
สถานการณ์โดยรวมของเมียนมาในเวลานี้ถือว่ายังคงอยู่ในภาวะวิกฤต แม้ว่าอำนาจกระบอกปืนในมือรัฐบาลทหารที่ได้อำนาจมาจากการยึดอำนาจรัฐเมื่อเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา จะส่งผลให้การลุกฮือขึ้นต่อต้านด้วยการเดินขบวนและดื้อแพ่งต้องสร่างซาเหือดหายลงไป
แต่ที่ผุดขึ้นมาแทนที่ก็คือการจับปืนขึ้นสู้ จัดตั้งเป็นขบวนการก่อการร้าย ต่อต้านรัฐบาลอย่างถึงพริกถึงขิง ผ่านการโจมตีด้วยการก่อการร้ายและลอบสังหารในเขตเมืองกับการเปิดฉากสู้รบเป็นสงครามย่อยๆ ในพื้นที่ห่างไกล โดยเฉพาะบริเวณชายแดนด้านตะวันออกของประเทศ
ในท่ามกลางบริบทเหล่านี้ ขุนทหารของเมียนมาภายใต้การนำของ นายพลมิน อ่อง ลาย ก็ดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระชับอำนาจให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และเคลื่อนไหวไปตามแผนการสืบทอดอำนาจ สร้างความชอบธรรมให้กับตนเองและพรรคพวก ด้วยการพาเหรดกันออกมาขับเคลื่อนทางการเมืองผ่านการเลือกตั้ง ซึ่งกำหนดจะมีขึ้นในเดือนสิงหาคม ปี 2023
คิดกันอย่างรอบคอบ ชัดเจนถึงขนาดว่า ผลของการเลือกตั้งดังกล่าวจะส่งผลให้มิน อ่อง ลาย ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่ง “ประธานาธิบดี” อย่างที่ใฝ่ฝันได้เสียที
พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ลาย ไม่เคยออกมาพูดต่อหน้าสาธารณะในเรื่องนี้ แต่ “นิกเกอิ” ฉบับล่าสุดรายงานโดยอ้าง “นายทหารใกล้ชิด” หลายคนของผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาผู้นี้ไว้ว่า เขา “ฝัน” ที่จะเป็นประธานาธิบดีมานานแล้ว แต่ยังไม่เป็นจริงเสียที
“นั่นคือเป้าหมายและความฝันของเขา แน่นอนเขาต้องทำให้มันเป็นจริงให้ได้”

Photo by Handout / MYANMAR MILITARY INFORMATION TEAM / AFP
“ประธานาธิบดี” ของเมียนมาตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ได้มาจากการลงคะแนนเสียงโหวตในรัฐสภา คือทั้งในสภาสูงและสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแน่นอนมีการจัดสรรที่นั่งไว้ให้กับนายทหารต่างๆ อยู่แล้ว 25 เปอร์เซ็นต์ในทั้งสองสภา
การชี้ขาดว่าใครจะได้ตำแหน่งประธานาธิบดี จึงขึ้นอยู่กับว่า พรรคการเมืองใดได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งในส่วนของ 75 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ
ที่ผ่านมา ฝันของมิน อ่อง ลาย ไม่เคยเป็นจริงเนื่องจากพรรคการเมืองที่ได้รับชัยชนะแบบถล่มทลายในการเลือกตั้งคือพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ภายใต้การนำของออง ซาน ซูจี
แต่คราวนี้ หากมิน อ่อง ลาย และคณะนายทหารที่ยึดอำนาจ สามารถผลักดันให้พรรคการเมืองที่เป็น “นอมินี” ของกองทัพอย่างพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้นได้
โอกาสที่มิน อ่อง ลาย จะได้เป็นประธานาธิบดีตามฝันก็เป็นไปได้สูงอย่างยิ่ง

Photo by Sergei BOBYLYOV / TASS Host Photo Agency / AFP
ความเคลื่อนไหวในการเตรียมการเพื่อการนี้เห็นได้ชัดเจนอย่างมากในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เริ่มด้วยการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคยูเอสดีพี เมื่อต้นเดือนตุลาคม ปลดถั่น ฮเตย์ ผู้นำพรรคคนเก่าที่เคยนำพรรคแพ้การเลือกตั้งให้กับเอ็นแอลดีแบบหลุดลุ่ยมาแล้ว 2 ครั้งพ้นตำแหน่ง แล้วให้ขิ่น ยี หนึ่งในคนสนิทระดับ “มือขวา” ของมิน อ่อง ลาย ดำรงตำแหน่งแทน
ขิ่น ยี เป็นอดีตนายทหาร แต่ได้รับมอบหมายจากมิน อ่อง ลาย ให้เข้ามาคุมกำลังตำรวจ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการตำรวจเมียนมาจนกระทั่งลาออกมารับหน้าที่สำคัญในพรรค
นิกเกอิระบุว่า ถั่น ฮเตย์ ไม่ได้รับความไว้วางใจ ไม่ใช่เป็นเพียงเพราะเคยแพ้เลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะเคยวิพากษ์วิจารณ์ทหารและกองทัพ แถมยังขัดแย้งกับมิน อ่อง ลาย อยู่หลายครั้งอีกด้วย
หลังจากนั้นตำแหน่งสำคัญๆ ในพรรคยูเอสดีพีถูกโละตามมาเป็นว่าเล่น เช่นเดียวกับที่มีนายทหารระดับสูงทยอยลาออกมาเข้ามารับตำแหน่งแทนกันคึกคัก รวมทั้ง 2 นายพลล่าสุดที่ประกาศลาออกจากตำแหน่งในกองทัพเพื่อเข้ามาทำงานในยูเอสดีพี
หนึ่งคือ พล.ท.เมียว ซอ เต็ง เป็นผู้บัญชาการทหารภาคย่างกุ้ง และเคยเป็นผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 5 ถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองประธานพรรค ตำแหน่งรองจากขิ่น ยี
อีกรายคือ พล.ท.อ่อง โซ ที่ตอนนี้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยในรัฐบาลทหารเมียนมา ก่อนหน้านี้เคยเป็นผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 4 ของกองทัพ และเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการทางทหารของกองทัพในรัฐกะเหรี่ยงหลังการยึดอำนาจ
อีกคนที่ได้รับตำแหน่งสำคัญในพรรคยูเอสดีพี คือ อู ตอง เอ อดีตนายทหารยศพลโท ซึ่งลาออกมาอยู่กับพรรคตั้งแต่ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2010 หลังเกษียณอายุ เคยลงสมัครรับเลือกตั้งแต่แพ้ให้กับ ส.ส.เอ็นแอลดีทั้งในปี 2010 และ 2020
คุณูปการของอดีตนายพลผู้นี้ก็คือ การเป็นแกนนำในการโวยวายว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามีการโกงกันครั้งใหญ่ และจัดการส่งสิ่งที่อ้างว่าเป็น “หลักฐาน” ให้กับกองทัพ
อันเป็นที่มาของการรัฐประหาร ยึดอำนาจเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว

Photo by Handout / MYANMAR MILITARY INFORMATION TEAM / AFP
ที่น่าสนใจก็คือ มิน อ่อง ลาย เลือกที่จะไม่ยุบพรรคเอ็นแอลดี ที่จะว่าไปแล้วก็ตกอยู่ในสภาพไม่ต่างกับการถูกยุบและห้ามลงเลือกตั้งมากมายนัก เพราะสมาชิกพรรคหากไม่ถูกจับกุมก็หลบหนี หรือไม่ก็เสียชีวิต ออง ซาน ซูจี โดนฟ้องร้องในสารพัดข้อหา จนถึงขณะนี้ถูกตัดสินจำคุกไม่ต่ำกว่า 26 ปี
สภาพทุกอย่างย้อนหลังไปคล้ายคลึงกับการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้การกำกับดูแลของตาน ฉ่วย ซึ่งครั้งนั้น เอ็นแอลดีบอยคอตการเลือกตั้ง
ครั้งนั้น ยูเอสดีพีได้ชัยชนะในการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย เต็ง เส่ง ก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
มิน อ่อง ลาย มั่นใจว่าจะเกิดแลนด์สไลด์แบบเดียวกันอีกครั้งในเดือนสิงหาคมปีหน้านี้
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
