‘เนสซี’ สัตว์ประหลาดคอยาวทะเลสาบเนสส์ ความเหมือนที่ต่าง ‘บั้งไฟพญานาค’ กลางลำโขงแดนอีสาน

เป็นเรื่องลี้ลับที่เกิดกับ “ทะเลสาบเนสส์” ทางตอนเหนือสกอตแลนด์ สหราชอาณาจักรมาแต่ยุดึกดำบรรพ์ ถึงปัจจุบันก็ยังโจษขานกัน นั่นคือการร่ำลือในปรากฏการณ์ของสัตว์ประหลาดคอยาวชื่อ “เนสซี” ที่เชื่อว่าอาศัยอยู่ ณ ทะเลสาบแห่งนี้
ทำเอาคนสองกลุ่มเกิดวิวาทะโต้แย้งกันไม่รู้จบกระทั่งบัดนี้
โดยฝ่ายหนึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษกับโมร็อกโก สนับสนุนที่ว่าสัตว์ชนิดนี้มีจริง
ขณะอีกฝ่ายไม่เชื่อด้วยเป็นเพียงตำนานเล่าขานกันต่อๆ มาปราศจากข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
วิกิพีเดียได้ให้รายละเอียดถึงทะลเลสาบเนสส์เจ้าปัญหา มีกายภาพเป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดมหึมากว้างสุด 1.7 ไมล์ หรือ 2.7 กิโลเมตร ยาวสุด 22.5 ไมล์ หรือ 36.2 กิโลเมตร ลึกเฉลี่ย 132 เมตร ลึกสูงสุด 226.96 เมตร คิดเป็นพื้นที่น้ำราว 56 ตารางกิโลเมตร
อุณหภูมิเฉลี่ยในน้ำ 5.6 องศาเซลเซียส ไม่เคยเย็นจัดถึงขั้นเป็นน้ำแข็งตลอดปี
ต้นกำเนิดมาจากแม่น้ำ 8 สาย ธารน้ำขนาดใหญ่อีก 60 สาย ธารขนาดจิ๋วอีกนับร้อย
ส่วนท้องน้ำมีความขุ่นมัวจากจุลินทรีย์สีถ่านหินเหนือผิวน้ำ ที่ถูกชะล้างจากภูเขาสูงรอบๆ ทะเลสาบนับพันปี มีผลให้แสงอินฟราเรดทะลุได้เพียง 1.5 เมตรเท่านั้น
อีกทางหนึ่งเกิดจากชะง่อนผาและโขดหินใต้น้ำ กระนั้น…ทะเลสาบแห่งนี้อนุมานว่าเกิดราว 250 ล้านปีก่อน โดยการเคลื่อนตัวของผิวโลกจนเป็นรอยร้าวสู่หุบเหวลึกรับกระแสน้ำจากภูเขาแล้วกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่หลายแห่ง…
หนึ่งในนั้นคือ “ทะเลสาบเนสส์” นี่แหละ

ย้อนเวลาสู่โลกดึกดำบรรพ์ยุคไดโนเสาร์ ที่ก่อกำเนิดเนสซีรูปร่างคล้ายสัตว์เลื้อยคลานทางทะเลอย่าง “แพลสิโอซอรัส” หรือ “อีลาสโมซอรัส” พีเรียดเดียวกับไดโนเสาร์
แต่ 2 ชนิดหลังได้สูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีก่อน คงเหลือเฉพาะเนสซีที่ผ่านทะเลเหนือเข้ามาเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญได้เกิดขึ้นเมื่อทะเลสาบที่ว่าถูกตัดขาดจากทะเลเหนือ ปล่อยให้เจ้าเนสซีจำต้องใช้ชีวิตอยู่เฉพาะภายในนั้น โดยอาศัยปลาในคอกเดียวกันเป็นอาหารเลี้ยงชีพ
บันทึกบางฉบับกล่าวว่า…การค้นพบเนสซีครั้งแรกเมื่อนักบุญ “โคลัมบา” จอมขมังเวทย์ เดินทางมาทำพิธีไล่ปีศาจทะเลสาบ ที่คร่าชีวิตมนุษย์ไปก่อนหน้าเมื่อกลางปี ค.ศ.565 แค่ 1 ราย แต่คราวนั้นพบเพียงกระแสน้ำปั่นป่วนแทนร่างปีศาจร้าย คนซีกโลกฝั่งสกอตแลนด์จึงพากันเชื่อเป็นนัยว่า…ปีศาจตนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน นอกจากเนสซีสัตว์ประหลาดคอยาวแน่นอน!
บันทึกฉบับเดียวกันบอกปี 1933 มีการตัดถนนผ่านทะเลสาบเนสส์ ทำให้มีผู้พบเห็นเงาตะคุ่มๆ ของเนสซีมากขึ้น
อย่างสองสามีภรรยาขณะขับรถผ่านทะเลสาบ พลันมองเห็นท้องน้ำสั่นไหวอยู่ตรงหน้า จึงรีบจอดรถลงไปดูปรากฏเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ดำหายลงไปในน้ำฉับพลัน
เรื่องนี้มีการเสนอข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นโด่งดังสุดปังทันใด
ปีเดียวกันชายหนุ่มขี่มอเตอร์ไซค์ไฟหน้าส่องเห็นภาพสลัวเนสซีกำลังคลานอยู่บนบกชั่วครู่ลับหายไป…
ปี 1987 มหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮมคลายข้อสงสัยด้วยการนำเรือติดโซนาร์ออกสำรวจทะเลสาบ ครั้งนี้ได้ผล โซนาร์จับเงาบางอย่างเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนตัวอยู่ใต้ท้องน้ำ
แต่ไม่วาย…เกิดเสียงคัดค้านจากคนไม่คิดจะงมงาย ยืนยันว่านั่นคือหมู่ปลาที่แหวกว่ายอยู่ใต้น้ำ ไม่ใช่สัตว์ประหลาดคอยาวอย่างที่ลือกัน

นี่เป็นตัวอย่างความคิดที่ไม่ถึงจุดลงตัวของฝ่ายเชื่อและไม่เชื่อว่ามีเนสซีสัตว์ยุคไดโนเสาร์ในทะเลสาบผืนใหญ่ ที่แม้จะมีหลักฐานภาพถ่ายเป็นเงาสลัวก็ตาม แถมยังค่อนขอดว่าภาพที่เห็นนั้นน่าจะเป็นตัวนากดำผุดดำโผล่ หรือไม่ขอนไม้ และอาจเป็นวัสดุลอยน้ำเสียมากกว่า
ยิ่งกว่านั้น…การค้นพบซากสัตว์ในทะเลจนทำให้คนหลงคิดไปว่ามันคือเนสซีคอยาว แต่ครั้นผ่านการพิสูจน์ดีเอ็นเอแล้ว โป๊ะถึงแตก แท้จริงแล้วเป็นเพียงซากกระดูกฉลามเน่านี่เอง!
อีกนั่นแหละ…ปี 2007 กอร์ดอน โฮล์มส์ ช่างเทคนิคประจำห้องแล็บได้นำภาพเนสซีที่เขาบันทึกได้ขณะนั่งริมทะเลสาบเนสส์ ไปมอบให้เอเดรียน ไชน์ นักชีววิทยาสัตว์น้ำตรวจสอบ
“มันยากที่จะตกแต่งทำปลอมขึ้นมา” ไชน์ว่า “เพราะภาพเนสซีนั้นยังได้โลเกชั่นภูเขารอบทะเลสาบ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบความเร็วของสิ่งเคลื่อนไหวใต้น้ำได้ และเชื่อว่าคือสิ่งมีชีวิตลำตัวยาวราว 15 เมตร ว่ายน้ำได้ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กับมีลักษณะคล้ายครีบปรากฏอยู่”
ภาพนี้ฮือฮามากเมื่อถูกเผยแพร่ในสหราชอาณาจักร ถึงขั้นรัฐบาลนางมาร์กาเรต แทตเชอร์ กล้าที่จะยืนยันว่าเนสซีมีอยู่จริงในโลกนี้…
ปี 2014 ยุคที่วิทยาการก้าวหน้ามีหญิงสาวเมืองผู้ดีวัย 24 ปีนางหนึ่งบังเอิญถ่ายภาพเนสซีได้โดยไม่ได้ตั้งใจภายในทะเลสาบวินเดอร์เมียร์ซึ่งอยู่ห่างทะเลสาบเนสส์ 241 กิโลเมตร และคิดเพียงว่ามันคือหงส์หรือห่านเสียด้วยซ้ำ
พอปี 2016 ขณะวิทยาการก้าวหน้ายิ่งขึ้น มีชาวประมงอ้างโซนาร์บอกร่องลึกทะเลสาบเนสส์ยาวประมาณ 9 ไมล์ ลึก 800-900 ฟุต ยิ่งมั่นใจจะต้องมีเจ้าสัตว์ประหลาดซ่อนตัวอยู่แน่ๆ
แต่พอกลางปี…มีการใช้ยานอวกาศไร้คนขับมุดลงไปถ่ายภาพใต้น้ำที่ลึกกว่าทะเลสาบเนสส์ ทำให้เกิดทฤษฎีใหม่ในหมู่นักวิทยาศาสตร์ซึ่งปฏิเสธไม่มีร่องน้ำลึกและเนสซีอยู่ในนั้น
ถึงตรงนี้คนทั้งโลกถึงงงงวยไม่รู้จะเดินต่อไปอย่างไร? ช่วงนั้น…ธุรกิจพนันที่ถูกต้องภายใต้กฎหมายสหราชอาณาจักร เกิดความคิดให้รางวัล 1 ล้านปอนด์ หรือ 45 ล้านบาท แก่ผู้มีหลักฐานยืนยันตัวตนเนสซีชัดเจน แต่จนบัดนี้ก็ยังไร้คนสมควรได้รับรางวัลดังกล่าวอยู่ดี
นอกจากข่าวสหราชอาณาจักรเปรียบเสมือนแม่เหล็กแรงสูง สามารถดึงทัวริตส์จากทั่วโลกมาพิสูจน์ความจริงกับอะเมซิ่งอิงแลนด์จากดราม่าเนสซี สร้างรายได้ปีหนึ่งมหาศาลทีเดียว

ย้อนกลับมาดูตัวเราที่อีสานบ้านเฮาบ้าง ซึ่งมีปรากฏการณ์ชวนพิศวงค้างคาใจคนไทยมานานแสนนาน เกี่ยวกับ “บั้งไฟผี” ที่เปลี่ยนเป็น “บั้งไฟพญานาค” ภายหลัง อันเกิดจากความเชื่อแต่โบราณว่า…เหล่าพญานาคีใต้บาดาลน้ำโขงจะพร้อมใจกันพ่นบั้งไฟบูชาถวายพระพุทธเจ้า ภายหลังเสด็จโปรดพุทธมารดาครบ 1 พรรษา
ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 คือวันออกพรรษาเทศกาลงานบุญประจำปี โดยมีบั้งไฟจากมวลพญานาคีพุ่งจากกลางลำน้ำโขงดังปาฏิหาริย์ เป็นประจำทุกปีในคืนออกพรรษา
ต่อมาได้เกิดเป็นข่าวสร้างการรับรู้อย่างกว้างขวาง ถึงการเกิดบั้งไฟอย่างน่าอัศจรรย์ในคืนเพ็ญเดือน 11 ยังผลให้ผู้คนเรือนแสนแห่ไปชมสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดซ้ำประจำปี ณ ริมฝั่งโขงตั้งแต่ อ.สังคม อ.โพนพิสัย จ.หนองคาย ถึงแก่งสะดือน้ำโขง หน้าวัดอาฮง อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ
เป็นเหตุให้นักวิทยาศาสตร์ไทยนั่งไม่ติดที่ เพื่อทำการศึกษาวิจัยและค้นหาความจริง
แต่ไม่พบตรรกะนอกจากข้อสรุปเพียงว่า บั้งไฟพญานาคคือก๊าซมีเทน-ไนโตรเจน เกิดที่ความลึก 4.55-13.40 เมตร อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส แต่จะเพิ่มเป็น 26 องศาเซลเซียส ให้ย่อยสลายสารอินทรีย์ พอผลักดันมีเทนในผิวทรายให้พุ่งผ่านผิวน้ำขึ้นสู่ท้องฟ้าคืนเพ็ญเดือน 11 พอดีอย่างน่าฉงน?
แล้วก็ไม่พ้นคนพิเรนหิวแสงคิดลงมือสร้างคอนเทนต์พิสดาร เป็นว่าเหตุมหัศจรรย์พันลึกเช่นนี้ เกิดจากดราม่าโดยน้ำมือมนุษย์อุปโลกน์ขึ้นมา ด้วยมีทีวีช่องหนึ่งจัดทำสกู๊ปพิเศษรายงานถึงบั้งไฟพญานาคจอมปลอม อุ่นแกงการยิงปืนสู่ท้องฟ้าตรงแผ่นดินเพื่อนบ้านฝั่ง สปป.ลาว
ทันทีที่สกู๊ปชิ้นนี้เผยแพร่เหมือนจงใจจะขับเคลื่อนให้เรตติ้งพุ่งกระฉูด ซึ่งเป็นจริงตามนั้น…คือมีแต่เสียงก่นด่ากันขรมจมหูจากผู้คนที่เชื่อถือศรัทธาเป็นสรณะ ผสมโรงกับประชาชนทั่วประเทศที่ให้ความสนใจ จนสปอตโฆษณาและรายการดังกล่าวสูญไปจากหน้าจอ จากสาเหตุการปรุงแกงสวนกระแสพลังความเชื่อของคนหมู่มากนั่นเอง
ล่าสุด…เมื่อออกพรรษาที่ผ่านมา มีบั้งไฟพญานาคปรากฏกลางลำน้ำโขงในพื้นที่หนองคายกระจายไปทั่ว 289 ลูก ท่ามกลางความตื่นเต้นของคลื่นมนุษย์นับแสน สร้างเม็ดเงินท่องเที่ยวให้ท้องถิ่นหลายร้อยล้านบาท
ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เกิดความคิดที่จะพิสูจน์หาความจริง เท่านั้นแหละ…คหบดีที่เกิดและเติบโตในหนองคายถึงสวนกลับเข้าให้ พร้อมเอ่ยปากท้าเดิมพันด้วยเงินติดปลายนวม 1 ล้านบาทเป็นรางวัล ไม่ต่างธุรกิจพนันสกอตแลนด์ที่เตรียมมอบเงิน 45 ล้านบาท หรือ 1 ล้านปอนด์ ให้แก่ผู้สามารถหาหลักฐานยืนยัน “เนสซี” มีจริงในทะเลสาบเนสส์ได้
นักวิทยาศาตร์รายนั้นไม่รับคำท้ารบ บอกแต่เพียงว่า “เราน่าจะมาร่วมงานกันค้นคว้าหาความจริง เพื่อจะได้พบข้อสรุปเป็นรูปธรรมเสียทีว่า บุญบั้งไฟคือศาสตร์ที่ยังลี้ลับแต่น่าเชื่อถือ หรือวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์และจับต้องได้”
ออกพรรษาหน้าเราคงจะพบคำตอบกระมัง?


ทะเลสาบเนสส์

สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
