White Pony งานเพลงที่พลิกสถานการณ์ วงการดนตรีเมทัลยุคใหม่ไปตลอดกาล

บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์
White Pony
งานเพลงที่พลิกสถานการณ์
วงการดนตรีเมทัลยุคใหม่ไปตลอดกาล
Adrenaline เดบิวต์อัลบั้มของ Deftones วางจำหน่ายในปี 1995
ซึ่งถือเป็นยุคเริ่มต้นของวัฒนธรรมดนตรี นู เมทัล (Nu Metal) ซึ่งเป็นการนำดนตรีเฮฟวี่เมทัลยุคเก่าที่เน้นริฟฟีตาร์ที่หนักหน่วงรวดเร็วและแตกพร่ามาประยุกต์เข้ากับดนตรีสมัยใหม่ที่ทั้งเครื่องดนตรีและเทคโนโลยีในการบันทึกเสียงมีความล้ำสมัยมากกว่าแต่ก่อน
นู เมทัล จึงเป็นการผสมผสานระหว่างดนตรีเมทัลจากยุคคลาสสิคอย่างวง Black Sabbath, Iron Maiden, Metallica, Slayer, Motorhead และอีกมากมายมาผสมผสานกับดนตรี ฮิปฮอป, ฟังก์, นิว โรแมนติก, อินดัสเทรียล และอื่นๆ
วงนู เมทัล ที่โด่งดังมากๆ ในช่วงยุคเริ่มแรกก็คือ Korn, Limp Bizkit, Slipknot
ไปจนถึงวงอย่าง Linkin Park ที่พาดนตรีนู เมทัล ไปสู่ยอดคลื่นที่ซัดเข้าสู่ชายฝั่งของดนตรีแนวนี้ในช่วงปี 2000 กับอัลบั้ม Hybrid Theory
แต่ Deftones วงดนตรีแนวอัลเทอร์เนทีฟ เมทัล จากเมืองซาคราเมนโต สหรัฐอเมริกา ที่ถูกจับไปวางอยู่ในกลุ่มของวงแนวนู เมทัล ด้วย มีทิศทางการทำดนตรีที่แตกต่างออกไปจากวงรุ่นๆ เดียวกันอย่างชัดเจน

หน้าปกอัลบั้ม White Pony
ความโดดเด่นประการแรกเลยก็คือเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ของชิโน โมเรโน ที่ไม่มีใครเสมอเหมือน
โดยตัวชิโนเองเคยให้สัมภาษณ์ว่าด้วยริฟกีตาร์ของสตีเฟน คาร์เพนเตอร์ ที่มีจังหวะหลากหลายเพราะได้รับอิทธิพลมาจากดนตรีของวงดนตรีอัลเทอร์เนทีฟ ร็อก และเมทัลรุ่นใหญ่อย่าง Faith No More และ Primus
ทำให้เขาสร้างอัตลักษณ์ให้กับเสียงร้องของตัวเองเพื่อไม่ให้ถูกความหนักหน่วงจากซาวด์กีตาร์มากลบได้
ชิโนจึงฝึกฝนการร้องด้วยเทคนิคเฉพาะตัวด้วยการนำสไตล์การร้องเพลงในแบบวงดรีม ป๊อป, ชูเกซ และทริปป์ ฮอป ในแบบวง Portishead, Cocteau Twins, My Bloody Valentine ซึ่งให้บรรยากาศที่ล่องลอย, หลอกหลอน เหมือนอยู่ในความฝันมาประยุกต์กับการแผดเสียงร้องดิบๆ ในแบบฮาร์ดคอร์ พังก์ และการร้องเสียงขึ้นจมูก
โดยการใช้ทั้งเสียง Chest Voice และ Head Voice ที่ทั้งล่องลอยและโคตรโหดสลับกันไปมาอยู่ตลอดแบบนี้ทำให้ Deftones เป็นวงดนตรีที่ถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการปฏิวัติวงการดนตรีเมทัลยุคใหม่

วง Deftones
Deftones ชิโนเผยว่าสำหรับ White Pony สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ของวงที่วางจำหน่ายในปี 2000 เขานำเทคนิคการร้องของ H.R. นักร้องนำแห่งวงอเมริกัน ฮาร์ดคอร์ พังก์ ยุคบุกเบิกอย่าง Bad Brains มาประยุกต์กับเข้ากับสไตล์การร้องเพลงที่ลุ่มลึกแบบ Morrissey ในสมัยที่เป็นนักร้องนำให้กับวง The Smiths
รวมถึงนักร้องที่คุณอาจนึกไม่ถึงว่า ชิโนชื่นชอบมากเป็นพิเศษอย่างไมเคิล แจ็กสัน และ Prince
ด้วยซาวด์ดนตรีของ White Pony มีความซับซ้อนด้วยจังหวะที่มีความเนิบช้า, รวดเร็ว, ดุเดือดเลือดพล่าน, โหยหวน และอ่อนโยน ซึ่งทั้งหมดนี้ในบางครั้งรวมอยู่ในเพลงเพลงเดียวกันด้วยซ้ำอย่างเช่นเพลง Digital Bath
ชิโน โมเรโน เผยว่าเขาเป็นเพื่อนกับวง Korn, Limp Bizkit, Papa Roach, Slipknot และ System of a Down ก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาอยากให้วง Deftones ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับกระแสดนตรีนู เมทัล ในยุคนั้น
เขาและเพื่อนร่วมวงจึงพยายามที่จะฉีกตัวเองให้ออกจากพื้นที่ของนู เมทัล
เพราะชิโนเกลียดคำว่า นู (หรือ New) ที่แปลว่า “ใหม่” เพราะเมื่อเวลาผ่านไปคำว่า “ใหม่” จะกลายเป็น “เก่า” ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
แต่เขาและเพื่อนสมาชิกในวงต่างก็ฝันอยากให้ Deftones เป็นวงที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนดนตรีที่พวกเขาเล่นจะยังคงฟังร่วมสมัยอยู่เสมอ
Around the Fur สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 ของวงที่วางจำหน่ายในปี 1997 นับว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดงานเพลงอัลเทอร์เนทีฟ เมทัล ที่ดีที่สุดชุดหนึ่ง
แต่ White Pony ไปไกลกว่านั้นมาก
นี่คืออัลบั้มในระดับมาสเตอร์พีซไม่ว่าคุณจะนำงานเพลงชุดนี้ไปอยู่ในหมวดหมู่ไหนก็ตาม
ซึ่งนั่นเป็นผลมาจากความตั้งใจที่แน่วแน่ของชิโน โมเรโน ที่มุ่งมั่นให้ White Pony เป็นอัลบั้มที่ “ไร้กฎเกณฑ์” เพื่อสร้างความเป็นไปได้ที่หลากหลายในการทำเพลง
“เราเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ใช่! เรารักดนตรีเมทัลและฮาร์ดคอร์ แต่ผมไม่สบายใจที่จะถูกนิยามว่าเป็นวงเมทัลเท่านั้น Deftones จะต้องเป็นได้มากกว่านั้น” ชิโนเคยว่าไว้เช่นนี้ในการให้สัมภาษณ์กับทางนิตยสารเมทัลชื่อดังอย่าง Revolver
White Pony เป็นอัลบั้มชุดแรกที่ชิโน โมเรโน ไม่ได้ร้องนำอย่างเดียว แต่เล่นกีตาร์ด้วยเพื่อเพิ่มมิติให้กับซาวด์โดยรวม นอกจากเทคนิคการเล่นดนตรีและความคิดสร้างสรรค์ของสตีเฟน คาร์เพนเตอร์ (กีตาร์), ชิ เชง (เบส), เอบ คันนิงแฮม (กลอง) จะถึงขีดสุดแห่งความสามารถ
นอกจากนี้ ทางวงก็ยังได้แฟรงก์ เดลกาโด มาเป็นสมาชิกใหม่ในตำแหน่งเทิร์น เทเบิล และคีย์บอร์ด อีกด้วย
เทอร์รี เดต กลับมานั่งเก้าอี้โปรดิวเซอร์อีกเป็นครั้งที่ 3
การที่สตีเฟน (ที่ในช่วงนั้นลุ่มหลงในดนตรีเมทัลหัวก้าวหน้าในแบบวง Meshuggah) ใช้กีตาร์ 7 สายทำให้เสียงกีตาร์มีย่านเสียงที่ลึกและกว้างมากกว่าปกติ
ซึ่งสอดคล้องกับเสียงร้องของชิโนที่มีการปรับเปลี่ยนโทนเสียงอยู่แทบจะตลอดเวลา
และการที่ชิโนมีความลุ่มหลงในดนตรีทดลองหลายๆ แนว ยกตัวอย่างเช่น อัลบั้ม Introducing… ของ DJ Shadow (ฮิปฮอป ทดลอง) และทริป ฮอป อย่างวง Massive Attack
ก็ยิ่งทำให้ White Pony เป็นอัลบั้มที่สิ่งนำหน้าวงดนตรีร่วมรุ่นเดียวกันไปไกลลิบ
“White Pony เป็นอัลบั้มที่ยากจะหาใครมาเทียบเคียง และยังคงเป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดของ Deftones” เมย์นาร์ด เจมส์ คีแนน แห่งวงโปรเกรสซีฟเมทัลชื่อดังอย่าง TOOL ที่มาฝากร้องไว้ใน Passenger กล่าวไว้เช่นนั้น
ทุกเพลงในอัลบั้มชุดนี้ไม่มีแม้แต่เพลงเดียวที่ทำแบบผ่านๆ เพราะทุกๆ ริฟกีตาร์ ทุกๆ จังหวะ ทุกๆ โน้ตและทุกๆ ย่านเสียง ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากแรงผลักดันภายในของศิลปินที่ต้องการถ่ายทอดอารมณ์ในส่วนลึกที่สุดออกมา
ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงอารมณ์รักโลภโกรธหลงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันลงลึกในระดับจิตวิญญาณ และพลังแห่งดนตรีที่ Deftones ทำไว้กับอัลบั้มชุดนี้ก็สามารถดึงทั้งหมดที่ว่าออกมาได้อย่างหมดจด
หน้าปกอัลบั้ม White Pony เกิดจากความชอบส่วนตัวของชิโน โมเรโน ที่ไปเห็นภาพของม้าตัวหนึ่งกำลังวิ่งอยู่ซึ่งเขามองว่ามันเป็นภาพที่ทรงพลังและสื่อถึงความเป็นวง Deftones ในช่วงเวลานั้นอย่างมีนัยยะสำคัญ
“ผมมองว่ามันเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเรากำลังผ้าถางทางให้กับตัวเองเพื่อให้เราควบมันไปข้างหน้าในลู่ทางที่เป็นของเราเองเท่านั้น และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน White Pony ก็ยังเป็นอัลบั้มที่มีพื้นที่เฉพาะเป็นของมันเอง”
ชิโนเผย
เพลง Elite คว้ารางวัลแกรมมี่ในสาขา Best Metal Performance ในปี 2001 มาครองได้
Change (In the House of Flies) เป็นหนึ่งในเพลงที่ดังที่สุดของวงและเป็นแฟนๆ ชื่นชอบมากที่สุดเพลงหนึ่ง
ส่วน Feiticeira, Rx Queen, Street Carp, Teenager, Knife Prty. Korea และ Pink Maggit ต่างก็เป็นเพลงที่มีซาวด์เฉพาะตัวที่ยากจะเลียนแบบ
โดยในปี 2020 ได้มีการทำรีมิกซ์อัลบั้มที่มีชื่อว่า Black Stallion ออกมาเพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 20 ปีของอัลบั้มชุดนี้โดยได้ศิลปินยอดฝีมืออย่าง DJ Shadow, โรเบิร์ต สมิธ (แห่งวง The Cure), Black Mass, ไมค์ ชิโนดะ (แห่งวง Linkin Park), Squarepusher (ศิลปินดนตรีเต้นรำหัวก้าวหน้าหรือ IDM) มาตีความใหม่ตามสไตล์ดนตรีของแต่ละคน
คุณูปการที่อัลบั้ม White Pony ได้สร้างไว้ให้วงการดนตรีร็อกและเมทัลยุค Y2K ที่ว่ายิ่งใหญ่แล้ว แต่ถ้าหากเทียบกับอิทธิพลที่อัลบั้มชุดนี้มีต่อวงเมทัลและศิลปินแนวทดลองรุ่นหลังๆ แล้วละก็ นับว่าประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
