ต่างประเทศ
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา สหรัฐและอิหร่านบรรลุข้อตกลงยุติการสู้รบและเตรียมเริ่มกระบวนการเจรจาต่อเนื่องเป็นเวลา 60 วัน โดยคาดว่าจะมีการลงนามกันอย่างเป็นทางการ ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ ขณะที่ตลาดโลกตอบรับในเชิงบวกทันที หลังมีการประกาศเตรียมกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงหลังเผชิญความผันผวนอย่างหนักในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
สำนักข่าวเมห์รของอิหร่านรายงานว่า ร่างข้อตกลงดังกล่าวเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายมีกรอบเวลา 60 วัน ในการเจรจาเพื่อหาข้อยุติขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงปริมาณ 440 กิโลกรัม
นอกจากนี้ ทรัพย์สินของอิหร่านมูลค่า 2.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐที่ถูกอายัดไว้ จะได้รับการปลดล็อกและส่งมอบคืนให้แก่ทางการอิหร่านด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ดี อนาคตของโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งเป็นปัญหาคาราคาซังที่สร้างความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่ายมาหลายศตวรรษยังคงเป็นความขัดแย้งหลัก
รองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ ของสหรัฐ กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เงื่อนไขสำคัญในข้อตกลงที่จะลงนามกันคือ การอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบด้านนิวเคลียร์กลับเข้าไปในอิหร่านเพื่อร่วมทำลายคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง
ทว่า ท่าทีของอิหร่านกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยระบุว่า การเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์จะเริ่มต้นขึ้น หลังจากมีการลงนามในข้อตกลงเบื้องต้นวันที่ 19 มิถุนายนนี้เท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีการเอ่ยถึงการจัดการกับคลังยูเรเนียมแต่อย่างใด
เซย์เยด ฮอสเซน มูซาเวียน นักวิเคราะห์นโยบายและอดีตนักการทูตอิหร่าน ซึ่งเคยร่วมทีมเจรจานิวเคลียร์ของเตหะรานกับสหภาพยุโรป (EU) และทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เผยกับอัลจาซีราว่า ความท้าทายที่ยากที่สุดคือการประสานจุดยืนระหว่างการยืนกรานของอิหร่านที่จะเดินหน้าโครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อสันติภาพภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) กับความต้องการของสหรัฐ ที่พยายามบังคับใช้มาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการนี้จะไม่ถูกนำไปใช้ในทางการทหาร
โดยสหรัฐต้องการห้ามไม่ให้อิหร่านดำเนินกระบวนการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมทุกประเภทเป็นเวลานานร่วม 20 ปี แม้แต่การเสริมสมรรถนะเพื่อผลิตพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติก็ตาม
มาเนลี มีร์คาน ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์เกี่ยวกับอิหร่านและกิจการโลก กล่าวว่า คลังยูเรเนียมยังคงเป็นประเด็นสำคัญ ตราบใดที่วัสดุนิวเคลียร์เสริมสมรรถนะและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการแปรรูปยังคงอยู่ภายในประเทศและอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่าน อิหร่านก็ยังคงมีศักยภาพที่จะก้าวไปสู่การผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้
พร้อมกล่าวว่า รัฐบาลอิหร่านมองว่าโครงการนิวเคลียร์เป็นหลักประกันเชิงยุทธศาสตร์ต่อการอยู่รอดของรัฐบาล โดยกลุ่มแกนนำสายเหยี่ยวในระบอบการปกครองได้รวบอำนาจและเพิ่มอิทธิพลเหนือกลไกรัฐอย่างมากในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มองว่าโครงการนิวเคลียร์เป็นหลักประกันเชิงยุทธศาสตร์ต่อการอยู่รอดของรัฐบาล และแทบไม่แสดงสัญญาณใดๆ ว่าพร้อมจะละทิ้งแนวคิดดังกล่าว
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือ อิหร่านจะเริ่มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ ซึ่งแม้ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ อิหร่านจะไม่สามารถจัดเก็บค่าผ่านทางสำหรับการเดินเรือผ่านช่องแคบแห่งนี้ได้โดยตรง แต่ก็ยังมีช่องทางในการเรียกเก็บค่าบริการต่างๆ กับเรือพาณิชย์ที่แล่นผ่านน่านน้ำอาณาเขตของตน
สงครามในครั้งนี้ได้บีบให้อิหร่านต้องเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทของช่องแคบฮอร์มุซใหม่ โดยมองเป็นทั้งเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ และช่องทางสร้างรายได้เสริม เพื่อพยุงระบบเศรษฐกิจที่บอบช้ำอย่างหนักจากการถูกสหรัฐคว่ำบาตร และความเสียหายจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธอีกด้วย
ท้ายที่สุด ข้อตกลงระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่คาดว่าจะลงนามที่นครเจนีวา อาจเป็นหน้าสุดท้ายของสงคราม
แต่รอยยับที่เกิดขึ้นบนหน้ากระดาษแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศยังไม่สามารถคลี่ออกให้เรียบโดยง่าย
และเรื่องราวทั้งหมดนี้ยังอาจจะมีบทต่อไปก็ได้เช่นกัน
