คาร์ล – เจนนี่ด้วยรักและอุดมการณ์มาร์กซ์ – เองเกลส์สหายรัก – ร่วมอุดมการณ์
โดย ธเนศวร์ เจริญเมือง
- อ่าน ไปเยือนเมืองทริเอร์ (Trier) : บ้านเกิดของมาร์กซ์
- อ่านบทความทั้งหมดของธเนศวร์ เจริญเมือง คลิกที่นี่
"ตุลาคม 1835 มาร์กซ์อายุ 17 ปี ออกจากบ้านครั้งแรกไปเข้ามหาวิทยาลัย 10 เดือนผ่านไป มาร์กซ์กลับบ้านด้วยวัย 18 ปี โตเป็นหนุ่มขึ้น ดูองอาจ แข็งแรง หล่อเหลาขึ้น ฉลาดขึ้น... เจนนี่ก็เช่นกัน ในวัย 22 ปีเธอสวยขึ้นมาก งามดุจนางฟ้า ทั้งสองรู้จักกันมานาน และสนิทสนมกันมาก... มาพบกันอีกครั้ง ทั้งคู่ดูเขินๆ ในบันทึกที่เธอเขียนไว้.....
"โอ้ ที่รัก เธอ เธอมองฉันครั้งแรกแบบนั้น แล้วก็มองไปทางอื่น แล้วก็หันขวับกลับมามองฉันอีกครั้ง ฉันก็เช่นกัน จนในที่สุด เราก็จ้องกันนานเท่านาน และดื่มด่ำในความรู้สึกที่สุดจะบรรยาย ต่อจากนั้น เราก็มองใครอีกไม่ได้แล้ว..."
Mary Gabriel, Love and Capital : Karl and Jenny Marx and the Birth of a Revolution.
คาร์ล กับ เจนนี่ : ด้วยรักและอุดมการณ์
ชีวิตที่เปี่ยมล้นด้วยความรักต่อกันและกันและต่อลูกๆ และด้วยความรักต่ออุดมการณ์เดียวกัน อยากเห็นสังคมที่ยุติธรรม สงบสุข ที่ปราศจากการเอารัดเอาเปรียบกัน ผู้คนเคารพซึ่งกันและกัน
นั่นคือชีวิตของชาย-หญิงชาวเยอรมันคู่หนึ่ง ฝ่ายชายอายุ 25 ปี ฝ่ายหญิง 29 ปีที่แต่งงานกันในปี 1843 ต่อจากนั้นเพียง 2 ปี ฝ่ายชายก็ต้องเผชิญกับการถูกคำสั่งให้ต้องเนรเทศเป็นครั้งแรก และต้องเผชิญกับคำสั่งดังกล่าวอีกหลายครั้ง และฝ่ายภรรยาก็ติดตามสามีไปทุกครั้ง
ครั้งสุดท้ายในปี 1849 ด้วยวัยเพียง 31 ปี มาร์กซ์ (และเจนนี่) ถูกเนรเทศไปอยู่ที่นครลอนดอนตราบจนสิ้นชีวิตในช่วงต้นทศวรรษ 1880 ด้วยวัย 65 ปี
30 กว่าปีที่ทั้งคู่ไม่มีโอกาสได้กลับไปเยือนมาตุภูมิอีกเลย
มาร์กซ์และเจนนี่มีบุตรธิดาด้วยกัน 7 คน เป็นหญิง 4 และชาย 3 คน แต่ด้วยโรคภัยไข้เจ็บและปัญหาเศรษฐกิจในบางครั้งส่งผลให้ทั้งสองมีธิดาที่เติบใหญ่และมีครอบครัวเพียง 3 คน อีก 4 คนเสียชีวิตในวัยเยาว์
แต่ด้วยความรักอันมากล้นต่อกันและต่ออุดมการณ์ที่พวกเขาเชื่อมั่นอย่างไม่เปลี่ยนแปลงนั้น คนทั้งสองและลูกๆ ก็ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ
มาร์กซ์สร้างสรรค์ผลงานสำคัญที่เป็นบทความและหนังสือไว้เป็นจำนวนมาก และด้วยลายมือที่อ่านยาก งานจำนวนไม่น้อยในนั้นจึงถูกเจนนี่สละเวลาเขียนขึ้นใหม่เพื่อจัดทำเป็นต้นฉบับ
มาร์กซ์เกิดในครอบครัวชาวยิวที่เป็นปัญหาในเยอรมนีขณะนั้น พ่อของเขาซึ่งมีความรู้จึงพยายามยกระดับตนเองไต่เต้าทำงานด้านกฎหมายในตำแหน่งที่สูงขึ้นๆ ทั้งเปลี่ยนการนับถือศาสนายูดายไปเป็นศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์เพื่อความอยู่รอดและความก้าวหน้าในอาชีพ สามารถดูแลครอบครัวที่มีลูก 9 คนได้
ด้วยตำแหน่งนักกฎหมายมือดีของเมืองทริเอร์ Heinrich Marx, 1777-1838 พ่อของมาร์กซ์จึงได้รู้จักและชอบพอกับ Baron Ludwig von Westphalen, 1770-1842 ขุนนางและข้าราชการระดับสูงของเมืองทริเอร์ ซึ่งมีสติปัญญาดีและมีทัศนะที่ก้าวหน้าเช่นกัน และยังเป็นบิดาของเจนนี่ จึงทำให้ครอบครัวของมาร์กซ์และเจนนี่รู้จักและพบปะกันหลายครั้ง
กระทั่งมาร์กซ์ได้สนทนาและรับฟังทัศนะอันมีค่าจากบิดาของเจนนี่หลายๆ ครั้ง พี่สาวของมาร์กซ์ (Rosa Marx) ก็เป็นเพื่อนรักของเจนนี่ ฟอน เวสต์ฟาเลน ส่งผลให้เด็กของ 2 ครอบครัวนี้สนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น
คาร์ล มาร์กซ์ ใส่ใจและชอบพอเจนนี่มากเป็นพิเศษเมื่อก้าวขึ้นสู่วัยรุ่น แม้ว่าเจนนี่จะมีอายุมากกว่า 4 ปี
การจากไปเรียนต่อด้านนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยบอนน์ของมาร์กซ์ในวัย 17 ปี (1835) ย่อมทำให้หนุ่มน้อยคำนึงถึงสาวงามวัย 21 ปี และแล้วในปีต่อมา เมื่อมาร์กซ์กลับบ้าน คนทั้ง 2 ก็สนิทสนมกันมากขึ้น
และแล้วก่อนที่มาร์กซ์จะต้องจากบ้านอีกครั้งและย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินในปี 1836 เขาก็สารภาพรักกับเธอและขอแต่งงานหลังเรียนจบและได้งาน
ในสมุดบันทึกของมาร์กซ์ เขาเขียนว่าเขาเฝ้ารอเธอที่จะแต่งงานกับเขาเป็นเวลา 7 ปี
และแล้ววันนั้นก็มาถึง คือวันที่ 19 มิถุนายน 1843
ความรักของมาร์กซ์ต่อเจนนี่มากล้นแค่ไหนหาดูได้จากการที่เขาตั้งชื่อลูกสาวทั้ง 4 คน ขึ้นต้นด้วยคำว่าเจนนี่ เริ่มที่ Jennychen Caroline, Jenny Laura, Jenny Julia Eleanor และ Jenny Eveline Frances
และความรักของมาร์กซ์ที่มีต่อลูกทุกคนมีมากแค่ไหน ก็หาอ่านได้จากบันทึกและเรื่องเล่าต่อๆ กันที่มาร์กซ์พูดคุยกับลูกๆ แต่ละคนอย่างสนุกสนาน มีเสียงหัวเราะบ่อยครั้ง ตลอดจนการอ่านหนังสือและเล่านิทานให้ลูกๆ ฟังทุกคืน
อนึ่ง ในปี 1851 Helena Demuth (1820-1890) ซึ่งทำงานเป็นแม่บ้านของเจนนี่ ภรรยาของมาร์กซ์ และพักที่บ้านของครอบครัวมาร์กซ์ ได้ให้กำเนิดบุตรชายชื่อ Freddy Demuth (1851-1929) และ เองเกลส์ได้ออกมารับว่าเป็นบุตรของตน
และมีงานศึกษาในเวลาต่อมาว่า เองเกลส์รับความเป็นพ่อก็เพื่อปกป้องชื่อเสียงของมาร์กซ์
ยิ่งกว่านั้น ในปี 1898 (หลังมาร์กซ์-เองเกลส์-เฮเลน่าสิ้นชีวิต) Freddy ได้ออกมาเปิดเผยว่าเขาเป็นบุตรชายของมาร์กซ์ เนิ่นนานหลังจากที่ผู้เกี่ยวข้องแต่ละคนเสียชีวิตหมดแล้ว ใครเป็นพ่อของเฟรดดี้ จึงเป็นปุจฉาที่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อไป
ทว่าคิดอีกมุมหนึ่ง งานศึกษาเกี่ยวกับมาร์กซ์-เองเกลส์มากมายที่พยายามหาจุดอ่อนของ 2 นักสู้นี้ก็ได้เพียงเท่านี้คือ มาร์กซ์มีลูกนอกสมรส 1 คน และเองเกลส์ก็ออกหน้ามารับผิดชอบแทนเพื่อนรัก
พวกเขาพยายามจนสุดความสามารถแล้ว เพื่อดิสเครดิตนักคิดนักสู้เช่นมาร์กซ์
แต่เขาก็คงจะหาได้เท่านั้นจริงๆ เพราะหาเรื่องไหนไม่ได้อีก
มาร์กซ์เป็นแบบอย่างของชายที่รักครอบครัว เขารักและดูแลภรรยาและลูกอย่างยอดเยี่ยม
เขาครองรักกับเจนนี่ – ผู้เป็นภรรยาและแม่ของลูก ไปตราบทั้งคู่เดินทางถึงวาระสุดท้ายของชีวิตในเวลาไล่เลี่ยกัน
เจนนี่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับสามีเสมอมา หลายครั้งที่เธอช่วยคัดลอกบทความและบทรายงานข่าวที่มาร์กซ์เขียนด้วยลายมือที่อ่านยากเสียใหม่ ก่อนที่จะส่งไปที่สำนักข่าว
ชีวิตของพวกเขาสะท้อนให้เห็นทัศนะที่ทั้งสองมีร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่มสาว และมาร์กซ์ไปเรียนในระดับอุดมศึกษา ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมยุโรปทั้งที่เยอรมนี ปารีส บรัสเซลส์ และลอนดอน
ตลอด 40 ปีของการออกไปทำงานและใช้ชีวิตร่วมกันในต่างประเทศ (1843-1883) กับนักคิดนักสู้ที่ไม่หยุดยั้งการคิดและการทำงานการเมืองตลอดมานับแต่จบการศึกษา หลายครั้งที่สหายร่วมอุดมการณ์ไปถกเถียงและร่วมการจัดทำแผนการต่างๆ ที่บ้านและสวนสาธารณะ
การอยู่เคียงข้างกันของคนทั้งสองตลอด 4 ทศวรรษไม่ควรต้องมีคำถามใดๆ อีกแล้วว่า เจนนี่เป็นนักคิดนักสู้เคียงข้างสามี, เป็นคนร่วมผลิตผลงาน, เป็นภรรยา และเป็นแม่ของลูกที่ล้ำค่าอย่างไรสำหรับคาร์ล มาร์กซ์
นอกจากนั้น คาร์ลและเจนนี่ก็ควรภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ลูกสาวทั้ง 3 คนและสามีมีอุดมการณ์ร่วมกับพ่อและแม่ และได้ออกไปทำกิจกรรม มีกิจกรรมและตำแหน่งทางการเมืองเพื่ออุดมการณ์นั้น
และสร้างหลานให้เติบโตขึ้นเป็นพลเมืองที่เอาการเอางานของสังคม
แน่นอน ผลงานการเขียนแต่ละชิ้นก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับการทำงานให้เพื่อการศึกษา แง่คิด และงานจัดตั้งกรรมกรที่คนทั้งสองฝากฝังไว้ก็คือน้ำพักน้ำแรงจากชีวิตของเขาทั้งสอง คือความคิดและการลงมือปฏิบัติ หรือพูดอีกอย่างก็คือ อุดมการณ์และการต่อสู้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่เคยห่างออกจากกัน
มาร์กซ์ กับ เองเกลส์ : สหายรัก – ร่วมอุดมการณ์
"...ก็เพราะว่าผมคิดถึงคุณและคิดถึงมิตรภาพที่คุณมีให้ผม... และความหวังที่ว่า ถ้าหากเราร่วมมือกัน เราก็จะสามารถทำอะไรบางอย่างที่มีความหมายและคุณค่าต่อโลกใบนี้..."
มาร์กซ์ที่โศกเศร้าอย่างที่สุดบอกเองเกลส์ หลังจากที่เขาสูญเสีย เอ็ดก้าร์ ลูกชายวัย 8 ขวบในเดือนเมษายน 1855
Jonathan Sperber, Karl Marx : A Nineteenth Century Life. 2013
"ชาร์ลส์ ดาร์วิน ค้นพบกฎการพัฒนาของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ มาร์กซ์ก็เช่นกัน เขาได้ค้นพบกฎการพัฒนาของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ... เขาค้นพบกฎพิเศษของการจัดการเศรษฐกิจของโลกสมัยใหม่ นั่นคือ มูลค่าส่วนเกิน (Surplus value) อันเกิดจากการผลิตที่ทั้งนักเศรษฐศาสตร์ของชนชั้นนายทุนและนักสังคมนิยมได้ค้นหามานานในความมืด... เหนือสิ่งอื่นใด มาร์กซ์เป็นนักปฏิวัติ ภารกิจในชีวิตของเขาคือ การหาทางโค่นล้มสังคมทุนนิยมและการปลดปล่อยชนชั้นกรรมาชีพ... เขาต่อสู้ด้วยหัวใจ เขายืนหยัดและมุ่งมั่นในภารกิจนั้นตลอดชีวิต...ชื่อของเขาจะยืนยงไปทุกยุคทุกสมัย เช่นเดียวกับผลงานที่เขาได้สร้างไว้"
Friedrich Engels, Speech at the Grave of Karl Marx, Highgate Cemetery, London March 17, 1883.
ฟรีดริค เองเกลส์ (Friedrich Engels) เกิดใน ค.ศ.1820 (2363) 2 ปีหลังจากคาร์ล มาร์กซ์ (1818/2361) เองเกลส์เกิดที่เมืองบาร์เมน (Barmen) ทางทิศเหนือของเมืองทริเอร์ที่มาร์กซ์ถือกำเนิด
ทั้ง 2 คนเกิดในเขตไม่ไกลนักจากชายแดนเบลเยียมและฝรั่งเศส ตามลำดับ และอยู่ไม่ไกลจากเขตอุตสาหกรรมทุนนิยมที่กำลังเติบโตและหลั่งไหลเข้ามาสู่เยอรมนี จากอังกฤษ ผ่านเบลเยียมและฝรั่งเศส
นั่นคือ สภาพเศรษฐกิจและสังคมที่คล้ายคลึงกันมากในช่วงเวลาที่คนทั้งสองเติบใหญ่ จะมีส่วนต่างสำคัญก็คือบิดาของเองเกลส์เป็นชาวเยอรมันเจ้าของโรงงานผลิตสิ่งทอคนสำคัญของยุโรปตอนกลาง ตลอดจนมีโรงงานสิ่งทออยู่ที่แมนเชสเตอร์ – ศูนย์กลางเศรษฐกิจโรงงานในอังกฤษ
ขณะที่มาร์กซ์มีบิดาเชื้อสายยิวชาวเยอรมันที่พัฒนาด้านวุฒิการศึกษาขึ้นเป็นนักกฎหมาย ที่จะทำให้ตนเองห่างออกจากเชื้อชาติดั้งเดิม
ขณะที่เองเกลส์ได้เรียนรู้ด้านการค้าและการลงทุนของครอบครัว ส่วนมาร์กซ์ได้รับการส่งเสริมให้เรียนกฎหมาย เพื่อจะมีอาชีพที่มั่นคง ทำหน้าที่ลูกชายคนโตที่ดีตามที่พ่อคาดหวังไว้
แต่ด้วยสำนึกของหนุ่มสาวในยุคนั้น ท่ามกลางสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง มีบรรยากาศการไม่นับถือศาสนา การเป็นนักเหตุผลนิยม และการเริ่มไม่ยอมรับทัศนะที่แสวงหาเงินตรา ทั้ง 2 ก็ได้พบปะกัน เริ่มในปี 1842 ไปสู่การสร้างมิตรภาพที่อบอุ่นและหนักแน่นในปี 1844 เมื่อได้เห็นนโยบายของรัฐเข้าข้างเศรษฐกิจภาคการลงทุน และการเอารัดเอาเปรียบผู้ใช้แรงงานมากขึ้นเป็นลำดับ
หลังจากที่เองเกลส์จบการเรียนระดับมัธยม (ที่เรียกว่า กุมนาซีอุม – Gymnasium,) เช่นเดียวกับมาร์กซ์ บิดาก็ส่งเขาไปเรียนวิชาการพาณิชย์ที่เมืองเบรเมน (Bremen) ซึ่งเป็นเมืองค้าขายตอนเหนือของประเทศ
เองเกลส์เผชิญวิกฤตด้านความเชื่อทางศาสนา เพราะได้อ่านงานของชมรมยุวเฮเกเลี่ยน เขาบันทึกข้อความหลายตอนเกี่ยวกับบทวิจารณ์พระคัมภีร์และสำนัก Revivalism ของเยอรมนี
งานบันทึกเหล่านั้นของเขาชี้ให้เห็นพัฒนาการทางความคิดของเขาจากการเคร่งศาสนาไปสู่การไม่นับถือศาสนา (piety to non-belief) ผิดกับมาร์กซ์ ที่เปลี่ยนจากนักเหตุผลนิยม (rationalist) ที่เน้นหลักการและเหตุผล ละเลยประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึก
การที่เองเกลส์เปลี่ยนจากการเข้าใจศาสนาไปเป็นคนที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าแบบยุวเฮเกเลี่ยน อาจยุ่งยากบ้างด้านความคิดแต่น่าจะไม่ยากในด้านส่วนตัว ทั้งนี้ เพราะสำหรับเองเกลส์ เขาเริ่มก้าวออกจากภูมิหลังของครอบครัวโดยเฉพาะผู้เป็นพ่อมากขึ้นเป็นลำดับ
ครอบครัวของเองเกลส์ต่างจากครอบครัวของมาร์กซ์ เพราะฝ่ายแรกไม่มีท่าทีระมัดระวังต่อรัฐ เองเกลส์จึงเข้ารับการฝึกทหารในวัย 22 ปี และได้รับการฝึกด้านการวางแผนเป็นทหารบกปืนใหญ่ และภายหลังเขาจึงมีชื่อเล่นในหมู่ฝ่ายก้าวหน้าว่า “นายพล”
ขณะเดียวกัน ในช่วงนั้นขณะอยู่ที่นครเบอร์ลิน เขาเป็นสมาชิกของชมรม “Free Men” และได้เขียนบทความจำนวนหนึ่งส่งให้ the Rhineland News และทำงานบางเวลาเป็นนักข่าวขณะทำงานที่เมืองบาร์เมน หลังเข้าฝึกทหารในกองทัพบก 1 ปี เองเกลส์ได้กลับคืนสู่หุบเขาวุ้ปเปอร์ และได้ไปเยือนเมืองโคโลญน์ ทำให้เขาได้พบและประทับใจแนวคิดเกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์
เองเกลส์ถูกบิดาส่งไปฝึกฝนการเป็นพ่อค้าเพิ่มเติมกับกลุ่มธุรกิจที่เมืองแมนเชสเตอร์ ทั้งนี้ เพื่อให้เขาออกหากจากเพื่อนชาวเยอรมันที่มีทัศนะอเทวนิยมและกบฏ
แต่แผนการของพ่อต้องล้มเหลวอย่างหนักเพราะแมนเชสเตอร์เป็นทั้งศูนย์กลางการผลิตฝ้ายและสัญลักษณ์ของการปฏิวัติอุตสาหกรรมโลก มีกรรมกรจำนวนมหาศาล ซึ่งเพิ่มความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในลัทธิคอมมิวนิสต์และแนวทางต่อสู้ทางการเมืองแบบรุนแรง
เพราะช่องว่างมหาศาลระหว่างนายทุน-นักอุตสาหกรรมรายได้สูงและกรรมกรรายได้ต่ำจำนวนมากแจ่มชัดยิ่งนัก ท่ามกลางแหล่งสลัม ถนนคับแคบ กองขยะสกปรก และสิ่งแวดล้อมเป็นพิษมากมาย สำคัญที่สุดก็คือ การต่อสู้ของสหภาพแรงงานอันแข็งแกร่งและกลุ่มผู้เรียกร้องให้จัดระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม มีการนัดหยุดงานของกรรมกรและการปราบปรามของฝ่ายรัฐด้วยกำลังปรากฏหลายๆ ครั้ง
เมืองบาร์เมนที่เองเกลส์ถือกำเนิดอยู่ทางทิศเหนือของเมืองทริเอร์ บ้านเกิดของมาร์กซ์ ทั้งสองเมืองอยู่ห่างกันราว 170 กม. ทั้งสองเมืองมีส่วนที่เหมือนที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ บาร์เมนอยู่ไม่ไกลจากเบลเยียม ทั้งอยู่ใกล้เมืองอุตสาหกรรมใหญ่ 2 เมืองคือ ดือเซลดอร์ฟ (Dusseldorf) และโคโลญ (Cologne) ส่วนทริเอร์อยู่ไม่ไกลนักจากชายแดนฝรั่งเศส และเมืองใหญ่ที่นั่นคือ สตราสบูร์ก (Strasbourg)
ต้นปี 1842 เองเกลส์ได้พบกับมาร์กซ์เป็นครั้งแรก หลังจากเองเกลส์เดินทางออกจากเยอรมนีเพื่อไปศึกษางานธุรกิจของพ่อที่อังกฤษ ทั้ง 2 พบกันระยะสั้นที่เมืองโคโลญ นับเป็นการพบกันของคน 2 คนที่แตกต่างกันยิ่งนัก
คนหนึ่งสูงและผิวขาว อีกคนเตี้ยและผิวคล้ำ
คนหนึ่งเก่งในด้านการลงมือทำงาน เป็นนักธุรกิจ หาเงินเก่ง ส่วนอีกคนเก่งด้านความคิดนามธรรม งานขีดเขียน ขัดสนเรื่องเงินทอง
คนหนึ่งเป็นลูกนักธุรกิจ อีกคนเป็นลูกนักกฎหมาย
คนหนึ่งเป็นลูกคริสต์โปรเตสแตนต์ อีกคนมีพื้นเพเป็นยิว
คนหนึ่งมีเชื้อสายนอร์ดิก อีกคนมีเชื้อสายฮีบรูและอาหรับ ฯลฯ
มองๆ ไปก็เหมือนกับเอกภาพของความแตกต่างที่น่ามหัศจรรย์ (an almost miraculous unity of opposites)
อะไรเล่าที่นำคนทั้งสองให้มารวมกันเป็นหนึ่งในเวลาต่อมา
ในการพบกันครั้งที่ 2 เมื่อต้นเดือนกันยายน 1844 ที่กรุงปารีส เองเกลส์เดินทางกลับจากอังกฤษเพื่อกลับไปบ้านเกิดที่เยอรมนี เขาได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างมากมายทั้งการผลิตแบบทุนนิยมและกลุ่มต่างๆ ที่คัดค้านระบบที่ดำรงอยู่ ทั้งได้เรียนรู้ชีวิตและสภาพการทำงานและชีวิตความเป็นอยู่ของกรรมกรอย่างละเอียดทำให้เขาตัดสินใจเขียนหนังสือ
“สภาพของชนชั้นผู้ใช้แรงงานในอังกฤษ” (The Condition of the Working Class in England ตีพิมพ์เป็นภาษาเยอรมันในปี 1845) ขณะอยู่ที่แมนเชสเตอร์
เองเกลส์ได้ส่งบทความให้หนังสือพิมพ์ the Rhineland News และต่อมาส่งให้วารสาร the Franco-German Yearbooks ที่มาร์กซ์ทำงานเป็นบรรณาธิการ เมื่อกลับจากอังกฤษ เขาจึงแวะที่กรุงปารีสเพื่อไปพบมาร์กซ์อีกครั้ง
การพบกันครั้งที่ 2 ประสบความสำเร็จมากมายกว่าที่คาดไว้ เองเกลส์พูดคุยกับมาร์กซ์นานถึง 10 วัน พวกเขาวางแผนที่จะร่วมกันเขียนหนังสือวิจารณ์บรูโน บาวเออร์ และลัทธิความรุนแรงเฉพาะตัว (Lifestyle – oriented radicalism)
ทว่าความร่วมมือกันของคนทั้งสองมิใช่แบบวิชาการอย่างเดียว เพราะเองเกลส์เป็นหนุ่มโสด แต่มาร์กซ์แต่งงานแล้ว แต่ภรรยากับลูกสาวกลับไปเยี่ยมแม่ที่เมืองทริเอร์ ทั้ง 2 ออกไปภัตตาคารทุกคืน กลายเป็นเรื่องดีเพราะพวกเขาได้พบกับนักสู้ที่ลี้ภัยจากเยอรมนีและประเทศยุโรปอื่นๆ
หนึ่งในนั้นก็คือ มิไคล์ บาคูนิน (Mikhail Bakunin, 1814-1876) นักคิดนักสู้คนสำคัญชาวรัสเซีย ซึ่งได้พาเองเกลส์ไปร่วมประชุมลับการคนงานคอมมิวนิสต์ฝรั่งเศส
มาร์กซ์และเองเกลส์เข้ากันได้ดีมากเพราะประเด็นและปัจจัยต่างๆ มากมายที่พวกเขาได้ประสบมา
สำหรับมาร์กซ์ เองเกลส์แตกต่างจากคนอื่นๆ ที่เขาเคยพบ มาร์กซ์เริ่มการศึกษาในมหาวิทยาลัยทันทีที่จบจากโรงเรียนมัธยม เขาจึงได้ร่วมงานและได้เรียนรู้จากผู้มีวัยวุฒิ ความรู้ และประสบการณ์มากกว่าหลายเท่า ทั้งเป็นบรรณาธิการที่เองเกลส์ส่งบทความมาขอให้เขาพิจารณานำลงพิมพ์ด้วย
แต่กับเองเกลส์ ความสัมพันธ์เป็นคนละแบบ เองเกลส์อายุน้อยกว่ามาร์กซ์ 2 ปี มีประสบการณ์และการทำงานกับองค์กรต่างๆ น้อยกว่ามาร์กซ์
เองเกลส์จึงกลายเป็นศิษย์ผู้น้อง (prot?g?) และมาร์กซ์ก็มีความยินดีที่จะช่วยให้เองเกลส์ได้เรียนรู้ และเป็นแบบอย่างให้เองเกลส์
การได้ร่วมงานกับมาร์กซ์ เปิดโอกาสให้เองเกลส์ได้ไกลจากวิกฤตส่วนตัวที่นับวันยิ่งเพิ่ม นั่นคือ การที่นักสู้อุดมการณ์กำลังจะก้าวขึ้นเป็นพ่อค้าและผู้ผลิตอุตสาหกรรมสิ่งทอชั้นนำ และนักอเทวนิยมที่อยู่ในครอบครัวชาวคริสต์เกิดใหม่
จดหมายหลายฉบับที่เขาเขียนถึงมาร์กซ์หลังจากที่ได้พบกันและคุยกันนานเผยให้เห็นความรู้สึกเจ็บปวดที่จะต้องเป็นนายทุน, นักอุตสาหกรรมที่ต้องต่อสู้กับชนชั้นกรรมาชีพ
“ทัศนะที่หนุนฝ่ายคอมมิวนิสต์ของเขาทำให้เขานึกถึงพ่อที่เคยมุ่งมั่นในการพิทักษ์ศาสนาอย่างแรงกล้า”
“พ่อและญาติของฉันเร่งหาทางตอบโต้ความเป็นคนหัวรุนแรงของฉัน”
ทางออกเกี่ยวกับเรื่องปัญหาครอบครัวและความขัดแย้งทางการเมืองที่เองเกลส์ได้เผชิญมาหลายปี และที่สำคัญ การเห็นโอกาสที่จะได้แสวงหาความฝันต่อไปและได้รับความช่วยเหลือและเรียนรู้ประสบการณ์ล้ำค่าของมาร์กซ์ได้ช่วยให้เองเกลส์พบทางออกให้กับสถานการณ์ในครอบครัวที่นับวันแย่ลงภายใต้อำนาจเผด็จการของผู้เป็นพ่อ
กล่าวกันว่า ความสัมพันธ์ในระยะแรกก็ยังไม่ลึกซึ้ง แต่เพิ่งจะแนบแน่นอย่างยิ่งตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1850 เมื่อทั้งสองต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่อังกฤษเหมือนกัน
และความแตกต่างของทั้งสองคนที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นก็คือ ฝ่ายหนึ่งมีรายได้มาก ส่วนอีกฝ่ายรายได้น้อยนัก
ความแตกต่าง กระทั่งบุคลิกที่ขัดแย้งกันที่กล่าวมาในตอนต้นของบทความนี้จะหลอมรวมกันได้เป็นเส้นทางเดียวก็ด้วยอุดมการณ์อันแรงกล้าของทั้ง 2 คน และยิ่งกลายเป็นมิตรภาพที่ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ
บทอำลาอาลัยของเองเกลส์ที่มีต่อมาร์กซ์เปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามีต่อสหายรัก
ถ้อยคำหลายๆ ประโยคช่างลึกซึ้งสะเทือนใจอย่างที่ไม่อาจจะหาคำพูดอื่นใดๆ มาทดแทนได้
