bg-single

719 ทัพไทยสู้ศึกเอเชี่ยนเกมส์ เป้าหมาย 12 ทองวัดระบบที่ยั่งยืน

20.06.2026

เขย่าสนาม | เมอร์คิวรี่

[email protected]

ทุกครั้งที่มหกรรมกีฬา เอเชี่ยนเกมส์ ใกล้เข้ามา สิ่งที่แฟนกีฬาไทยมักหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเป็นอันดับแรกคือคำถามว่า “จะได้กี่เหรียญทอง” ซึ่งเป็นคำถามที่เข้าใจได้ เพราะตารางเหรียญรางวัลคือภาพสะท้อนผลงานที่จับต้องได้ง่ายที่สุด และเป็นตัวชี้วัดที่ถูกใช้มาอย่างยาวนานในโลกกีฬา

แต่หากมองลึกลงไปกว่านั้น เอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 20 ที่เมืองนาโกยา จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 19 กันยายน-4 ตุลาคม 2569 อาจเป็นมากกว่าการแข่งขันเพื่อเพิ่มตัวเลขเหรียญทองของไทยจาก 12 เหรียญที่เคยทำได้เมื่อ 4 ปีก่อนในเอเชี่ยนเกมส์ ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน

เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น คือการทดสอบว่าระบบพัฒนากีฬาไทยกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริงหรือไม่?

สําหรับการเตรียมทัพนักกีฬาไทยครั้งนี้มีความพร้อมทั้งงบประมาณ การเก็บตัวฝึกซ้อม การส่งแข่งขัน การถ่ายทอดสด และเงินรางวัลสำหรับนักกีฬา ซึ่งในเชิงการบริหารจัดการ ถือเป็นสัญญาณเชิงบวก เพราะปัญหาสำคัญของวงการกีฬาไทยในอดีตมักไม่ได้อยู่ที่ศักยภาพของนักกีฬา แต่อยู่ที่ความต่อเนื่องของการสนับสนุน

นักกีฬาหลายคนเคยต้องเริ่มต้นใหม่ทุกครั้งหลังจบมหกรรมกีฬาใหญ่ งบประมาณขาดช่วง การฝึกซ้อมสะดุด หรือการวางแผนระยะยาวไม่ชัดเจน แต่สิ่งที่แตกต่างในรอบนี้คือการที่นักกีฬาจำนวนมากถูกวางแผนให้เก็บตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ซีเกมส์ 2025 ที่ประเทศไทย ผ่านเอเชี่ยนบีชเกมส์ 2026 ที่เมืองซานยา ประเทศจีน ก่อนจะเข้าสู่เอเชี่ยนเกมส์ 2026 ที่ญี่ปุ่น

นั่นหมายความว่าการเตรียมนักกีฬาไม่ได้ถูกมองเป็นระยะสั้นอีกต่อไป และหากเปรียบเทียบกับวงการธุรกิจ นี่คือการลงทุนระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าไทยจะได้เหรียญทองเพิ่มขึ้นกี่เหรียญ แต่คือการลงทุนครั้งนี้จะสร้างผลตอบแทนทางกีฬาได้มากเพียงใด

ย้อนกลับไปในเอเชี่ยนเกมส์ หางโจว ทัพนักกีฬาไทยจบอันดับ 8 ของตารางเหรียญรางวัล ด้วยผลงาน 12 เหรียญทอง 14 เหรียญเงิน และ 32 เหรียญทองแดง เมื่อมองตัวเลขเพียงผิวเผิน อาจดูเป็นผลงานที่อยู่ในระดับมาตรฐานของไทย

แต่หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง จะพบว่าหลายเหรียญทองยังคงกระจุกตัวอยู่ในชนิดกีฬาที่ไทยมีความแข็งแกร่งดั้งเดิม เช่น เทควันโด มวยสากล ตะกร้อ หรือยกน้ำหนัก ขณะที่หลายชนิดกีฬาซึ่งได้รับการลงทุนต่อเนื่อง กลับยังไม่สามารถเปลี่ยนงบประมาณและทรัพยากรให้กลายเป็นเหรียญรางวัลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ดังนั้น เป้าหมายของเอเชี่ยนเกมส์ 2026 จึงควรถูกมองในมิติที่กว้างกว่าตัวเลข 12 เหรียญทอง เพราะการพัฒนากีฬาสมัยใหม่ไม่ได้วัดกันที่ความสำเร็จของนักกีฬารุ่นใดรุ่นหนึ่ง แต่วัดกันที่ความสามารถในการสร้างระบบที่ผลิตความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่อง

เอเชี่ยนเกมส์ 2026 ไทยส่งนักกีฬาเข้าร่วมทั้งหมด 719 คน จาก 46 สมาคมกีฬา ประกอบด้วย กรีฑา 35 คน, กีฬาทางน้ำ 60 คน (ว่ายน้ำ 18 คน, กระโดดน้ำ 2 คน, โปโลน้ำ 30 คน, ระบำใต้น้ำ 10 คน), ยิงธนู 8 คน, แบดมินตัน 20 คน, เบสบอล 24 คน, ซอฟต์บอล 17 คน, บาสเกตบอล (3 คน, 5 คน) 20 คน, อีสปอร์ต 29 คน, มวยสากล 11 คน, คริกเกต 15 คน, เรือกรรเชียง 14 คน, เรือแคนู/คยัค 16 คน (แคนูสปริ้นต์ 6 คน, แคนูสลาลอม 10 คน), จักรยาน 24 คน, ขี่ม้า 11 คน, ฟันดาบ 10 คน, ฟุตบอล (ชาย-หญิง) 46 คน, กอล์ฟ 6 คน, ยิมนาสติก 12 คน, แฮนด์บอล 16 คน, ฮอกกี้ (ชาย-หญิง) 40 คน

ยูโด 7 คน, กาบัดดี้ 24 คน, คาราเต้ 10 คน, ยูยิตสู 16 คน, คูราช 4 คน, MMA การต่อสู้แบบผสม 2 คน, วูซู 6 คน, ปัญจกีฬา 3 คน, สเกตบอร์ด 7 คน, รักบี้ฟุตบอล 26 คน, เรือใบ 12 คน, วินด์เซิร์ฟ 4 คน, กระดานโต้คลื่น 4 คน, ตะกร้อ 30 คน, ยิงปืน 16 คน, ยิงเป้าบิน 8 คน, ปีนหน้าผา 6 คน, สควอช 4 คน, เทเบิลเทนนิส 8 คน, เทนนิส 12 คน, ซอฟต์เทนนิส 5 คน, ไตรกีฬา 6 คน, วอลเลย์บอล 32 คน (ในร่ม 24 คน, ชายหาด 8 คน), เบรกกิ้ง 4 คน, ยกน้ำหนัก 10 คน, มวยปล้ำ 4 คน, เทคบอล 5 คน

การส่งนักกีฬาไทยถึง 719 คน จาก 46 สมาคมกีฬา สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในกีฬาหลากหลายประเภท แต่ความท้าทายคือการเปลี่ยนจาก “การเข้าร่วมแข่งขัน” ไปสู่ “การแข่งขันเพื่อชัยชนะ” เพราะหลายชนิดกีฬาในเอเชี่ยนเกมส์ปัจจุบันมีมาตรฐานสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ประเทศมหาอำนาจอย่าง จีน ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ยังคงเป็นผู้นำของทวีป ขณะที่ชาติขนาดกลางอย่าง อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน อินเดีย และ อิหร่าน ต่างเพิ่มการลงทุนทางกีฬาอย่างจริงจัง แม้แต่ประเทศในอาเซียนอย่าง อินโดนีเซีย เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์ ก็เริ่มมีการพัฒนาระบบกีฬาแห่งชาติอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น

การแข่งขันในเอเชียจึงเข้มข้นกว่าที่เคย พร้อมกับการรักษาอันดับ 8 ของไทยจึงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนในอดีต…

ขณะเดียวกัน เป้าหมายของทัพนักกีฬาไทยไม่ได้อยู่แค่ในเอเชี่ยนเกมส์เท่านั้น เพราะถูกใช้เป็นเวทีวัดระดับความพร้อมก่อนก้าวไปสู่การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ และนักกีฬาหลายคนที่ถูกส่งเข้าร่วมแข่งขันที่นาโกยาคือกลุ่มนักกีฬาที่จะเป็นกำลังหลักของไทยในโอลิมปิกเกมส์ ลอสแองเจลิส 2028

นั่นหมายความว่า เหรียญรางวัลที่ได้ในเอเชี่ยนเกมส์อาจเป็นเพียงผลลัพธ์ระยะสั้น แต่ประสบการณ์และการพัฒนาที่เกิดขึ้นต่างหาก คือผลตอบแทนระยะยาวที่สำคัญกว่า

ในอดีตประเทศไทยมักประสบปัญหาการเปลี่ยนผ่านระหว่างนักกีฬารุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ เมื่อฮีโร่คนหนึ่งอำลาสนาม ก็มักเกิดช่องว่างของผลงานตามมา ซึ่งหากเอเชี่ยนเกมส์ 2026 สามารถสร้างนักกีฬารุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนได้สำเร็จ นั่นอาจเป็นความสำเร็จที่มีคุณค่ามากกว่าเหรียญทองหลายเหรียญรวมกัน

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือความคาดหวังของสังคมไทย เนื่องจากทุกครั้งที่นักกีฬาเดินทางไปแข่งขันมหกรรมกีฬาใหญ่ ความกดดันจากเป้าหมายเหรียญรางวัลมักถูกส่งต่อไปยังตัวนักกีฬาโดยตรง แต่ในความเป็นจริง ความสำเร็จทางกีฬาไม่ควรเป็นภาระของนักกีฬาเพียงฝ่ายเดียว

เพราะมันเป็นผลลัพธ์จากระบบทั้งหมด ตั้งแต่การค้นหาเยาวชน การพัฒนาโค้ช วิทยาศาสตร์การกีฬา การบริหารจัดการ ไปจนถึงการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน

ดังนั้น หากไทยจะตั้งเป้าหมายสำหรับเอเชี่ยนเกมส์ครั้งนี้ เป้าหมายนั้นไม่ควรหยุดอยู่ที่คำว่า “ต้องได้มากกว่า 12 เหรียญทอง” แต่ควรเป็นการพิสูจน์ว่า ประเทศไทยกำลังสร้างระบบกีฬาที่แข็งแรงขึ้นกว่าเดิม ระบบที่สามารถสร้างนักกีฬาคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง ระบบที่สามารถแข่งขันกับประเทศชั้นนำของเอเชียได้ในระยะยาว และระบบที่ทำให้ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของนักกีฬาบางคนเท่านั้น

เมื่อถึงวันที่พิธีปิดการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ ที่นาโกยามาถึง ตัวเลขเหรียญทองอาจเป็นสิ่งแรกที่ผู้คนมองหา แต่สำหรับคนกีฬาแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าไทยได้กี่เหรียญ แต่อยู่ที่ว่าหลังจบเอเชี่ยนเกมส์ 2026 ประเทศไทยเข้าใกล้การเป็น “ชาติกีฬาชั้นนำของเอเชีย” มากขึ้นกว่าเดิมหรือไม่

เพราะในท้ายที่สุด เหรียญรางวัลคือผลลัพธ์ของการแข่งขันหนึ่งครั้ง แต่ระบบที่ดีคือสิ่งที่จะสร้างความสำเร็จได้อีกหลายครั้งในอนาคต…



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เส้นทางฟื้นเศรษฐกิจ หลังฉีด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’
‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)