bg-single

สำรวจสถานการณ์ ‘เด็กไทย’ ‘หลุดระบบ-ออกกลางคัน’ ทะลุ 1 ล้าน สู่เป้าหมาย ZERO Dropout!!

06.05.2024

สำรวจสถานการณ์ ‘เด็กไทย’

‘หลุดระบบ-ออกกลางคัน’ ทะลุ 1 ล้าน

สู่เป้าหมาย ZERO Dropout!!

 

ดูเหมือนปัญหาเด็กออกกลางคัน หรือเด็กหลุดจากระบบการศึกษา จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี โดยข้อมูลปี 2566 มีตัวเลขเด็กออกกลางคันสะสมทะลุ 1 ล้านรายไปเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ตัวเลขล่าสุดที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้สำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2566 เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา สู่การกำหนดเป้าหมาย ZERO Dropout ของประเทศ และนำเสนอในงาน Equity Forum 2023 “ทุนมนุษย์เพื่อยุติความเหลื่อมล้ำ” พบข้อมูลตัวเลขสำคัญดังนี้

จำนวนนักเรียนยากจน และยากจนพิเศษ 1.8 ล้านคน ในปีการศึกษา 2566 ที่มีโอกาสหลุดออกจากระบบการศึกษา โดย กสศ.และ 6 หน่วยงานต้นสังกัดทางการศึกษาสนับสนุนทุนเสมอภาคให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษ 1.2 ล้านคน ในระดับการศึกษาอนุบาล 1 ถึงชั้น ม.3

นักเรียนจากครัวเรือนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนต่ำกว่าเส้นความยากจนของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ 2,803 บาท ที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนจากรัฐบาล จำนวน 1 ล้านคน

ประชากรวัยแรงงานในปัจจุบัน 20 ล้านคน ในจำนวนนี้ 74% หรือ 14.5 ล้านคน จบการศึกษาชั้นมัธยมต้น หรือต่ำกว่า และตกอยู่ในวงจรความยากจน

ขณะที่ 22% ของรายได้ คือภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่ครอบครัวของเด็กยากจนต้องแบกรับ หรือสูงกว่า 4 เท่า เมื่อเทียบกับครัวเรือนที่มีฐานะร่ำรวย ซึ่งมีภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเพียง 6% ของรายได้เท่านั้น

ประเทศไทยเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ จากการที่นักเรียนยากจน และยากจนพิเศษ หลุดจากระบบการศึกษา จำนวน 33,547 คน ในช่วงชั้น ม.3 ขึ้น ม.4 และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ รวมทั้ง การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษา (SDG4) จำนวน 409 ล้านบาทต่อปี

ด้านธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 3.5% และเวลาที่ประเทศไทยจะหลุดจากปัญหากับดักรายได้ปานกลางอยู่ที่ 30 ปี

โดยองค์การยูเนสโกประเมินว่า หากบรรลุเป้าหมาย ZERO Dropout ได้สำเร็จตาม SDG4 ประเทศไทยจะเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เพิ่มขึ้น 3%!!

 

นอกจากนี้ ข้อมูลของกองทุน กสศ.ยังระบุว่า ปีการศึกษา 2562 มีนักเรียนยากจน และยากจนพิเศษที่สำเร็จการศึกษาชั้น ม.3 จำนวน 168,307 คน

พอปีการศึกษา 2563 มีเยาวชนที่ไม่พบการศึกษาต่อในระบบการศึกษา และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เดิม สาเหตุหลักคือความยากจน และความห่างไกลของสถานศึกษาระดับมัธยมปลาย หรือเทียบเท่า จำนวน 33,547 คน หรือ 20%, นักเรียนยากจน และยากจนพิเศษ ที่ศึกษาต่อในระดับชั้น ม.4 ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) กศน.หรือเทียบเท่า จำนวน 134,760 คน หรือ 80%

และ 5% ของนักเรียนยากจนพิเศษ ที่ศึกษาต่อระดับมัธยมปลาย/ปวช.ที่ยอมกู้กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ในพื้นที่นำร่อง 7 จังหวัดที่ยากจนที่สุด สาเหตุหลักของการไม่กู้ คือไม่ต้องการเป็นหนี้ สมัครไม่ทันตามกำหนดเวลา และไม่ทราบว่ากู้ กยศ.เรียนมัธยมปลายได้

ขณะที่ปีการศึกษา 2566 จำนวนของนักเรียนที่ยากจน และยากจนพิเศษ ซึ่งศึกษาอยู่ในระดับชั้น ม.3 เมื่อปีการศึกษา 2562 ที่เข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาผ่านระบบทีแคส ปี 2566 ลดลงจากทีแคส ปี 2565 จำนวน 21,921 คน หรือ 12.46% มีนักเรียนยากจน และยากจนพิเศษ เพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้น ที่สามารถศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้สำเร็จ แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา

ซึ่งต่ำกว่าค่าสถิติของทั้งประเทศมากกว่า 3 เท่า!!

 

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ.ระบุว่า ขณะนี้มีข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับตัวเลขเด็กออกกลางคัน ตั้งแต่อายุ 3-18 ปี จากข้อมูลตั้งแต่ปี 2546 มีเด็กออกกลางคัน 238,707 คน ปี 2565 มีเด็กออกกลางคัน 1 แสนคน และปี 2566 มีเด็กออกกลางคันสะสม 1,0205,514 คน

ซึ่งข้อมูลตัวเลขนี้ตรวจสอบจากหลายกระทรวง ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ กสศ.

"Advertiser"

ข้อมูลนี้ สะท้อนให้เห็นว่าหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีคนยากจนเพิ่มขึ้น โดยตัวเลขคนที่ยากจนพิเศษเพิ่มเป็น 1.34 ล้านคน จากเดิม 9.9 แสนคน สาเหตุที่ทำให้เด็กออกกลางคัน 70% มาจากความยากจน ไม่มีรายได้ รองลงมา ระบบการศึกษาที่แพ้คัดออก มีการแข่งขัน เด็กเรียนไม่ดีโดนคัดออก เด็กที่มีปัญหาสังคม เช่น ตั้งครรภ์ ติดยาเสพติด มีปัญหาเรื่องความรุนแรง เป็นต้น นอกจากนี้ ระบบการศึกษาในปัจุบันมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ยิ่งเรียนสูงยิ่งมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น

ขณะที่รายได้ และหนี้สินของคนยากจน เข้าไม่ถึงนโยบายแก้หนี้ของรัฐบาล

ที่สำคัญที่สุด ครอบครัว และตัวเด็ก เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารเรื่องแหล่งเงินทุนของรัฐ

ปัญหาเหล่านี้ ส่งผลให้เด็กที่อยู่ในระดับอนุบาล 3 ขึ้นชั้น ป.1 หลุดระบบ 1-4% ส่วนชั้น ป.6 ขึ้นชั้น ม.1 หลุดระบบ 19% ส่วนชั้น ม.3 ขึ้นชั้น ม.4 หลุดจากระบบ 54% เมื่อถึงอุดมศึกษา จะเหลือเด็กอยู่ในระบบไม่ถึง 10%

ซึ่งรัฐบาลก็เห็นประเด็นปัญหาดังกล่าว จึงมีนโยบาย Thailand Zero Dropout โดยหน่วยงานภายใต้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อย่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีโครงการตามน้องกลับมาเรียนระยะที่ 2 ส่วนกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่ในอดีตเคยมีระเบียบไม่ให้เด็กต่ำกว่า 12 ปีเรียน ขณะนี้ยืดหยุ่นมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังขับเคลื่อนครั้งใหญ่ โดยจัด 1 โรงเรียน 3 ระบบ ให้โรงเรียนเปิดสอนได้ในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย จึงเห็นหลายโรงเรียนเริ่มจัดการเรียนการสอนตามสภาพปัญหา เพื่อเอื้อให้เด็กเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ป้องกันไม่ให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษา

พร้อมทั้งเสนอแนะว่าการศึกษาภาคบังคับที่ให้เด็กเรียนจบชั้น ม.3 ไม่เพียงพอแล้ว รัฐบาลจะต้องให้เด็กไปต่อถึงระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ดังนั้น ต้องทุ่มงบประมาณ และเปลี่ยนการศึกษาภาคบังคับใหม่ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพราะมีข้อมูลยืนยันว่าถ้าจบ ปวส. เด็กจะมีทักษะพาตัวเองและครอบครัวหลุดจากความยากจนข้ามรุ่นได้

ฉะนั้น จะทำอย่างไรให้เด็กได้ไปต่อระดับมัธยมปลาย หรืออาชีวศึกษา!!

 

ล่าสุด นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร. เด้งรับข้อมูลของกองทุน กสศ.ทันที โดยจะประสานเข้าพบ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ เพื่อหารือว่า สกร.กับ กสศ.มีโครงการใดบ้างที่จะช่วยกันจัดการศึกษาให้เด็กกลุ่มเปราะบาง และเด็กยากจนที่หลุดจากระบบการศึกษา ที่ กสศ.มีข้อมูลอยู่ เพราะ สกร.มีครูกระจายอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งเข้าถึงเด็กได้โดยตรง และมีแหล่งเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ง่าย

เพียงแต่ สกร.มี “ข้อจำกัด” เรื่องงบประมาณ ขณะที่ กสศ.มีงบประมาณช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง ยากจน และเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หาก สกร.ได้รับการสนับสนุนงบฯ จาก กสศ.เพื่อดำเนินโครงการงานที่เป็นภารกิจที่ สกร.ต้องขับเคลื่อน จะทำให้การดูแลเยาวชนกลุ่มเปราะบางที่หน่วยงานอื่นเข้าไม่ถึง ทำได้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งอธิบดี สกร.ยังมองว่า การดูแลเยาวชนกลุ่มเปราะบาง สอดคล้องกับนโยบายการลดภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียน และผู้ปกครอง ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. บวกกับ สกร.กำลังพัฒนาระบบการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเรียนจบจากที่ไหน

ดังนั้น ถ้า กสศ.กับ สกร.ร่วมมือกันในการดูแลเยาวชนกลุ่มเปราะบาง เท่ากับ “เพิ่มทางเลือก” และ “สร้างโอกาส” ให้เด็กเข้าถึง “การศึกษา” และไปต่อในระดับการศึกษาที่สูงขึ้นได้!! •

 

| การศึกษา

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | หยดฝนย้อย หยาดฟ้า มาสู่ดิน ประมวลสิ้น เป็นมหา สาครใหญ่
‘สหัสวัต’ ชวนทบทวนวาทกรรม ‘ต่างชาติแย่งงานคนไทย’ ชี้ปัญหานายจ้างบางรายฉวยโอกาสกดค่าแรง
เปิดข้อมูลใหม่! บริษัทรปภ.เอกชนกัมพูชา ตัวการสำคัญ การละเมิดสิทธิในศูนย์สแกมเมอร์
เชลยศึกสงครามลาว (55) “Taking Chance”
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (200)
อ่าน สงครามชีวิต อ่าน กุหลาบ สายประดิษฐ์ อ่าน สังคมสยาม
ดินแดง ราชปรารภ หลักฐาน ของ NICK NOSTITZ ในดง กระสุน ความเร็วสูง ‘ทหาร’
เผ็ดร้อนแค่ไหน เมื่อ AI รีวิว ‘คน’
50 ปี 6 ตุลา (9) ชีวิตเปลี่ยน – ประเทศเปลี่ยน
E-DUANG | ภาพลักษณ์ การเมือง ไอซ์ รักชนก ณเบื้องหน้า เชิญชวน เงิน”บริจาค”
การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz