bg-single

การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการสร้างสันติภาพ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

21.05.2024

เร็วๆ นี้ผมมีโอกาสไปร่วมในโครงการสัมมนา “การมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้” จัดโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษา และเสนอแนวทางส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ของสภาผู้แทนราษฎร

โดยมีความเห็นว่าเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบดังกล่าว “การรับฟังจากกลุ่มประชาชนที่ประสบเหตุการณ์ต่างๆ มาเป็นเวลานาน คงจะสะท้อนสภาพปัญหา มุมมอง กำเนิดแนวคิดที่จะให้สภาผู้แทนราษฎรสะท้อนความคิดเกี่ยวกับแนวทางในการสร้างสันติภาพให้เป็นรูปธรรมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ไปยังรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

น่าสนใจว่าเป็นครั้งแรกที่สภาผู้แทนราษฎรลงมาเกาะติดและตั้งใจนำข้อคิดและข้อมูลจากภาคประชาชนเพื่อไปกำหนดมาตรการทางกฎหมายในการสร้างสันติภาพต่อไป

นายจาตุรนต์ ฉายแสง พรรคเพื่อไทย เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้

มีนายนัจมุดดีน อูมา แห่งพรรคภูมิใจไทย เป็นที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ

พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา พรรคภูมิใจไทย เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญฯ

และมีนายนัจมุดดีน อูมา เป็นรองประธานฯ

รูปแบบหลักที่ใช้ในการสัมมนาครั้งนี้คือ ภาคเช้าเป็นการบรรยายโดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิสองท่านในหัวข้อ “ความเป็นมาของความขัดแย้งในชายแดนภาคใต้” โดยมีผมและอาจารย์ ดร.ชญานิษฐ์ พูลยรัตน์ แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นวิทยากร

หัวข้อที่สองคือ “หัวข้อเกี่ยวกับการพูดคุยกระบวนการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้”

โดยรองศาสตราจารย์มารค ตามไท แห่งมหาวิทยาลัยพายัพ ผู้มีประสบการณ์ในกระบวนการพูดคุยมาก่อนเป็นวิทยากรกับนายรอมซี ดอฆอ ซึ่งเป็นอนุกรรมการพิจารณาศึกษาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมฯ

กล่าวโดยรวมผมเห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในความเห็นของผู้เข้าร่วมการสัมมนา ซึ่งมีทั้งภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ ข้าราชการ นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป ทั้งหญิงและชาย ในวัยที่หลากหลายจากหนุ่มสาวไปถึงผู้อาวุโส

ลักษณะเด่นของการแสดงออกคือการเปิดกว้างและรับฟังถึงที่มาและจุดสร้างความขัดแย้งที่นำไปสู่ความรุนแรง ส่วนใหญ่ต้องการสันติภาพและความสงบที่สามารถแลกเปลี่ยนความเห็นต่างกันได้

เป็นบรรยากาศและการอภิปรายในปัญหาความขัดแย้งในชายแดนภาคใต้ที่ไม่เหมือนก่อนโน้น ซึ่งมักจัดกันแต่เฉพาะในพื้นที่โดยเฉพาะในปาตานี ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ วิทยากรส่วนใหญ่มาจากกรุงเทพฯ ความหลากหลายจึงมีน้อย และบรรยากาศของความอึมครึมและไม่วางใจในสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้การแสดงออกและการแลกเปลี่ยนไม่อาจเป็นไปอย่างเสรีและไม่มีขีดจำกัดได้

ที่สำคัญตอนนั้นไม่มีใครคิดว่าการเจรจาระหว่างขบวนการฯ กับฝ่ายรัฐจะสามารถเกิดขึ้นมาได้

แต่เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จัดให้มีการเจรจาสันติภาพระหว่างผู้แทนฝ่ายความมั่นคงไทยกับตัวแทนขบวนการฯ ได้ รู้สึกได้ว่าบรรยากาศค่อยเปลี่ยนไปสู่แนวทางที่จะหันหน้ามาสู่การเจรจากันได้

ผมจึงสนใจหัวข้อว่าด้วยกระบวนการพูดคุยสันติภาพในชายแดนใต้ของอาจารย์มารค ตามไท อย่างยิ่ง เมื่อได้ฟังคำบรรยายและคำบอกเล่าของอาจารย์หลายครั้งทำให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการพูดคุยนี้มากขึ้น

หลายเรื่องเป็นข้อมูลที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเนื่องจากเป็นข้อมูลลับของหน่วยงานความมั่นคงและคณะทำงานไม่สามารถเปิดเผยต่อภายนอกได้

ในระหว่างการสัมมนา อาจารย์มารคซึ่งยังมีตำแหน่งเป็นผู้สังเกตการณ์ในการเจรจาระหว่างผู้แทนฝ่ายไทยกับฝ่ายขบวนการ ได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว ไม่ต้องการทำให้เกิดความขัดแย้งในบทบาทของวิทยากรที่อภิปรายกระบวนการพูดคุยต่อที่ประชุมสาธารณะ อันทำให้ไม่เป็นที่สบอารมณ์ของฝ่ายความมั่นคง

ผลคือทำให้ผมได้ฟังข้อมูลเรื่องราวเบื้องหลังการดำเนินการพูดคุยโดยเฉพาะจากฝ่ายความมั่นคงไทยอย่างไม่เคยได้ยินมาก่อน เป็นความรู้ที่หาค่าไม่ได้

แต่เมื่อได้ทราบแล้วก็ทำให้ต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่ต่ออนาคตของกระบวนการพูดคุยสันติสุขและสันติภาพที่กำลังดำเนินอยู่ขณะนี้เป็นอย่างยิ่ง

 

เรื่องที่สามารถเล่าได้ที่สำคัญคืออาจารย์มารค ตามไท มีบทบาทอย่างมากในการร่วมร่างนโยบายความมั่นคงแห่งชาติเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ฉบับล่าสุด (และสุดท้ายก็ได้) ฉบับปี พ.ศ.2542-2546 ซึ่งปรับเปลี่ยนกรอบคิด มโนทัศน์และวิธีการมองความมั่นคงแห่งชาติจากกรอบเดิมที่ใช้กันมากว่า 20 ปีที่มองปัญหา จชต. ว่าเป็น “ปัญหาการรักษาอำนาจรัฐ” หรือ “การสามารถควบคุมระดับความรุนแรงได้”

มาสู่การตั้งโจทย์ใหม่โดยนำแนวคิดสันติวิธีในฐานะยุทธศาสตร์ความมั่นคงมาใช้แทนว่า “แทนที่ทำอย่างไรที่จะรักษาอำนาจรัฐ มาสู่เป็นการรักษาความมั่นคงในชีวิตของคนในพื้นที่”

เมื่อโจทย์เปลี่ยนการกำหนดนโยบายความมั่นคงในพื้นที่ก็ต้องเปลี่ยนตามด้วย นี่คือการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างเลยทีเดียว เพราะมันไม่เน้นการใช้อำนาจของรัฐโดยเจ้าหน้าที่รัฐอีกต่อไป

หากเน้นไปที่การรักษาความปลอดภัยในชีวิตของคนทุกคนในพื้นที่ คนกลายมาเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่รัฐดังแต่ก่อน (มารค ตามไท และสมเกียรติ บุญชู 2551)

นโยบายความมั่นคงฉบับก้าวหน้านี้มีข้อเสนอสำคัญ 3 ประการ คือ

หนึ่ง) ความมั่นคงจะเกิดขึ้นในภาคใต้หากทำให้ “ประชาชนมุสลิมสามารถอยู่อย่างมุสลิมในสังคมไทย” โดยได้รับการยอมรับว่าเป็นคนไทยเท่ากับคนไทยอื่นๆ ทุกคน

สอง) “เปลี่ยนจากความกลัวความต่าง มาเป็นให้ความต่างนำมาสู่ความมั่นคง” นี่เป็นการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมมากกว่านโยบายผสมกลมกลืนทางชาติพันธุ์ที่ใช้มาแต่สมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามถึงปัจจุบัน

สาม) ความมั่นคงมาจากการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน นี่ก็เป็นการเปลี่ยนโฉมหน้าของความมั่นคงอย่างขนานใหญ่เช่นกัน

 

ความก้าวหน้าและตอบโจทย์ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาติพันธุ์ในประเทศที่เป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลกในยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้นโยบายความมั่นคงใหม่ของไทยที่วางบนยุทธศาสตร์สันติวิธีได้รับความสนใจจากทั่วโลกโดยเฉพาะองค์การสหประชาชาติที่มีสมาชิกประเทศทั่วโลก ถึงกับติดต่อขอแปลไปเป็นภาษาต่างๆ สำหรับใช้ในหลายประเทศทั่วโลก

ทุกคนยอมรับและเห็นด้วยกับแนวคิดและมโนทัศน์ความมั่นคงที่วางบนความหลากหลายทางชาติพันธุ์อย่างยิ่ง

แต่อนิจจาท่านทราบไหมว่านโยบายความมั่นคงใหม่นี้ใช้ได้เพียง 4 ปีก็หมดสภาพกลายเป็นเศษกระดาษอีกแผ่นหนึ่งเหมือนกับรัฐธรรมนูญไทย เมื่อเกิดกรณีปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็งในนราธิวาสโดยกลุ่มขบวนการฯ (2547)

จากนั้นสถานการณ์ทวีความรุนแรงตอบโต้กันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนใน จชต. รัฐบาลต่อมาแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและอำนวยการเสริมสร้างสันติสุข แทน ศอ.บต.ที่ถูกยุบไปในปี 2545 จากนั้นนโยบายความมั่นคงแห่งชาติก็กลับมายังหนทางดั้งเดิมคือการใช้กำลังรักษาอำนาจรัฐและควบคุมความรุนแรงในระดับที่รับได้อีกต่อไป

มันเป็นประวัติศาสตร์ที่เป็นโศกนาฏกรรมที่แท้จริง ดูเหมือนความก้าวหน้าที่เป็นของประชาชนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและยั่งยืนได้ยากมากๆ ในสังคมไทย

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ผมคิดไม่ออก แม้ช่วงสั้นๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงในนโยบายความมั่นคงให้ก้าวหน้าขึ้น พวกเราก็ยังไม่เคยรับรู้มาก่อนเลย ยังเชื่อเหมือนเดิมว่าไม่มีอะไรใหม่ในนโยบายความมั่นคงของรัฐไทย

จนกระทั่งอาจารย์มารค ตามไท เล่าอย่างละเอียดและให้คำวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาถึงความสำเร็จและล้มเหลวของการดำเนินนโยบายความมั่นคงของรัฐไทย ความจริงที่มีความหมายต่อชีวิตคนนับล้านและอนาคตของชาติถึงถูกเปิดเผยออกมา

 

ในส่วนของการเจรจาพูดคุยระหว่างตัวแทนฝ่ายรัฐกับฝ่ายขบวนการฯ นั้น พอสรุปได้ว่ามีการดำเนินการมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และเป็นกิจจะลักษณะมากขึ้นในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์และต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

การพบกันมักกระทำในต่างแดนเพราะปัญหาฐานะของตัวแทนขบวนการฯ ไม่อาจเข้ามาในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย มีการพบกันทั้งในยุโรป มาถึงประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

ผมถามว่าใช้ภาษาอะไรในการเจรจา ฝ่ายขบวนการใช้ภาษามลายูหรืออังกฤษ แต่อาจารย์มารคเชื่อว่าพวกเขาสามารถเข้าใจภาษาไทย แต่ไม่ยอมใช้ อันเป็นเรื่องเข้าใจได้ ประเด็นในการพูดคุยยังเป็นเรื่องทั่วไป ยังไม่ลงไปสู่ก้นบึ้งของความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์ระหว่างสองฝ่าย เรียกว่าเป็นการสร้างบรรยากาศ

และที่สำคัญคือการสร้างความไว้วางใจ (Trust) อันเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้

สำหรับความก้าวหน้าและความสำเร็จของการเจรจา ประเด็นเรื่องความไว้วางใจนี้ อาจารย์มารคกล่าวว่า สร้างยาก ถ้าหากฝ่ายไทยไม่มีการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมของผู้นำรัฐว่าจริงใจและต้องการพูดคุยกันอย่างจริงจัง เช่น ผู้นำระดับที่มีอำนาจลงไปเจอกับฝ่ายขบวนการฯ เรื่องนี้ทำให้เมื่ออาจารย์มารคเสนอต่อนายกรัฐมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์

ท่านตอบตกลงยินดีไปพบฝ่ายขบวนการฯ เป็นครั้งแรกที่หัวหน้ารัฐบาลไปพบปะโดยตรงกับผู้แทนขบวนการฯ แต่หลังจากนั้นทิศทางการเมืองไทยก็เปลี่ยนไปอีก

การแสดงถึงความจริงใจในการเจรจาค่อยหายไปกลายมาเป็นการใช้วาทกรรม “การสร้างสันติสุข” แทน

สุดท้ายปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จในกระบวนการพูดคุย ได้แก่ ความกลัว เป็นภาวะที่สมองส่วนที่สร้างความกลัวมีมากกว่าการสร้างความมั่นใจ อันเป็นภาวะทางความคิดและจิตวิทยาของฝ่ายความมั่นคงไทยมายาวนาน จากความกลัวและวิธีคิดแบบทหาร ทำให้การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เป็นมิติทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง โดยอาชีพทหารถูกฝึกและสอนให้แก้ปัญหาด้วยการใช้กำลังผ่านเครื่องมือ เช่น อาวุธ ไม่ได้ฝึกและสอนให้มาทำงานทางความคิดและวัฒนธรรม

ประเด็นสุดท้ายของความสำเร็จและล้มเหลวในกระบวนการพูดคุยสันติ ได้แก่ สิ่งที่เรียกว่า spoiler หรือตัวบั่นทอนบิดเบือนทำให้โครงการนั้นๆ ไม่อาจบรรลุจุดหมายได้ อาจารย์มารคคิดว่าปัจจัยนี้มีทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ แต่มาจากผู้ปฏิบัติงานที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายใหม่ จะด้วยความไม่เข้าใจหรือเสียผลประโยชน์ก็ตาม แต่ผลคือนำไปสู่การสร้างอุปสรรคขัดขวางหนทางที่จะไปสู่ความสงบสันติในพื้นที่

ปัจจัยตัวนี้มีมาตลอดและเป็นปัจจัยที่ทำลายนโยบายความมั่นคงใหม่ให้พังทลายไปแล้วด้วย และนี่คือความห่วงใยต่ออนาคตของการพูดคุยว่าจะเอาตัวรอดจากบรรดา spoilers ที่ส่งเสียงดังมาตลอดในนามของความมั่นคงแห่งชาติ


อ้างอิง

มารค ตามไท และสมเกียรติ บุญชู “นโยบายความมั่นคงแห่งชาติจังหวัดชายแดนภาคใต้เปรียบเทียบในรอบ 30 ปี” ใน ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ บก. แผ่นดินจินตนาการ : รัฐและการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ กรุงเทพฯ มติชน, 255, หน้า 53-105.



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (จบ)
50 ปี 6 ตุลา : จังหวะของประวัติศาสตร์ และการจรรโลงความรู้สึก
Songs in the Key of Life
‘กนกรัตน์ เลิศชูสกุล’ ถอดบทเรียน จาก ‘คนเดือนตุลา’ สู่ ‘คนรุ่นม็อบ 63’
รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ สะกิดปม ‘ภาษีบาป-ไทยพีบีเอส’ ต้องถกบนหลักฐาน ไม่งั้น ‘สังคมไทยเสียโอกาส’
เสือป่า เข้มข้น 3 ตท.26 ‘จุ๊ฟ-เอี่ยว-เอก’ ชิงดำ จับกระแส ผบ.สูงสุด ทูบี ‘เสธ.ตั้ง-ซีรีส์ 3’ จ่อ ‘เสธ.แจ๊ค’ เต็ง ผบ.ทอ.? จับตา ‘ม้ามืด’ ปรากฏตัว?
E-DUANG | การเมือง ที่ขาด ความเสถียร การเมือง ใน ระบอบสีน้ำเงิน
“วัชระพล” เร่งชงครม.เยียวยาเกษตรกร ลั่น! พร้อมปกป้องพี่น้องชาวประมง สั่งสำรวจความเสียหายให้เสร็จ 31 ต.ค.นี้