bg-single

ส่องลึกอิหร่าน: 7) อเมริกากับตะวันตกแซงก์ชั่นอิหร่าน

20.06.2026

คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ

บทสัมภาษณ์เออวานด์ อับราฮาเมียน (1940-ปัจจุบัน) ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านประวัติศาสตร์อิหร่านแห่ง City University of New York แปลเรียบเรียงจาก Ervand Abrahamian, “Iran Under Fire”, New Left Review, 157, January-February 2026, 33-54 :

กอง บก.NLR : คุณจะจัดแบ่งช่วงเวลาในประวัติการแซงก์ชั่นอิหร่านอย่างไรบ้างครับ ค่าที่มันมีความสลับซับซ้อนเชิงเทคนิคหลายหลากมากมาย ทั้งในแง่การแซงก์ชั่นแบบปฐมภูมิ, ทุติยภูมิ โดยสหรัฐเอย ยุโรปเอย สหประชาชาติเอย?

เออวานด์ : สหรัฐเริ่มแซงก์ชั่นอิหร่านเมื่อปี 1980 เนื่องจากวิกฤตตัวประกัน (กลุ่มนักเคลื่อนไหวหัวรุนแรง ในอิหร่านบุกยึดสถานทูตอเมริกันในกรุงเตหะรานและจับชาวอเมริกัน 52 คนไว้เป็นตัวประกันกว่าหนึ่งปี ดู https://www.britannica.com/event/Iran-hostage-crisis) แล้วการแซงก์ชั่นก็ยืดเยื้อมาเรื่อยๆ บางทีก็ขึ้นสูงสุด บางทีก็ลดระดับลงมา
ในทศวรรษ 1990 ประธานาธิบดีราฟซานจานี (ประธานาธิบดีคนที่สี่ของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ครองตำแหน่ง 1989-1997 https://www.bbc.com/thai/international-38551871) เริ่มเจรจากับบรรดาบริษัทน้ำมัน อเมริกันทั้งหลาย โดยเอาสัญญาขุดเจาะค้าขายน้ำมันต่างๆ มาเป็นเหยื่อล่อใจ นี่เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงลักษณะปฏิบัตินิยมของระบอบสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

เอาเข้าจริงราฟซานจานีเป็นสมาชิกสายแข็งกร้าวของลำดับชั้นผู้นำทางศาสนานะครับ แต่เขาคิดว่าเขาสามารถปรับปรุงความสัมพันธ์กับสหรัฐให้ดีขึ้นได้โดยยื่นข้อเสนอสัมปทานต่างๆ ให้แก่บริษัทน้ำมันใหญ่

ทว่าข้อตกลงเหล่านั้นถูกรัฐบาลประธานาธิบดีคลินตันของสหรัฐ (ครองตำแหน่งปี 1993-2001) ยกเลิกไปเสีย ว่ากันว่าภายใต้แรงกดดันจากอิสราเอลน่ะครับ เพราะเห็นชัดว่าถ้าตกลงกันได้ บรรดาบริษัทอเมริกันเองนั่นแหละจะได้ประโยชน์เยอะ ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นใช้คำว่าแซงก์ชั่นกันหรือเปล่า แต่ผลลัพธ์ก็เป็นอย่างนั้นแหละครับ กล่าวคือ ข้อตกลงถูกปิดกั้นไปเสีย

จากนั้นแซงก์ชั่นก็ก้าวกระโดดครั้งใหญ่ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีบุชผู้ลูก (ครองตำแหน่งระหว่างปี 2001- 2009) ราวปี 2006 เมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐเริ่มนำเอาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินใหม่ของตนซึ่งพัฒนาขึ้นหลังเหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 มาเล่นงานอิหร่าน แล้วประธานาธิบดีบุชผู้ลูกก็ผลักดันคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ให้ยัดเยียดการแซงก์ชั่นใส่อิหร่านด้วย อาทิ ห้ามยักย้ายถ่ายโอนสินทรัพย์บ้างละ กักกันสินค้า เทคโนโลยีบ้างละ เว้นเสียแต่ว่าอิหร่านจะยอมระงับการเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมทั้งหมด

จากนั้นการแซงก์ชั่นของสหประชาชาติก็ขยายไปรวมการเฝ้าสังเกตตรวจสอบธนาคารอิหร่านทั้งหลายด้วย ตอนนั้นทางการวอชิงตันสามารถพึ่งพาอาศัยคะแนนเสียงเห็นพ้องของจีนกับรัสเซียในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้อยู่ครับ

คราวนี้ระหว่างปี 2011-12 เกิดอาการช็อกรุนแรงขึ้นเมื่อประธานาธิบดีโอบามาของสหรัฐ (ครองตำแหน่งระหว่างปี 2009-2017) อาศัยการริเริ่มล็อบบี้ขนานใหญ่ ผลักดันสหประชาชาติให้หนุนหลังมาตรการที่แข็งกร้าวกว่าเดิมมาก โดยให้ระบบชำระเงินระหว่างประเทศที่เรียกว่าสวิฟท์ (SWIFT : Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication) หยุดชำระเงินให้ธนาคารอิหร่านทั้งหมด เพื่อกดดันให้อิหร่านยอมรับ JCPOA (หรือ Joint Comprehensive Plan of Action อันเป็นข้อตกลงนิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านกับสมาชิกถาวรทั้งห้าของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและสหภาพยุโรป ดูคำอธิบายภูมิหลังที่ https://www.cfr.org/backgrounders/what-iran-nuclear-deal) โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะยกเลิกมาตรการแข็งกร้าวดังกล่าวเสีย เมื่อพิสูจน์ได้ว่าอิหร่านยอมทำตามข้อตกลงนิวเคลียร์นั้น ซึ่งในที่สุดอิหร่านก็ยอมทำตามตอนต้นปี 2016 ครับ

แต่ทว่าพอบรรดาธนาคารทั้งหลายในโลกได้รับสาส์นว่ามันสุ่มเสี่ยงนะที่จะค้าขายกับประเทศที่แน่นอนหนึ่ง พวกเขาก็ย่อมลังเลที่จะเริ่มค้าขายกับประเทศนั้นใหม่อีกนั่นแหละครับ แถมการรณรงค์กระซิบกระซาบให้ร้ายอิหร่านในโลกธุรกิจการเงินก็ยังดำเนินสืบต่อมาด้วย ถึงปี 2012 ปรากฏว่าเหล่าตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจของอิหร่านพากันดิ่งเหวท่ามกลางอาการช็อกของเงินตราสกุลเรียลอิหร่าน มีการฟื้นตัวอย่างเปราะบางเท่านั้นละครับเมื่อผ่อนคลายให้อิหร่านขายน้ำมันได้หลังยอมรับข้อตกลง JCPOA แล้ว

ทว่าอาการช็อกเลวร้ายที่สุดมาถึงเอาในปี 2018 เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ (ครองตำแหน่งรอบแรกระหว่างปี 2017-2021) ถอนตัวออกจากข้อตกลง JCPOA แล้วเพิ่มการแซงก์ชั่นอิหร่านมากขึ้น แรกทีเดียวกลุ่มประเทศ E3 (หมายถึงการจัดแจงให้ร่วมมืออย่างไม่เป็นทางการกันในด้านการต่างประเทศและความมั่นคงในหมู่ 3 ประเทศยุโรป https://ukandeu.ac.uk/explainers/the-e3/) อันได้แก่ บริเตน ฝรั่งเศสและเยอรมนีพากันคัดค้านทรัมป์ มีการพูดเรื่องการข้ามเงินตราสกุลดอลลาร์สหรัฐไปเสีย และบางทีก็อาจสร้างระบบใหม่ขึ้นมาแทน แต่เรื่องที่ว่านั้นถูกปิดกั้นอย่างรวดเร็วเพราะบริษัทยุโรปทั้งหลายไม่อยากสูญเสียการเข้าถึงตลาดสหรัฐ เนื่องจากโดนแซงก์ชั่นแบบทุติยภูมิครับ
จากนั้นกลุ่มประเทศ E3 ก็เลยจัดการยัดเยียดการแซงก์ชั่นใส่อิหร่านแบบของตัวเอง อันเป็นการลงโทษอิหร่านที่ไม่ยอมบรรลุข้อผูกมัดตามข้อตกลง JCPOA ที่มีต่อคณะผู้ตรวจสอบของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA – International Atomic Energy Agency ดู https://www.iaea.org/) ในเมื่ออเมริกาฉีกข้อตกลงนั้นทิ้งแล้ว

มาบัดนี้เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงยิ่ง เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์ถอนตัวออกจากข้อตกลงไป มันน่าสนใจนะครับที่การอภิปรายจำนวนมากเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านในสื่อสิ่งพิมพ์ทุกวันนี้มองข้ามข้อความจริงที่ว่า JCPOA เป็นข้อตกลงที่ดีอยู่แล้วในตัวมัน พวกที่บ่นว่าข้อตกลงดังกล่าวไปไม่ไกลพอน่ะเอาเข้าจริงมักไม่ได้อ่านตัวเอกสาร (ดู Full Text of the Joint Comprehensive Plan of Action ในลิงก์ต่างๆ ที่หน้าเว็บไซต์ https://2009-2017.state.gov/e/eb/tfs/spi/iran/jcpoa/) ซึ่งกระชับชัดเจนยิ่งและกำหนดข้อจำกัดที่แข็งแรงเข้มงวดว่าอิหร่านจะสามารถผลิตแร่ยูเรเนียมได้เท่าไร

กล่าวโดยสรุปคือ ไม่มีทางเลยที่อิหร่านจะสามารถผลิตระเบิดนิวเคลียร์ได้ และเรื่องนี้ก็ถูกเฝ้าสังเกตติดตามอย่างใกล้ชิดยิ่ง มันช่วยขจัดอันตรายของการที่อิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์ให้หมดสิ้นไปเลยแหละครับ

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
เมื่อ ‘อภิชาติพงศ์’ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของ ‘ฝรั่งเศส’
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)