ทางแพร่งปฏิรูปตำรวจ จะกินเงินศักดิ์ศรี หรือส่วยหัวส่าย

ระบบตำรวจควรจะต้องสร้างตำรวจให้เข้าใจระบบความคิดของสังคม
สังคมไทยเป็น “เสรีประชาธิปไตย”
ในประเทศเสรีประชาธิปไตย ตำรวจจะเข้าใจระบบกฎหมายและจุดประสงค์ของกฎหมายว่า ถึงแม้องค์กรตำรวจจะเป็นกลไกของรัฐ แต่ก็ไม่สามารถใช้เป็น “เครื่องมือ” แสดงความอำนาจบาตรใหญ่เฉกเช่นที่รัฐบาลจากรัฐประหารเคยกระทำ
ตรงกันข้าม ในฐานะผู้รักษากฎหมาย ตำรวจจะเข้าใจสิทธิของพลเมือง เสรีภาพ และความเสมอกันทางกฎหมาย
ดังเช่นที่ปรมาจารย์ด้านกฎหมาย “คณิต ณ นคร” อดีตอัยการสูงสุด เคยบรรยายเอาไว้ว่า “ความเป็นเสรีนิยม” ของกฎหมายดูได้จากประมวลวิธีพิจารณาความอาญา อาทิ
มาตรา 11 “การสอบสวน หมายถึงการรวบรวมพยานหลักฐาน และการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด และเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำความผิดมาฟ้องลงโทษ”
กับอีกมาตรา “ป.วิอาญา มาตรา 130” ให้เริ่มสอบสวนโดยมิชักช้า จะทำการในที่ใด เวลาใด แล้วแต่จะเห็นสมควร โดยผู้ต้องหาไม่จำเป็นต้องอยู่ด้วย
หลัก “รวดเร็ว” ตามที่กฎหมายบัญญัตินี้เพื่อคุ้มครองสิทธิประชาชน ไม่ให้ชีวิตประสบกับความยุ่งยากลำบากจาก “ความชักช้า” ของผู้ประกอบวิชาชีพตำรวจจนเกินควร
มิพักต้องกล่าวถึงพฤติการณ์อืดอาดล่าช้าถ้าขาดน้ำมันหล่อลื่น
หลายๆ พฤติการณ์ อาทิ การตั้งด่านเรียกรถ ตรวจจับ รีดไถ รับเงินแรงงานเข้าเมืองผิดกฎหมาย รับเงินแก๊งค้ายาเสพติดรายย่อยในพื้นที่ รับเงินร้านของเก่ารับซื้อของโจร คุมแก๊งรีดไถต่างด้าว ทั้งหมดล้ำเส้นเข้าไปอยู่ในพรมแดนของความเป็นโจรทั้งสิ้น
แล้วผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับชั้นทำอะไร!?
ถ้าหากว่านายบางคน “รับ” ด้วย จนเลยเถิดทำกันอย่างเป็นขบวนการก็ล้ำถึงขั้น “กองโจร”!
จะปฏิรูปอย่างไรไหว!?
ทวนความหลังย้อนไปเมื่อ 30-40 ปีก่อน
ที่โรงพักนั่น เคยรับ “เงินเดือน+ซอง” หนาบางต่างกันที่ทำเล
ช่วงเวลาที่ล่วงผ่าน มีปรับปรุงโครงสร้างตำรวจหลายครั้ง เพิ่มอัตราตำแหน่งนายพันนายพลล้นไม่มีงานทำ ที่ยกระดับชั้นกันก็หลายคราว เช่น จาก “สารวัตรใหญ่” ที่เคยเป็นหัวหน้าโรงพัก ทุกวันนี้ใช้ “ผู้กำกับการ” ยศพันตำรวจเอกเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจ
30-40 ปีผ่านไป มีที่ไหนบ้างที่เปลี่ยน มีแต่ “ซองเงินเดือน”
ระบบตำรวจยังคงเหมือนเดิม ต่างกันที่ปัจจุบันมีระบบชัดเจนแน่นอน ไม่อ้อมค้อม ในบางหน่วยหนักหน่วงกว่าแต่ก่อน ไม่เช่นนั้นแล้ว “นายใหญ่” หลายๆ คนคงไม่สามารถจะมั่งคั่งกันเป็นร้อยเป็นพันล้าน
“เงินศักดิ์ศรี” แทบไม่มีความหมาย!
ตำรวจจึงได้เดินทางมาถึงจุดที่เชื่อกันว่า “จริยธรรมตำรวจมีไว้ให้ท่องจำ” และมีแต่คนโง่เท่านั้นที่ทำงานด้วยอุดมคติตามที่อบรมสั่งสอนกันมา
ทำเพื่อประชาชนก็แค่นั้น ถ้าไม่มีเงินส่งนายอย่าหมายจะเจริญก้าวหน้า ความเป็นจริงสะท้อนชัดตามที่ พล.ต.อ.ศักดา เตชะเกรียงไกร นายกสมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ เคยกล่าวเอาไว้ทุกประการว่า “ตำรวจเก็บส่วยเติบโตในหน้าที่ ส่วนตำรวจที่ตั้งใจทำงานกลับไม่โต”
จะปฏิรูปอย่างไรไหว!?
ระบบส่วยกลายเป็นความปกติของตำรวจจนไม่รู้สึกผิด ไม่รู้สึกอาย ไม่เกรงกลัวว่าจะถูกดำเนินคดีอาญา และต้องโทษวินัยถึงขั้นให้ออก ปลดออก ไล่ออกเสื่อมเสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล
คำถามที่น่าจะถามตำรวจแต่ละคนแต่ละชั้นยศเพื่อเก็บข้อมูลมาใช้กับการปฏิรูปก็คือ “เงินเดือนเท่าไหร่ถึงจะพอ” กับคุณภาพชีวิต
หลังจากนั้นอาจจะถามต่อไปได้อีกว่า “กรณีเงินไม่พอใช้” ที่ผ่านมาคุณเคยเลือกทางออกใด
ในความเป็นจริง ทางหนึ่ง “ตำรวจจำนวนหนึ่ง” ย้ำว่า “จำนวนหนึ่ง” ใช้ทุกโอกาสจากตำแหน่งหน้าที่ผู้รักษากฎหมายข่มขู่คุกคาม กรรโชก รีดไถ ถ้าได้ทำสำนวนสอบสวนก็บิดเบือน ทำลายพยานหลักฐาน ช่วยเหลือผู้กระทำผิดแลกกับผลประโยชน์ หากเป็นฝ่ายสืบสวน จับผู้ต้องหามาได้ก็ซักเค้นกันเคร่งเครียดขึงขังพอสังเขป ถึงจุดที่ต่อรองผลประโยชน์ลงตัวเปลี่ยนใจปล่อยไปทันที
ผิดกฎหมาย มีโทษวินัยร้ายแรง เสี่ยงคุกตะราง เสี่ยงถูกไล่ออกจากราชการทั้งนั้น แต่ก็ปฏิบัติกันจนเป็นจารีต ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันมีตัวอย่าง ตัวเป็นๆ ให้เห็นไม่เว้นเล็กใหญ่ชั้นประทวนนายร้อยนายพันหรือนายพล
แต่อีกทางหนึ่งก็ยังคงมีตำรวจที่ไม่ทำ ไม่เสี่ยง ไม่นำความเสื่อมมาให้กับความเป็นตำรวจ ถ้าจะใช้เวลานอกราชการหารายได้เสริมก็ทำในวิถีทางสุจริต
ตำรวจควรจะต้องเข้าใจ “ตัวเอง” ให้ถูกต้องว่าไม่ได้มี “อาชีพ” หาเช้ากินค่ำ ทำมาหาเลี้ยงชีพเพียงเพื่อตัวเองและครอบครัวเหมือนผู้คนทั่วไป
ตำรวจจะร่ำรวยจากการทำผิดกฎหมายไม่ได้!
วิชาชีพตำรวจต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ต้องไม่ลืมว่า “ผล” จากการทำความผิดหรือประพฤติชั่วของตำรวจนั้นไม่ได้กระทบแค่นาย ก. นาย ข. แต่จะกระทบทั้งสังคม และกระเทือนต่อ “ระบบยุติธรรม” ซึ่งถ้าถึงขั้นที่คน “ไม่เชื่อมั่น” สังคมแห่งนั้นก็สามารถจะโกลาหล ผู้คนจะลงมือจัดการกันเอง แอบยิงกันเอง ชำระแค้นกันเอง ทวงหนี้สินกันเอง ใครชดใช้ด้วยเงินไม่ได้ก็ให้ชดใช้ด้วยเลือดและชีวิต
ทุกสังคมจึงมีตำรวจไว้ทำหน้าที่ทั้งในด้านระงับยับยั้งไม่ให้ก่อคดี และปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิด
ทุกสังคมจะเรียกร้องถึงระดับจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจ คาดหวังให้ตำรวจทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อสุจริตชนจะได้ดำเนินชีวิตและทำกิจกรรมขับเคลื่อนสังคมให้เจริญรุดหน้า ไม่ใช่ปล่อยให้สังคมเสื่อมโทรมบ้านเมืองเต็มไปด้วยโจรผู้ร้าย เลี้ยงนักเลงอันธพาล เป็นสมุนรับใช้เจ้าพ่อมาเฟียผู้มีอิทธิพล ค้ายาเสพติดและทำผิดกฎหมายเสียเองจนกลายเป็น “อุปสรรค” การพัฒนาประเทศ
ตำรวจเป็นวิชาชีพที่มีเกียรติ
รัฐจะต้องปรับ “ค่าตอบแทน” ตำรวจให้เป็นธรรม พร้อมกับต้อง “กำจัด” ระบบส่งส่วยนายที่มีมาอย่างยาวนานให้จริงจัง กวาดล้าง “นักบิน” ทั้งในและนอกเครื่องแบบให้สิ้นซาก
ไม่เช่นนั้นการปฏิรูปตำรวจจะมีความหมายแค่การปะผุเคาะพ่นสีรถบุโรทั่งคันหนึ่ง!?!!!
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
