ส่องลึกอิหร่าน: 7) อเมริกากับตะวันตกแซงก์ชั่นอิหร่าน
คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ
- ส่องลึกอิหร่าน 1) สหรัฐเซ้งนโยบายต่ออิหร่านให้อิสราเอล
- ส่องลึกอิหร่าน: 2) เปรียบเทียบระบอบปฏิวัติรัสเซีย-จีน-อิหร่าน
- ส่องลึกอิหร่าน : 3) กองทัพประจำการอิหร่าน & กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม
- ส่องลึกอิหร่าน : 4) สถาบันการเมืองพหุนิยมและผู้นำสูงสุดของอิหร่าน
- ส่องลึกอิหร่าน: 5) ระบอบเทววิทยาอิสลามกับฝ่ายค้าน
- ส่องลึกอิหร่าน : 6) ภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคกับสวัสดิการประชานิยมในประเทศ
- อ่านบทความทั้งหมดของเกษียร เตชะพีระ คลิกที่นี่
บทสัมภาษณ์เออวานด์ อับราฮาเมียน (1940-ปัจจุบัน) ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านประวัติศาสตร์อิหร่านแห่ง City University of New York แปลเรียบเรียงจาก Ervand Abrahamian, “Iran Under Fire”, New Left Review, 157, January-February 2026, 33-54 :
กอง บก.NLR : คุณจะจัดแบ่งช่วงเวลาในประวัติการแซงก์ชั่นอิหร่านอย่างไรบ้างครับ ค่าที่มันมีความสลับซับซ้อนเชิงเทคนิคหลายหลากมากมาย ทั้งในแง่การแซงก์ชั่นแบบปฐมภูมิ, ทุติยภูมิ โดยสหรัฐเอย ยุโรปเอย สหประชาชาติเอย?
เออวานด์ : สหรัฐเริ่มแซงก์ชั่นอิหร่านเมื่อปี 1980 เนื่องจากวิกฤตตัวประกัน (กลุ่มนักเคลื่อนไหวหัวรุนแรง ในอิหร่านบุกยึดสถานทูตอเมริกันในกรุงเตหะรานและจับชาวอเมริกัน 52 คนไว้เป็นตัวประกันกว่าหนึ่งปี ดู https://www.britannica.com/event/Iran-hostage-crisis) แล้วการแซงก์ชั่นก็ยืดเยื้อมาเรื่อยๆ บางทีก็ขึ้นสูงสุด บางทีก็ลดระดับลงมา
ในทศวรรษ 1990 ประธานาธิบดีราฟซานจานี (ประธานาธิบดีคนที่สี่ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ครองตำแหน่ง 1989-1997 https://www.bbc.com/thai/international-38551871) เริ่มเจรจากับบรรดาบริษัทน้ำมัน อเมริกันทั้งหลาย โดยเอาสัญญาขุดเจาะค้าขายน้ำมันต่างๆ มาเป็นเหยื่อล่อใจ นี่เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงลักษณะปฏิบัตินิยมของระบอบสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน
เอาเข้าจริงราฟซานจานีเป็นสมาชิกสายแข็งกร้าวของลำดับชั้นผู้นำทางศาสนานะครับ แต่เขาคิดว่าเขาสามารถปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหรัฐให้ดีขึ้นได้โดยยื่นข้อเสนอสัมปทานต่างๆ ให้แก่บริษัทน้ำมันใหญ่
ทว่าข้อตกลงเหล่านั้นถูกรัฐบาลประธานาธิบดีคลินตันของสหรัฐ (ครองตำแหน่งปี 1993-2001) ยกเลิกไปเสีย ว่ากันว่าภายใต้แรงกดดันจากอิสราเอลน่ะครับ เพราะเห็นชัดว่าถ้าตกลงกันได้ บรรดาบริษัทอเมริกันเองนั่นแหละจะได้ประโยชน์เยอะ ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นใช้คำว่าแซงก์ชั่นกันหรือเปล่า แต่ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างนั้นแหละครับ กล่าวคือ ข้อตกลงถูกปิดกั้นไปเสีย
จากนั้นแซงก์ชั่นก็ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีบุชผู้ลูก (ครองตำแหน่งระหว่างปี 2001- 2009) ราวปี 2006 เมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐเริ่มนำเอาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินใหม่ของตนซึ่งพัฒนาขึ้นหลังเหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 มาเล่นงานอิหร่าน แล้วประธานาธิบดีบุชผู้ลูกก็ผลักดันคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ให้ยัดเยียดการแซงก์ชั่นใส่อิหร่านด้วย อาทิ ห้ามยักย้ายถ่ายโอนสินทรัพย์บ้างละ กักกันสินค้า เทคโนโลยีบ้างละ เว้นเสียแต่ว่าอิหร่านจะยอมระงับการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมทั้งหมด
จากนั้นการแซงก์ชั่นของสหประชาชาติก็ขยายไปรวมการเฝ้าสังเกตตรวจสอบธนาคารอิหร่านทั้งหลายด้วย ตอนนั้นทางการวอชิงตันสามารถพึ่งพาอาศัยคะแนนเสียงเห็นพ้องของจีนกับรัสเซียในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้อยู่ครับ
คราวนี้ระหว่างปี 2011-12 เกิดอาการช็อกรุนแรงขึ้นเมื่อประธานาธิบดีโอบามาของสหรัฐ (ครองตำแหน่งระหว่างปี 2009-2017) อาศัยการริเริ่มล็อบบี้ขนานใหญ่ ผลักดันสหประชาชาติให้หนุนหลังมาตรการที่แข็งกร้าวกว่าเดิมมาก โดยให้ระบบชำระเงินระหว่างประเทศที่เรียกว่าสวิฟท์ (SWIFT : Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication) หยุดชำระเงินให้ธนาคารอิหร่านทั้งหมด เพื่อกดดันให้อิหร่านยอมรับ JCPOA (หรือ Joint Comprehensive Plan of Action อันเป็นข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านกับสมาชิกถาวรทั้งห้าของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและสหภาพยุโรป ดูคำอธิบายภูมิหลังที่ https://www.cfr.org/backgrounders/what-iran-nuclear-deal) โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะยกเลิกมาตรการแข็งกร้าวดังกล่าวเสีย เมื่อพิสูจน์ได้ว่าอิหร่านยอมทำตามข้อตกลงนิวเคลียร์นั้น ซึ่งในที่สุดอิหร่านก็ยอมทำตามตอนต้นปี 2016 ครับ
แต่ทว่าพอบรรดาธนาคารทั้งหลายในโลกได้รับสาส์นว่ามันสุ่มเสี่ยงนะที่จะค้าขายกับประเทศที่แน่นอนหนึ่ง พวกเขาก็ย่อมลังเลที่จะเริ่มค้าขายกับประเทศนั้นใหม่อีกนั่นแหละครับ แถมการรณรงค์กระซิบกระซาบให้ร้ายอิหร่านในโลกธุรกิจการเงินก็ยังดำเนินสืบต่อมาด้วย ถึงปี 2012 ปรากฏว่าเหล่าตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจของอิหร่านพากันดิ่งเหวท่ามกลางอาการช็อกของเงินตราสกุลเรียลอิหร่าน มีการฟื้นตัวอย่างเปราะบางเท่านั้นละครับเมื่อผ่อนคลายให้อิหร่านขายน้ำมันได้หลังยอมรับข้อตกลง JCPOA แล้ว
ทว่าอาการช็อกเลวร้ายที่สุดมาถึงเอาในปี 2018 เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ (ครองตำแหน่งรอบแรกระหว่างปี 2017-2021) ถอนตัวออกจากข้อตกลง JCPOA แล้วเพิ่มการแซงก์ชั่นอิหร่านมากขึ้น แรกทีเดียวกลุ่มประเทศ E3 (หมายถึงการจัดแจงให้ร่วมมืออย่างไม่เป็นทางการกันในด้านการต่างประเทศและความมั่นคงในหมู่ 3 ประเทศยุโรป https://ukandeu.ac.uk/explainers/the-e3/) อันได้แก่ บริเตน ฝรั่งเศสและเยอรมนีพากันคัดค้านทรัมป์ มีการพูดเรื่องการข้ามเงินตราสกุลดอลลาร์สหรัฐไปเสีย และบางทีก็อาจสร้างระบบใหม่ขึ้นมาแทน แต่เรื่องที่ว่านั้นถูกปิดกั้นอย่างรวดเร็วเพราะบริษัทยุโรปทั้งหลายไม่อยากสูญเสียการเข้าถึงตลาดสหรัฐ เนื่องจากโดนแซงก์ชั่นแบบทุติยภูมิครับ
จากนั้นกลุ่มประเทศ E3 ก็เลยจัดการยัดเยียดการแซงก์ชั่นใส่อิหร่านแบบของตัวเอง อันเป็นการลงโทษอิหร่านที่ไม่ยอมบรรลุข้อผูกมัดตามข้อตกลง JCPOA ที่มีต่อคณะผู้ตรวจสอบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA – International Atomic Energy Agency ดู https://www.iaea.org/) ในเมื่ออเมริกาฉีกข้อตกลงนั้นทิ้งแล้ว
มาบัดนี้เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงยิ่ง เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ถอนตัวออกจากข้อตกลงไป มันน่าสนใจนะครับที่การอภิปรายจำนวนมากเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในสื่อสิ่งพิมพ์ทุกวันนี้มองข้ามข้อความจริงที่ว่า JCPOA เป็นข้อตกลงที่ดีอยู่แล้วในตัวมัน พวกที่บ่นว่าข้อตกลงดังกล่าวไปไม่ไกลพอน่ะเอาเข้าจริงมักไม่ได้อ่านตัวเอกสาร (ดู Full Text of the Joint Comprehensive Plan of Action ในลิงก์ต่างๆ ที่หน้าเว็บไซต์ https://2009-2017.state.gov/e/eb/tfs/spi/iran/jcpoa/) ซึ่งกระชับชัดเจนยิ่งและกำหนดข้อจำกัดที่แข็งแรงเข้มงวดว่าอิหร่านจะสามารถผลิตแร่ยูเรเนียมได้เท่าไร
กล่าวโดยสรุปคือ ไม่มีทางเลยที่อิหร่านจะสามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้ และเรื่องนี้ก็ถูกเฝ้าสังเกตติดตามอย่างใกล้ชิดยิ่ง มันช่วยขจัดอันตรายของการที่อิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์ให้หมดสิ้นไปเลยแหละครับ
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
