แซม ยุรนันท์ กับความทรงจำระหว่างทาง และข้อคิดเตือนใจ ‘อย่าไปไขว่คว้า อยากมีเป็นพัน เป็นหมื่นล้าน’

รายงานพิเศษ
แซม ยุรนันท์
กับความทรงจำระหว่างทาง
และข้อคิดเตือนใจ
‘อย่าไปไขว่คว้า อยากมีเป็นพัน เป็นหมื่นล้าน’
“อยากเล่นก็เล่น” เป็นคำตอบเหมือนจะหยิ่ง แต่อันที่จริงแล้วไม่ใช่ เพราะเมื่อพิจารณาคำอธิบายเสริมที่แซม-ยุรนันท์ ภมรมนตรี ให้ น่าจะเป็นแนวของเหตุที่เลือกเล่นตามใจฉัน เพราะอยากทำงานด้วยความรู้สึกเป็นสุข และสนุกสนาน
“ตอนนี้มีความสนุกมากกว่าเดิม” นักแสดงคนดังที่หยุดรับงานในวงการบันเทิง ไปเป็นนักธุรกิจอยู่หลายปี ก่อนจะหวนกลับมาอีกทีตอนหลังๆ บอกพลางยิ้ม
“คือแต่ก่อนมีความเป็นพระเอกแบกอยู่ ทำอะไรก็ต้องคีพ มีภาพลักษณ์ มีการต้องเล่นอะไรที่หลากหลาย เล่นบทนี้แล้ว ก็ควรจะเปลี่ยนไปเล่นแบบอื่นบ้าง เพื่อให้คนดูไม่เบื่อ”
ขณะเดียวกัน ‘ความเป็นพระเอก’ ก็ทำให้เขากังวลไปถึงเรื่องเรตติ้ง และความนิยมของผลงาน คือ “ละครเรตติ้งมันต้องขึ้นอันดับ 1 หรือถ้าไม่ 1 ก็ต้อง 2 ต้องมั่นใจว่าจะไม่ให้คนดูผิดหวังในเรื่องที่เราเล่น”
“มันก็เหนื่อย”
“เหนื่อยกับความคาดหวัง”
แต่ยัง-ยังไม่หมด
เพราะความที่ได้รางวัลมาหลายรางวัล หลายประเภท ไม่ว่าจะในฐานะนักแสดง นักร้อง หรือพิธีกร เขาก็ยังมีคิดเยอะไปถึงขั้น “ต้องมีแคนดิเดตทุกปีไหม แล้วต้องได้รางวัลอีกไหม”
รวมๆ แล้วในความรู้สึกของเขา จึงกลายเป็นว่า “การเป็นพระเอกมันไม่ง่าย แต่การรักษาการเป็นพระเอก มันยากกว่า”
เขายังเล่าด้วยว่า ณ เวลานั้น การมีเพื่อนพ้อง มีคนรู้จัก มีมิตรภาพ ทำให้การรับงานของเขามีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้ง ‘เรื่องนี้อยากเล่น’, ‘เรื่องนี้ช่วยเขา’ ซึ่งอย่างแรกน่ะไม่เท่าไหร่ แต่อย่างหลัง “หลายเรื่องช่วยไปแล้ว ทำไมไม่ทำให้ดี” ถึงตอนนี้เสียงคนเล่าสะท้อนอารมณ์
“หงุดหงิดพอเห็นบท”
“ทำไมทำแบบนี้ เสื้อผ้าแบบนี้ เพราะออกไปแล้วเนี่ย คนดูไม่ได้ว่าคอสตูม แต่ว่าดาราที่ใส่ ทำให้มันดูดี เหมาะสมกับบท แล้วคนใส่ก็โอเคได้ไหม”
ส่วนปัจจุบันในวัย 59 ปี เมื่อบทบาทของเขาเปลี่ยนไป คือไม่ได้เป็นพระเอกของเรื่อง อะไรๆ ก็ผ่อนคลายขึ้น
เรื่องการแสดง แน่นอนว่ายังคงตั้งใจ ถ่ายทอดด้วยความเข้มข้น แต่ในเมื่อ “เราไม่ได้เป็นคนแบก เราเป็นแค่ตัวที่ทำให้เรื่องมันเดิน” ก็ทำให้เวลาจะรับงานสักเรื่องจึงดูแค่ “เราเป็นตัวนั้นหรือเปล่า”
ขณะเดียวกันก็ยังพิจารณาด้วยว่า ถึงจะไม่ใช่พระ-นาง แต่ตัวปรุงรสอย่างเขา ‘ต้องมี’ ใช่ไหม เพราะ “ถ้าแค่ให้เข้ามาเสริม” ก็คงเฉยๆ ไม่สนใจ
“ยังไงก็ยังขอเป็นตัวหลักอยู่ดี”
“แต่ไม่ต้องมานั่งกังวล ว่าเรตติ้งจะได้ที่ 1 ที่ 2 เพราะเราหรือเปล่า พระ-นางก็แบกไป” พูดแล้วเจ้าตัวก็หัวเราะ-โล่ง
เรื่องธุรกิจที่เคยทำ ยุรนันท์บอกว่าเขาแทบจะวางมือ บางธุรกิจที่ขายได้ ก็ขายไป ที่ยังเหลือไว้ก็รับแค่ตำแหน่งที่ปรึกษา จาก 2 เหตุผล คือความเบื่อ และเกรงใจ
“อยู่ในตำแหน่งมาหลายปีก็เบื่อเหมือนกัน พอกลับมาเล่นละครสักเรื่อง สนุก เมียบอกเล่นอีกเถอะ ดูมีความสุขจังเลย มีความสุขมากกว่าที่ทำงานอยู่ทุกวัน”
ซึ่งคิดๆ ดูแล้วก็คงใช่ เพราะที่ผ่านมา ‘ชีวิตเกือบครึ่ง’ ของเขาอยู่ตรงนี้ มีผลงานมาแล้ว 200 กว่าเรื่อง ได้รางวัลมาอีกนับเป็นสิบๆ รางวัล เพียงแต่ตอนนั้นเกิดคำถามกับตัวเองถึงก้าวต่อไป ว่าจะเอายังไงต่อ
แถมยังมีความคิดผุดขึ้นมา ว่า “ยังมีภูเขาอีกหลายลูกที่อยากจะปีนในชาตินี้”
นี่จึงเป็นที่มาของ “งั้นเราหยุดตั้งแต่เรายังรัก หยุดตั้งแต่เราโอเค หยุดตั้งแต่อยู่บนยอดเขา รู้สึกว่าถ้าอยู่ไปนานๆ มันจะลงจากยอดเขาละนะ สู้เก็บเมมโมรีดีๆ เน้นความเป็นพระเอกตลอดกาล หยดพร้อมความทรงจำที่ดีเลิศ แล้วไปทำเขาลูกอื่นดีกว่า”
ส่วนเส้นทางการเมือง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็บอกว่าเป็นสิ่งที่เขาสนใจ แต่ “พอมันไม่ใช่” ก็ตัดสินใจแขวนไว้
“เหมือนเดิมคือ อยู่ในจุดที่อย่าไปฝืน ทำจนเกลียด คืออยู่เก็บไว้ในความทรงจำดีๆ ดีกว่า เหมือนบันเทิง หยุดก็คือหยุด ไม่ได้หมายความว่าจะไม่กลับมาอีก ขอพอสไว้ แล้วก็ไปทำธุรกิจ ทำโรงพยาบาล ทำคลินิก ทำโรงแรม แล้วก็อีกหลายอย่าง”
“แล้วพอมาเล่นละคร เอาเวลางานมาเล่น ก็รู้สึกผิด กินเงินเดือนกี่แสน แล้วตัวเองมาทำงานอื่น ไม่แฟร์ งั้นจ้างคนอื่นทำ”
ยุรนันท์ยังบอกอีกว่า “มาทำตรงนี้ ถามว่าได้อะไรหรือไม่ได้อะไร ผมว่ามันมีความสุขกับการได้มาทำงาน เพราะตอนนี้เริ่มบั้นปลายแล้ว เราก็อายุเยอะขึ้น ขอทำในสิ่งที่แฮปปี้ ขอมีความสุขในทุกๆ วัน”
กับลูกๆ ที่ตอนนี้เติบโตจนมาสานต่อธุรกิจ ยุรนันท์บอกว่า เขาก็พยายามจะซัพพอร์ตเท่าที่ทำได้
“แต่ก็สอนเสมอ ว่าอย่าไปไขว่คว้า อยากมีเป็นพัน เป็นหมื่นล้าน อย่าไปดิ้นรนเพื่อจะต้องได้ไอ้นี่ แล้วใหญ่โตขึ้นไป เพราะสุดท้ายม้นต้องบอกตัวเองว่ามีความสุขหรือเปล่า”
“หลายๆ คนดิ้นรนมาจนแก่จนเฒ่า แล้วก็รีไทร์ เกษียณตัวเองด้วยการที่ไม่มีแรง แล้วลืมไปเลยคนแวดล้อม ครอบครัว คนที่รัก อยู่ที่ไหน การหาความสุขให้ตัวเองมันคืออะไร มัวแต่จะคิดว่าความสำเร็จคือความสุข”
“ความสำเร็จเป็นสิ่งที่ดี แต่มันไม่ได้เป็นทั้งหมดของชีวิต ระหว่างที่เรากำลังเดินทางไปสู่ความสำเร็จ เราต้องผ่านอะไรแวดล้อม อย่าทิ้งมัน”
“ก่อนที่เราจะไปถึงที่ไหนสักแห่งนึง จะสูง จะอะไรแค่ไหน อย่าลืมว่าระหว่างทางเราผ่านอะไร เจออะไรบ้าง แวะเด็ดดอกไม้ข้างทาง เก็บเกี่ยวในสิ่งที่เราเห็น เก็บเกี่ยวมิตรภาพที่มีอยู่ระหว่างทางผ่าน เก็บเกี่ยวความล้มเหลวที่มี แล้วก็สร้างแรงบันดาลใจใหม่”
“เราเองโชคดีที่ได้เก็บเรื่องราวอย่างนั้นไว้เยอะมาก”
“ก็เป็นกำไรของชีวิต”
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
