคสงครามเย็น แล้วทีนี้มีอิทธิพลต่อนักวิชาการต่างชาติที่ใช้งานของรูธอ้างอิง เลยทำให้คนส่วนใหญ่ที่อ่านงานของรูธที่เป็นงานตัวแม่ที่อธิบายสังคมไทยในเวลานั้น จะอธิบายบนแนวคิดแบบแผนทางวัฒนธรรม
แต่ระยะหลัง งานของรูธถูกวิจารณ์หนักมาก เด็กรุ่นใหม่รุ่นหลาน การเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ต่างกัน แม้การทำความเข้าใจสังคมไทยจึงอาจไม่ตรงกับสิ่งที่รูธอธิบายไว้
งานของรูธเป็นประตูบานแรกที่เข้าใจสังคมไทย แต่มีคำถามว่าแบบแผนนี้ได้ผลกับสังคมปัจจุบันหรือไม่ แต่เรากำลังอยู่ร่วมกับยุคสมัย แบบแผนที่ว่าจะดำรงอยู่ได้ไหม
หลากชาติ (ต่างหาก) สร้างบางกอก

อ.ยุกติ มุกดาวิจิตร
พิเชษฐกล่าวถึงหนังสือก่อร่างเป็นบางกอกว่า เป็นงานที่อยากพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า ความหลากหลายทางเชื้อชาติ ที่นักวิชาการอื่นมักมองข้าม
แต่จุดที่สำคัญคือ อ.รอยส์เลือกพื้นที่ที่อธิบายองค์ประกอบของสิ่งนี้ ในเมืองบางกอก โดยใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ ใช้ข้อมูลและเอกสารอธิบายว่าองค์ประกอบในบางกอกจนเกิดผู้คน ไม่ใช่เมืองเทพสร้าง ผู้คนหลากหลาย และเอาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์มาเปิดเผยมาก ทำให้เรามั่นใจแล้วทำให้เห็นว่างานเขียนมีน้ำหนักว่า บางกอกเป็นเมืองที่เรียกว่า “เมืองชาติพันธุ์” (Ethnic City) ถ้าบางกอกเป็นเมืองแห่งเชื้อชาติ คนกลุ่มต่างๆ ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อบางกอก
ในโครงเรื่องของ อ.รอยส์ส่วนแรกพยายามอธิบายผ่านความสัมพันธ์ทางอำนาจ ที่มองจากชนชั้นนำ จนอาจมองข้ามสิ่งที่เรียกว่า แนวปฏิบัติของกลุ่มชาติพันธุ์ไปหน่อย แต่ไปมองแบบ Top-down ซึ่งเข้าใจได้ว่าเอกสารทางประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยชนชั้นนำ แต่ทำให้เห้นความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างชนชั้นนำกับคนใต้ปกครองไม่ว่าการจับเชลย ค้าทาส หรือการค้าในยุคหลังที่เกิดขึ้นในช่วงการมาของชาติตะวันตก กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เข้ามามีสัมพันธ์ทางอำนาจที่ถูกออกแบบไว้ด้วยวิธีคิดแบบมันดาลา (มณฑลจักรวาล) ที่มองว่า กลุ่มชาติพันธุ์ในบางกอกถูกวางตำแหน่งแห่งที่เป็นมณฑล และศูนย์กลางคือวังหลวง และถูกอธิบายผ่านสัญลักษณ์ การออกแบบเมืองภายใต้แบบมันดาลา ไปควบคุมกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งถิ่นฐานในเมือง ควบคุมในเชิงพื้นที่
อ.รอยส์พูดถึงการตั้งรกรากกระจายออกจากศูนย์กลาง แต่ในความสัมพันธ์ของมันดาลา ออกแบบไว้พร้อมกับบทบาทหน้าที่ของชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานที่รองรับอำนาจของชนชั้นปกครอง ในที่สุดแล้วกลุ่มชาติพันธุ์ ทำงานยังไง ในแนวคิดที่ถูกวางไว้ได้ถูกยืนยันด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์และแต่ละชิ้นโฟกัสว่าบางกอกประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์
แล้วทำให้งานชิ้นนี้ ยกให้เป็นในลักษณะมองบางกอกเป็นเมืองชาติพันธุ์ซึ่งเราไม่เคยมองแบบนี้มาก่อน และสามารถประยุกต์กับการศึกษาเมืองอื่นได้ ว่าคนแต่ละกลุ่มทำงานตอบรับชนชั้นนำยังไง
ยุกติกล่าวเสริมว่า ประเด็นหนึ่งคือ ความหลากหลาย ไม่ได้อยู่แค่ตามบาทวิถี ที่ชนชั้นนำสยามนำเอาเข้ามา แต่มีสถิติประชากรกลุ่มชาติพันธุ์ว่าแต่ละช่วงเป็นยังไง และลองหาดูว่า แม้แต่ชนชั้นนำเองก็มีความเป็นพหุสังคม คือราชนิกุลไม่ได้เป็นไทย 100% แต่มีเชื้อชาติต่างๆ ผสมปนเป หรือแม้แต่เจ้าอนุวงศ์ยังรู้จักบางกอกมากว่า เพราะเคยอยู่บริเวณวังลาวเดิม ลูกหลานของเขาไปเป็นสนม เรียกว่าไม่มีคนไทยที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง
แม้แต่คำว่า “บางกอก” ทำไมไม่ใช่กรุงเทพฯ คนในที่ต่างๆ แม้แต่คน กทม.เองก็เรียกว่าบางกอก เพราะมีหลายความหมาย ในแง่หนึ่งเป็นจุดตั้งทางภูมิศาสตร์เสียมากกว่าความเป็นคน “กรุงเทพฯ” มีแต่คนอยู่ในบางกอกทั้งนั้น
แล้วอยากทำให้รู้สึกถึงพื้นที่ทีว่า “บางกอก” เป็นปริมณฑลแห่งหนึ่งของไทย ไม่ใช่เมืองเทพสร้าง
