
บทความพิเศษ
ศึกษา นวลนรดิศ
เส้นทาง สุจิตต์ วงษ์เทศ
ขรรค์ชัย บุนปาน
ความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งของหนังสือ “อำนาจของภาษา และวรรณกรรมไทย” มิได้อยู่ที่ชื่อ
ไม่ว่าชื่อของ “หนังสือ” ไม่ว่าชื่อของ สุจิตต์ วงษ์เทศ
หากแต่อยู่ที่การนำเอาภาพของ “พระขรรค์ชัยศรี” มาวางอยู่ในจุดเด่นเป็นสง่าที่สุดของ “หนังสือ”
เกี่ยวอะไรกับ “ภาษา” เกี่ยวอะไรกับ “วรรณกรรม”
ในเมื่อคำอธิบายคือ พระแสงขรรค์ (มักเรียกทั่วไปว่าพระขรรค์) พบในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะ จ.พระนครศรีอยุธยา ถูกบรรจุไว้ในกรุร่วมกับเครื่องราชูปโภคต่างๆ เพื่อแสดงว่าองค์นี้คือ “พระแสงขรรค์ชัยศรี” สัญลักษณ์ความเป็นจักรพรรดิราช ตามคติเมืองพระนครหลวง (นครธม) ที่ส่งทอดถึงเมืองพระนครศรีอยุธยา
พระแสงขรรค์ถูกจัดวางในกรุพระปรางค์วัดราชบูรณะตามพิธีกรรมของลัทธิเทวราช เพื่อสถาปนาสมเด็จพระนครินทราธิราชที่เสด็จสวรรคตขึ้นเป็นจักรพรรดิราชอยู่เหนือบรรดาผีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งปวง
ในจักรวาลของความเป็นกรุงศรีอยุธยา

เรื่องของภาษา
กับพระแสงขรรค์
นี่เป็นเรื่องของลัทธิและพิธีกรรม นี่เป็นเงาสะท้อนแห่งความสัมพันธ์ในทางความเชื่อที่ดำรงอยู่ในสังคมโบราณของไทยจาก “ขอม” มายัง “อยุธยา” อาจเป็นรากฐานแห่งภาษา อาจเป็นรากฐานและแรงบันดาลใจให้กับการเกิดขึ้นของ “วรรณกรรม”
ถามว่าทำไมต้องเป็น “พระแสงขรรค์”
จะเข้าใจเรื่องนี้จำเป็นต้องเข้าใจ “อำนาจของภาษา และวรรณกรรมไทย” จำเป็นต้องเข้าใจ สุจิตต์ วงษ์เทศ
เมื่อเป็นเรื่องของ “วรรณกรรม” ก็ต้องเริ่มจาก “วรรณกรรม”

นิราศ จุดเริ่มต้น
สุจิตต์ วงษ์เทศ
หนังสือ “นิราศ” พิมพ์เอง ขายเอง ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2507 เมื่อ อาทร เตชะธาดา แห่งสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นนำมาตีพิมพ์อีกครั้งในปี พ.ศ.2537 ได้เขียนใน “คำนำ” ระบุ
“นิราศ” ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2507
นับเป็นหนังสือเก่าหายากที่มีคุณค่าและความหมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นหนังสือเล่มแรกของ สุจิตต์ วงษ์เทศ และ ขรรค์ชัย บุนปาน
อันมีความหมายอีกว่า เป็นหนังสือเล่มแรกที่เปิดหน้าต่างวรรณกรรมให้แลเห็นสองเด็กหนุ่มยืนอยู่อย่างสง่าผ่าเผยทั้งที่ขณะนั้นต่างมีวัยเพียง 19-20 ปี
สุจิตต์ วงษ์เทศ ร่ำเรียนอยู่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ขรรค์ชัย บุนปาน เรียนอยู่ที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา
กาลเวลาล่วงเลย บัดนี้ เด็กหนุ่มทั้งสองที่เคยมีคนเรียกขานว่า “สองกุมารสยาม” ก็เติบใหญ่มาเป็น “ผู้ใหญ่ในสยาม” แทนที่
“นิราศ” จึงถือเป็นบาทก้าวแห่งความเป็น “สองกุมารสยาม”
สองกุมาร สยาม
หรือว่า “สาม”
หากใครมีหนังสือ “นิราศ” อยู่ในมือ ก็จะประสบเข้ากับผลงานเชิงกวีนิพนธ์ 2 ชิ้นดำรงอยู่ในเล่มเดียวกัน นิราศเมืองนนท์ สุจิตต์ วงษ์เทศ นิราศมหาชัย ขรรค์ชัย บุนปาน
ที่เรียกกันในภายหลังว่า “สองกุมารสยาม” นั้นถูกต้อง แต่หากดูรายละเอียดของหนังสือ “นิราศ” อย่างครบถ้วน ก็จะสัมผัสได้ว่าองค์ประกอบของพวกเขาเป็น 3
ผู้ร้อยกรองทั้งสองนิราศ เป็น สุจิตต์ วงษ์เทศ เป็น ขรรค์ชัย บุนปาน ถูกต้องแต่ที่ไม่ควรมองข้ามคือ บรรณาธิการและผู้จัดพิมพ์
เป็น เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์
โดยรูปการประหนึ่งว่า “สองกุมารสยาม” จะได้อิทธิพลมาจากการตีพิมพ์หนังสือ “กวีนิพนธ์ อังคาร กัลยาณพงศ์” โดยสำนักพิมพ์สังคมศาสตร์
อันมี สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เป็นบรรณาธิการ
แต่การที่คำนำหนังสือเขียนโดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ จึงสะท้อนให้เห็นว่าแท้จริงแล้วรากฐานสำคัญแห่ง “สองกุมาร” มีอีก 1 กุมาร
เป็นใครไปไม่ได้นอกจาก เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์
บาทก้าว นิราศ
สู่ยุทธจักร หนังสือ
แม้หนังสือซึ่งตีพิมพ์ต่อมาของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ขรรค์ชัย บุนปาน จะไม่มีคำนำจาก เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ อีก เนื่องจากได้เข้าสู่ “วงจร” แห่ง “ธุรกิจ” โดยสมบูรณ์แบบ
นั่นก็คือ เข้าไปอยู่ในความรับผิดชอบของ “สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น” โดยการผลักดันของคน 2 คน
1 ณรงค์ จันทร์เรือง 1 สุพล เตชะธาดา
กระนั้น รากฐานและการดำรงอยู่ของ “สองกุมารสยาม” กับ เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ ก็ยึดโยงกันอยู่ต่อเนื่องยาวนาน
แม้กระทั่งมาอยู่ในร่มเงาแห่ง “มติชน”
แม่น้ำแยกสาย
จากนวลนรดิศ
ความสัมพันธ์ระหว่าง สุจิตต์ วงษ์เทศ กับ ขรรค์ชัย บุนปาน กับ เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่โรงเรียนวัดนวลนรดิศ
เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ ปักหลักอยู่ก่อนแล้ว ขรรค์ชัย บุนปาน มาจากโรงเรียนวัดราชโอรส บางขุนเทียน สุจิตต์ วงษ์เทศ มาจากโรงเรียนวัดมกุฏกษัตริยาราม ข้างคลองผดุงกรุงเกษม
จุดเย้ายวนอย่างยิ่งของ “เรืองชัย” อยู่ที่นามสกุล “ทรัพย์นิรันดร์”
เนื่องจาก เรืองชัยเป็นหลานของ สำราญ ทรัพย์นิรันดร์ เจ้าของนามปากกา “หลวงเมือง” นี่คือจุดเชื่อมต่อของคนทั้งสามเข้าสู่โลก “วรรณกรรม”
เมื่อมาเรียนอยู่ด้วยกันในชั้นมัธยมปีที่ 7 ของโรงเรียนวัดนวลนรดิศ จึงเป็นการร่วมของวัยรุ่นโดยมีความสนใจในหนังสือมาเป็นเครื่องเชื่อม
แม้จะประสบ “วิกฤต” ไม่อาจเรียนต่อไปได้
เหมือนกับความล้มเหลวในการศึกษาในระบบจะเป็น “วิกฤต” แต่วิกฤตกลับกลายเป็น “โอกาส” เมื่อ สุจิตต์ วงษ์เทศ หันไปเรียนที่โรงเรียนผดุงศิษย์พิทยา ขณะที่ ขรรค์ชัย บุนปาน เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ บ่ายหน้าเข้าวิทยาลัยครูสวนสุนันทาในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.)
ผลงาน “กลอน” ขรรค์ชัย บุนปาน เข้าตา อาจารย์กรองแก้ว ปทุมานนท์ ให้เข้าร่วมในการเขียนบทละครกับนักเขียนบทละครผู้ใหญ่เปิดแสดงในงานประจำปี
ทั้งเมื่อส่งบทกลอน “กราบพระรูปทรงม้าน้ำตาริน” เข้าประกวดยังได้รับรางวัลที่ 1
และ เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ เขียน “ข่าวสังคม” ในวารสาร “มิตรสุนันท์”
ขณะที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ ลับฝีมือโดยการส่งบทกลอนไปและได้รับการตีพิมพ์ผ่านนิตยสาร “ดาราไทย” ของ สุรัสน์ พุกกะเวส
นี่คือรากฐานก่อนผลงานจะปรากฏผ่าน “นิราศ”
สุจิตต์ วงษ์เทศ
กับ จิตร ภูมิศักดิ์
อาจเป็นโลกของ “ภาษา” อาจเป็นโลกแห่ง “วรรณกรรม” แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นโลกที่เดินไปตามขนบและความนิยม
สัมพันธ์กับ “แวดวงของกวีและนักกลอน”
ไม่ว่าจะเป็น “ชมรมนักกลอน” ไม่ว่าจะเป็น “สหพันธ์นักกลอน” ณ ร้านกาแฟหน้าวัดอินทร์ บางขุนพรหม
นี่ย่อมเป็นโลกที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ เข้าไปสัมพันธ์
ยังห่างไกลอย่างยิ่งกับโลกของ จิตร ภูมิศักดิ์
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
