สายธารวรรณกรรมเพื่อชีวิตของไทย : ประวัติศาสตร์ของคนและความคิดที่ไหลรุดไป

รายงานพิเศษ | กาสะลอง
สายธารวรรณกรรมเพื่อชีวิตของไทย
: ประวัติศาสตร์ของคนและความคิดที่ไหลรุดไป
การกล่าวถึงวรรณรรมเพื่อชีวิต วรรณกรรมเพื่อประชาชน บางคนอาจมองว่าเป็นเรื่อง “เชย” ล้าสมัย ถึงขั้นว่าได้ตายไปอย่างค่อนข้างแน่นอนแล้ว ไม่เข้ากับยุคเสรีนิยมแห่งกาลปัจจุบัน
แต่ก็ต้องยอมรับว่าทุกครั้งที่สังคมมีความขัดแย้ง เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำ ผู้คนถูกกดขี่ข่มเหงจากอำนาจเผด็จการ วาทะคำคมที่แฝงอยู่ในวรรณกรรมเพื่อชีวิตก็จะถูกนำมากล่าวถึงเพื่อปลุกปลอบให้กำลังใจให้ผองชนมีความหวัง
รวมทั้งมีการนำชิ้นงานในอดีตมาจัดพิมพ์ใหม่เพื่อรับใช้การเคลื่อนไหวต่อสู้
สะท้อนให้เห็นสัจจธรรมสำคัญว่า การต่อสู้ทางสังคมเพื่อชีวิตที่ดีกว่ายังคงดำรงอยู่และมีการพัฒนาต่อเนื่องจากอดีตสู่ปัจจุบัน
เช่นเดียวกับการต่อสู้ผ่านงานวรรณกรรม ที่นักคิด นักเขียน ได้นำเสนอผลงานสู่สังคมอย่างต่อเนื่องเป็นสายธาร ผ่านยุครุ่งโรจน์ สู่ซบเซา
และพร้อมจะถูกรื้อฟื้นขึ้นมารับใช้เมื่อสถานการณ์การต่อสู้ทางสังคมเริ่มร้อนแรง

แม้ในยามมืดมน เหน็บหนาว รวมทั้งใน พ.ศ.ปัจจุบัน วรรณกรรมเพื่อชีวิตก็ยังทรงความหมาย เสมือน “การให้ฟืนยามหิมะพรำ” เฉกเช่นที่ สุพจน์ แจ้งเร็ว บรรณาการศิลปวัฒนธรรม ผู้ล้ำลึก เปรียบเปรยไว้ในบทนำของสำนักพิมพ์มติชน ที่ได้นำผลงาน “สายธารวรรณกรรมเพื่อชีวิตของไทย” ของ เสถียร จันทิมาธร มาจัดพิมพ์อีกครั้งหลังวันเวลาผ่านล่วงไปกว่า 40 ปี
เสถียร จันทิมาธร นักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์คนสำคัญคนหนึ่งแห่งยุค ผู้มองเห็น “การเคลื่อนไหวในความหยุดนิ่ง” เขียนงานชิ้นนี้ที่กระท่อมน้อยริมธาร แวดล้อมด้วยภูสูงและหุบลึก ในภาวะที่มีความจำกัดอย่างยิ่งของแหล่งข้อมูลอ้างอิง
แต่การที่เขาสามารถให้ภาพรวมของสายธารวรรณกรรมเพื่อชีวิตได้โดดเด่นครบถ้วน เนื่องเพราะประการหนึ่ง ได้ใช้มุมมองประวัติศาสตร์สังคมที่คลี่คลายผ่านมรรควิธีของของฝ่ายวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ตามหลักมาร์กซิสต์
ทั้งก่อนที่จะเขียนงานชิ้นนี้ เขาได้คลุกคลีอยู่กับวงการนักเขียนและมีผลงานปูทางมาแล้วทั้งช่วงก่อนและหลัง 14 ตุลาคม 2516 ได้เรียนรู้จากกัลยาณมิตรอาวุโสหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น อิศรา อมันตกุล เสนีย์ เสาวพงศ์ อุดม ศรีสุวรรณ ไปจนถึงการได้วิสาสะใกล้ชิดกับ “ลุงไฟ- อัศนี พลจันทร” ในแนวรบป่าเขา
จึงทำให้สามารถเรียงร้อยสิ่งที่ตามหลังมาได้อย่างเป็นระบบ
การรังสรรค์งานชิ้นนี้ก็เพื่อเป้าหมายสำคัญในการให้ภาพพัฒนาการของงานวรรณกรรมและสืบกลับไปหาร่องรอยที่มาทางสังคมของมัน
ซึ่งก็คือสาระสำคัญของหนังสือเล่มนี้ที่ปูพื้นมาตั้งแต่ กำเนิดและการคลี่คลายของศิลปวรรณกรรม
ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างโลกธรรมชาติ ชีวิตมนุษย์และศิลปวรรณคดีอย่างที่มันเป็นจริงในแต่ละยุค
ไล่มาตั้งแต่ยุคสังคมบุพกาล ยุคทาส
สู่วรรณกรรมยุคคลาสสิคในสังคมศักดินาของไทยที่ไม่อิงแบบตะวันตก แต่เกิดขึ้นด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างสถาบันกษัตริย์กับสถาบันศาสนา
สู่รุ่งอรุณของวรรณกรรมยุคกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาที่ปัญญาชนเริ่มมีโอกาสแสดงบทบาททางความคิดของตนมากขึ้นเนื่องเพราะการเข้ามาของจักรวรรดินิยมที่มากกว่าหนึ่ง พร้อมเหล่ามิชชั่นนารีและการเข้ามาของแท่นพิมพ์สู่การออกหนังสือพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ ทำให้อำนาจเด็ดขาดของผู้ปกครองยุคศักดินาจำต้องคลายลง นักเรียนนอกและผู้รู้ภาษามีโอกาสแปลและแพร่ความคิดสมัยใหม่สู่สังคมมากขึ้น
การเจาะลึกถึงแนวคิดของนักคิดนักเขียนรุ่นจุดประกาย ไม่ว่าจะเป็นเทียนวรรณ-บุรุษรัตน์ของสามัญชน และศรีบูรพา-จอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ของวงวรรณกรรมไทย สู่วรรณกรรมยุคหลัง 2475 ที่ในทางวรรณกรรม เท่ากับเป็นการยุติยุคแห่งวรรณคดีคลาสสิคที่ดำรงมายาวนานเกือบ 6 ศตวรรษ
วรรณกรรมหลังสงครามโลกครั้งที่สองที่เริ่มมีการเผยแพร่วรรณกรรมการเมืองแนวก้าวหน้าอย่างกว้างขวางสร้างความตื่นตระหนกต่อจักรวรรดินิยมอเมริกาและกลุ่มอำนาจเก่าจนนำไปสู่การปลุกผีคอมมิวนิสต์ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ
จากนั้น นำสู่ขบวนการ “ศิลปเพื่อชีวิต” ยุคแรก การต่อสู้ของวรรณกรรมก้าวหน้า สู่วรรณกรรมใน “ยุคมืด” ทางพุทธิปัญญา วรรณกรรมยุค “แสวงหา” ของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่โดยเฉพาะนักศึกษาในมหาวิทยาลัยที่เป็นตัวแทนคนที่ตื่นตัวก้าวหน้า และวรรณกรรมยุค 14 ตุลา โดยโฟกัสเป็นพิเศษไปที่บทบาทงานเขียนของจิตร ภูมิศักดิ์ ในฐานะนักรบของคนรุ่นใหม่
ปิดท้ายด้วยทิศทางและการต่อสู้ต่อไปของวรรณกรรมไทยที่เชื่อว่าจะเต็มไปด้วยความคึกคักและมีอนาคต มิใช่อยู่บน “ทางสายเปลี่ยว” เช่นทศวรรษ 2490 อีกต่อไป
ทั้งนี้ ผู้เขียนมีการเสริมภาคผนวกแทรกเป็นช่วงๆ ทั้งบันทึกของ “อินทรายุทธ” อันเป็นนามแฝงของนายผี-อัศนี พลจันทร ที่เกี่ยวกับนักเขียนรุ่นของอิศรา อมันตกุล ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มนักเขียนหนุ่มที่โด่งดัง
เกี่ยวกับ จำกัด พลางกูร และ น.ส.พ.เอกชนที่มีเป้าหมายต่อต้านจอมพล ป.พิบูลสงคราม
รวมทั้งภาคผนวกที่เป็นบันทึกของบรรจง บรรเจิดศิลป์ อันเป็นนามปากกาของอุดม ศรีสุวรรณ เกี่ยวกับความคิดก่อนการเคลื่อนไหววรรณกรรมก้าวหน้า
ที่มีทั้งข้อด้อยต่างๆ ในแง่ประสบการณ์ความเข้าใจต่อสังคมที่เป็นจริง การใช้รูปแบบและเนื้อหาที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน
แต่ก็มีจุดแข็งคือมีการปูพื้นความคิดทางการเมืองมาอย่างเข้มข้น ตั้งแต่การต่อสู้ของเทียนวรรณ กรณี “เก๊กเหม็ง ร.ศ.130” การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 การตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง
อีกทั้งมีนักเขียน นักหนังสือพิมพ์รุ่นก่อนหน้าที่มีคุณภาพ รวมทั้งมีความเร่าร้อนของคนรุ่นใหม่ แม้ไม่นำไปสู่นักคิดนักเขียนอย่าง แม็กซิม กอร์กี้ หรือ หลู่ซิ่น แต่ก็สามารถสร้างผลงานที่น่าภาคภูมิตามลักษณะพิเศษของสังคมไทยที่ “ไม่เหมือนเพื่อน” ได้
เขากล่าวถึงที่มาการตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ด้วยว่า เพื่อตอกย้ำว่าในสังคมที่กำลังเร่งรุดไปข้างหน้าเช่นนี้ การทำงานวรรณกรรมในแนว “เพื่อชีวิต” ที่ดีกว่าของประชาชน คือ อาวุธทางวรรณกรรมที่จะเข้าไปร่วมส่วนในการผลักดันสังคมไปสู่ความมีเสรีภาพ ประชาธิปไตยและความรุ่งเรืองไพบูลย์อย่างแท้จริง
ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ นักวิชาการคนสำคัญด้านภาษาและวรรณกรรม แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวไว้อย่างน่าสนใจใน “คำตาม” ของหนังสือเล่มนี้ว่า แม้ชื่อหนังสือจะเป็นการประกาศจุดยืนและความเชื่อมั่นในแนวทางวรรณกรรมเพื่อชีวิต แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาแล้วจะพบว่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการศึกษาวรรณกรรมเพื่อชีวิตในฐานะประเภทหนึ่งของวรรณกรรมเท่านั้น
แท้จริงแล้วเป็นการศึกษาพัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงของวรรณกรรมสมัยใหม่โดยรวม
หนังสือเล่มนี้จึงเป็นขุมทรัพย์อันมีค่าอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของแวดวงวรรณกรรมสมัยใหม่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับนักเขียนและนักหนังสือพิมพ์นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เรื่อยมาจนถึงช่วง 14 ตุลาคม 2516
ดังนั้น สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวรรณกรรมสมัยใหม่แล้ว นี่คือหนังสือที่เป็นแหล่งอ้างอิงอันขาดเสียมิได้
“โฉมหน้าศักดินาไทยในปัจจุบัน” ของจิตร ภูมิศักดิ์ (2500) เป็นงานค้นคว้าของปัญญาชนนอกรั้วมหาวิทยาลัยที่ใช้ทฤษฎีมาร์กซิสต์มาศึกษาประวัติศาสตร์ไทยอย่างเป็นระบบ จนกลายเป็นหลักไมล์สำคัญของทางเลือกใหม่ในการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย
ฉันใดก็ฉันนั้น “สายธารวรรณกรรมเพื่อชีวิตของไทยของ เสถียร จันทิมาธร (2525) ก็เป็นงานค้นคว้าของปัญญาชนนอกรั้วมหาวิทยาลัยที่นำทฤษฎีมาร์กซิสต์มาวิเคราะห์พัฒนาการของวรรณกรรมไทยได้อย่างเป็นระบบครบถ้วนครอบคลุม จนกลายเป็นงานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่จะทำให้เข้าใจวรรณกรรมไทยสมัยใหม่ โดยเฉพาะวรรณกรรมไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475”
“แม้ว่าวรรณกรรมเพื่อชีวิตในฐานะที่เป็นประเภทหนึ่งของวรรณกรรมอาจจะเสื่อมความนิยมไปแล้ว แต่ประวัติวรรณกรรมนิพนธ์ตามทฤษฎีมาร์กซิสต์ของขบวนวรรณกรรมเพื่อชีวิตยังถือว่าเป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรจะได้มีการนำมาใช้เพิ่อศึกษาประวัติความเป็นมาของวรรณกรรมในสังคมไทยให้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น
ยิ่งในยุคปัจจุบันที่คนรุ่นใหม่ได้ตื่นตัวลุกขึ้นมาศึกษาประวัติศาสตร์และอดีตอย่างขะมักเขม้นและอย่างวิพากษ์วิจารณ์ งานศึกษาประวัติวรรณกรรมไทยในอดีตแนวใหม่ที่พ้นไปจากสำนักราชธานีนิยมและราชานิยมนั้นก็มีอยู่น้อยจนถึงน้อยมาก”
และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำไมวันนี้เรายังควรต้องกลับไปอ่าน “สายธารวรรณกรรมเพื่อชีวิตของไทย”
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
