bg-single

หากอาวุธอัจฉริยะ AI สั่งฆ่ามนุษย์เองได้!

26.04.2023

รายงานพิเศษ | โชคชัย บุณยะกลัมพ

https://chokcyberai.blogspot.com

https://chokweekly.blogspot.com

หากอาวุธอัจฉริยะ AI สั่งฆ่ามนุษย์เองได้!

นักวิเคราะห์ด้าน AI หรือ “ปัญญาประดิษฐ์” มองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ว่าด้วยสงครามก็สรุปว่า

วันนี้เราอยู่ในยุคการปฏิวัติครั้งที่สามของภาวะสงคราม

ปฏิวัติครั้งแรกคือการประดิษฐ์ดินปืน

ยุคที่สองคืออาวุธนิวเคลียร์

จากนี้ไปจะเป็นอาวุธอัจฉริยะเทียม (Artificial Intelligence หรือ AI weapons)

หรือเรียกมันให้น่ากลัวกว่านั้นอีกคือ Autonomous Weapons (อาวุธอัตโนมัติ…อันเป็นอิสระจากการสั่งการของมนุษย์)

เปรียบได้กับ “รถที่ขับเคลื่อนด้วยตนเอง” หรือ Autonomous Vehicles

ผู้เชี่ยวชาญ AI อย่างไค-ฟู ลี (Kai Fu-Lee) ตั้งคำถามที่น่ากลัวว่า

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผู้ก่อการร้ายในโลกนี้เข้าถึงเทคโนโลยีแห่ง AI และไม่จำเป็นต้องใช้กลยุทธแบบ “ระเบิดฆ่าตัวตาย” แบบเดิมอีก

ภัยคุกคามต่อมนุษยชาติในยุคต่อไปอาจจะมาจากการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และวิทยาการหุ่นยนต์

จากดินปืนสู่อาวุธนิวเคลียร์ก็น่ากลัวมากอยู่แล้ว

แต่หากศึกษาสงครามในอดีตถึงปัจจุบันจะเห็นวิวัฒนาการจากทุ่นระเบิดสู่จรวดนำวิถี

นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสิ่งที่เรียกว่า “อาวุธระบบอัตโนมัติ” ที่ต่อมาพัฒนาเป็น AI อย่างเต็มรูปแบบที่เรากำลังประสบพบเห็นอยู่ในขณะนี้

คําถามจากแวดวงนักวิทยาศาสตร์และนักวิจับด้าน AI กำลังถกแถลงประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดประเด็นหนึ่งว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากการประหัตประหารมนุษย์ด้วยกันเอง หรือการค้นหาเป้าการเข่นฆ่า หรือการตัดสินใจเข้าปะทะ และทำลายล้างชีวิตมนุษย์อีกคนหนึ่งเกิดขึ้นโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของมนุษย์?

มันเป็นไปได้หรือ? โลกเรามาถึงจุดนี้แล้วหรือ?

คำตอบคือใช่ เราเข้าใกล้จุดนั้นแล้วจริงๆ

มีตัวอย่างที่เด่นชัดคือตัวอย่างของ “อาวุธอิสระ” ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคือโดรน Harpy ของอิสราเอล

เป็นอาวุธที่ถูกตั้งโปรแกรมให้บินไปยังพื้นที่เจาะจงเพื่อล่าเป้าหมายเฉพาะ

เมื่อเจอเป้าหมายแล้ว เจ้า Harpy ก็สั่งยิงด้วยหัวรบระเบิดแรงสูงที่มีชื่อเล่นว่า “Fire and forget”

แปลว่า “ระเบิดทิ้ง…แล้วลืมมันไปเลย”

หรือตัวอย่างที่เร้าใจยิ่งกว่านั้นมีให้เห็นในภาพยนตร์สั้นแนวดิสโทเปียเรื่อง Slaughterbots

แปลว่า “บ็อทนักฆ่า”

เป็นเรื่องราวของโดรนขนาดเท่านกที่สามารถค้นหาเหยื่อรายใดรายหนึ่งที่เป็นมนุษย์

พอเจอเป้ามันก็ยิงไดนาไมต์ในระยะเผาขนเจาะกะโหลกของศัตรูรายนั้นต่อหน้าต่อตา

หนังเรื่องที่ Kai-Fu Lee นำมาอ้างถึงนั้นเล่าถึงโดรนที่บินได้เอง มีขนาดเล็กและบินโฉบเฉี่ยวอย่างคล่องแคล่วว่องไวเกินไปที่อีกฝ่ายหนึ่งจะถูกจับ หยุด หรือทำลายได้ง่าย

แต่เจ้า “slaughterbots” นี้เป็นเพียงนิยายฝันเฟื่องเท่านั้นมิใช่หรือ เราจะต้องไปกังวลกับมันทำไม?

ความจริงน่ากลัวกว่านั้นมาก

เพราะเมื่อปี 2018 มีโดรนลำหนึ่งที่ถูกส่งขึ้นโดยฝ่ายศัตรูทางการเมืองขึ้นบนฟ้าเพื่อภารกิจพิเศษที่เกือบสังหารประธานาธิบดีเวเนซุเอลา

และนั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดเมื่อกว่า 4 ปีก่อน

วันนี้ การวิจัยและพัฒนา AI ก้าวล้ำนำหน้าไปอีกหลายขุม

สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเพียงจินตนาการในหนังแฟนตาซีกำลังจะกลายเป็นความจริงที่มนุษย์ต้องเริ่มตั้งคำถามกันอย่างจริงจัง

ทุกวันนี้ มือสมัครเล่นใช้งบประมาณต่ำกว่า 30,000 บาทก็สามารถสร้างโดรนประเภทที่ทำงานแบบอัตโนมัติได้แล้ว

การประกอบโครนสมัครเล่นก็ไม่ได้ยุ่งยากสลับซับซ้อนแต่อย่างไร

ชิ้นส่วนส่วนใหญ่ที่จำเป็นมีขายทางออนไลน์ และเทคโนโลยี open-source ที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างง่ายดายก็มีพร้อมให้ดาวน์โหลดไปใช้ได้

Kai Fu-Lee เรียกมันว่า “มือสังหารการเมือง 1,000 ดอลลาร์”

มันไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป…มันคือภัยอันชัดแจ้งในวันนี้

ที่ฝรั่งเรียกว่า “clear and present danger”

ในอนาคตอันใกล้นี้ “หุ่นยนต์นักฆ่า” เหล่านี้จะฉลาดขึ้น แม่นยำขึ้น เร็วขึ้น และราคาถูกลง

อีกทั้งอาวุธอัตโรมัติเหล่านี้ก็ “ฉลาด” ขึ้นตลอดเวลา

เช่น มันสามารถเรียนรู้วิธีการสร้าง “กองทัพโดรน” ที่ทำงานเป็นทีมบนท้องฟ้า และปฏิบัติภารกิจที่สลับซับซ้อนกว่าที่มนุษย์ทำอยู่ในขณะนี้

ลองวาดภาพของฝูงโดรน 10,000 ลำ (ปฏิบัติการรุกแบบฝูงผึ้ง) ที่สามารถกวาดล้างเมืองครึ่งเมืองได้ต่อหน้าต่อตาเพราะมันติดอาวุธร้ายแรงได้อย่างเต็มพิกัด

ด้วยงบประมาณไม่กี่สิบล้านบาท! (ขณะที่เครื่องบินลำเดียวก็ปาเข้าไปเป็นพันล้านบาทแล้ว)

แต่มองในแง่บวก หากมนุษย์ใช้ให้เป็นประโยชน์ อาวุธอัตโนมัติเหล่านี้ก็ใช้ปฏิบัติการเพื่อช่วยชีวิตทหารได้…หากมาถึงจุดที่ทำสงครามกันด้วยหุ่นยนต์

หากใช้อย่างรับผิดชอบ กองทัพก็อาจจะใช้มันเพื่อกำหนดเป้าหมายเฉพาะในจุดของผู้ติดอาวุธ ไม่ทำลายเป้าหมายพลเรือน เด็กหรือฝ่ายเดียวกัน

สามารถจะหลีกเลี่ยงการยิงใส่พวกเดียวกันโดยไม่ตั้งใจที่เรียกว่า friendly fire

ทำนองเดียวกับที่ยานพาหนะอัตโนมัติ (AV) สามารถเบรกให้ผู้ขับขี่เมื่อก่อนจะเกิดการชนขึ้นได้

ขณะเดียวกันหากใช้อย่างมีสติ อาวุธอัตโนมัติสามารถใช้เพื่อสกัดกั้นการทำงานของมือสังหารและผู้กระทำความผิดได้

ทางออกคืออะไร?

ผู้ศึกษาเรื่อง AI อย่างรอบด้านสรุปตรงกันว่าท้ายที่สุดแล้วก็ต้องกลับมาสู่คำว่า “จรรยาบรรณ”

หรือกติกาของสังคมที่จะต้องไม่ให้วิวัฒนาการแห่งเทคโนโลยีเข้าครอบงำ “สัญชาตญาณดิบ” ของมนุษย์

อ้างคำพูดของ Ant?nio Guterres เลขาธิการสหประชาชาติว่า “การคาดหวังให้เครื่องจักรที่มีดุลยพินิจขณะที่มันมีอำนาจที่จะปลิดชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจทางศีลธรรม”

อันตรายที่เห็นชัดคือเมื่อมีอาวุธอัตโนมัติแล้ว ค่าใช้จ่ายในการปลิดชีวิตเพื่อนมนุษย์ก็ถูกลง

เพราะหากเปรียบเทียบกับการที่ “มือสังหารฆ่าตัวตาย” หรือ suicide bomber ต้องตัดสินใจยอมสละชีพตัวเองเพื่อทำลายอีกคนหนึ่งนั้นยังเป็นเรื่องที่ต้องคิดใคร่ครวญไม่น้อย

มันคือราคาทางใจที่ผู้ก่อเหตุต้องคิดก่อนจะตัดสินใจลงมือทำ

แต่การใช้อาวุธที่สั่งการโดย AI ไม่มีความเสี่ยงเรื่องชีวิตสำหรับผู้ก่อเหตุ จึงเป็นการตัดสินใจที่ง่ายกว่า…และอันตรายกว่า

คําถามต่อมาก็คือว่าหากการทำสงครามเริ่มใช้อาวุธ AI แล้ว ใครคือผู้ต้องรับผิดชอบต่อการประหัตประหารหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา

ถ้าเป็นมนุษย์ที่อยู่ในกระบวนการสั่งการและตัดสินใจของการทำสงคราม เรารู้ว่าใครจะต้องรับผิดชอบเพียงใด

แต่เมื่อการสังหารถูกกำหนดให้เป็นระบบอาวุธอัตโนมัติ เส้นแบ่งและขอบข่ายของความรับผิดชอบก็ขาดความชัดเจน

เหมือนเมื่อรถที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองเกิดไปวิ่งชนคนเดินถนนเป็นความรับผิดชอบของใคร

ดังนั้น หากกฎกติกาว่าด้วยการใช้อาวุธอัตโนมัติยังคลุมเครือเช่นนั้น ก็อาจไม่สามารถจับมือใครดมได้ว่าผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของฝ่ายตรงกันข้ามคือใครกันแน่

ก็เท่ากับเป็นการเปิดทางให้เกิดความอยุติธรรม หรือแม้การละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศได้เช่นกัน

และหากทุกคนเข้าถึงอาวุธอัตโนมัติเช่นนั้นได้ การเข่นฆ่าในทุกระดับรวมไปถึงสงครามใหญ่ก็ระเบิดขึ้นได้ทุกขณะ

สังคมโลกจะหมดความปลอดภัยทันที

ไม่แต่เท่านั้น ในเมื่ออาวุธอัตโนมัติสามารถกำหนดเป้าหมายบุคคล โดยใช้การจดจำใบหน้าหรือท่าทางการเคลื่อนไหวหรือใช้วิธีการติดตามสัญญาณโทรศัพท์หรือ IoT ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงหนักขึ้นอีก

เพราะหากทำเช่นนั้นได้เจ้าอาวุธ AI เหล่านี้ก็ไม่ใช่แค่สังหารคนใดคนหนึ่งที่ถูกเล็งเป็นเป้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นสิบเป็นร้อยเป็นพันได้

ไม่พักต้องพูดถึงฉากทัศน์ “สิ้นโลก” เช่น AI สามารถกำหนดให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ได้เพียงด้วยข้อมูลว่าด้วยอาวุธร้ายแรงของแต่ละฝ่ายล้วนๆ โดยไม่คำนึงถึงศีลธรรมจรรยาแห่งมนุษยชาติเลย

เพราะท้ายที่สุดต้องยอมรับว่าสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ AI ถูกจำกัดด้วยการขาดสามัญสำนึก

และความสามารถเยี่ยงมนุษย์ที่สามารถใช้เหตุผลข้ามฝักข้ามฝ่ายได้

ไม่ว่าจะพยายามฝึกฝนระบบอาวุธอัตโนมัติให้มีสำนึกมโนธรรมและการ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” มากเพียงใด ก็ไม่มีทางที่จะสอนให้มันมี “จิตใจเยี่ยงมนุษย์” ได้

AI “ฉลาด” ขึ้นก็อาจจะทำอะไรได้มากขึ้นจนเกินกว่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้

แต่มันไม่สามารถจะเข้าใจถึงผลกรรมอันเกิดจากการตัดสินใจของมันอันเกิดจากข้อมูลและตัวเลขล้วนๆ ที่ไม่เข้าใจคำว่า “ประนีประนอม” หรือ “แพ้เป็นพระชนะเป็นมาร”

เพราะมันถูกสอนให้ชนะอย่างเดียว…ไม่ว่าใครจะต้องเสียหายมากน้อยเพียงใด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

จังหวัดชัยนาท จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569
สายใย
Expensive Petroleum | กวีกระวาด : รอนฝัน ตะวันเศร้า
กลิ่นเครื่องเทศ | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
ลิซ่า Goals บลู (ระวัง) GONE
ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ China First ของจีน
เหลื่อมล้ำ และหนี้สินของผู้คนจนไม่ไหวแล้ว โว้วว…
เข็นนกขึ้นเขากระโดงระวังเจ๊ง
ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
‘สวีเดน’ มาอีกประเทศ เตรียมแบนมือถือในโรงเรียน
Palo Alto ประจำปี