
เมื่ออ่าน “หมอบรัดเลย์กับการหนังสือพิมพ์แห่งกรุงสยาม” ของ สุกัญญา สุดบรรทัด แห่งคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ก็จะเข้าใจในรากฐานการเกิดขึ้น ดำรงอยู่ของ “บางกอก รีคอร์เดอร์”
หมอบรัดเลย์เริ่มด้วยการกราบทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ในตอนแรกมีเสียงคัดค้าน แต่ต่อมาก็ทรงอนุญาต
หมอบรัดเลย์จึงได้ออก “หนังสือพิมพ์” ฉบับแรกในกรุงสยามในวันชาติอเมริกัน
คือ วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2387 เป็นหนังสือพิมพ์รายปักษ์ภาษาไทยชื่อ “บางกอก รีคอร์เดอร์” เวลานั้นหมอได้อยู่เมืองไทยมานานถึง 13 ปีโดยไม่เคยกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดเมืองนอนเลย
ประเพณีของไทยแต่เดิมมีวิธีจดข่าวสาร รายงานเหตุการณ์สำคัญๆ ไว้ในสมุดข่อยหรือใบลาน
คนไทยเรียกว่า “จดหมายเหตุ” บรรยายเรื่องราวเป็นพิสดารไปทีละเรื่อง
ครั้นคนไทยเห็น “บางกอก รีคอร์เดอร์” ก็นึกขึ้นได้ว่ามันคล้ายๆ จดหมายเหตุของเรา ผิดกันแต่การบรรยายเรื่องราวนั้นมีหลายเรื่องในฉบับเดียวกันและเป็นเรื่องสั้นคนไทยก็เลยเรียก
“บางกอก รีคอร์เดอร์” ว่า “จดหมายเหตุอย่างสั้น”
เป้าหลัก คริสต์ศาสนา
บาทก้าว หนังสือพิมพ์
ผลงานวิจัยเรื่อง “ภาษากับมวลชน วิวัฒนาการของภาษาเพื่อการเสนอข่าวในหนังสือพิมพ์ไทย” ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ฉายภาพ “บางกอก รีคอร์เดอร์” ให้เห็นว่า
พิมพ์ด้วยกระดาษพิมพ์ขนาด 8 หน้ายก ซึ่งเท่ากับขนาดหนังสือรายสัปดาห์ในปัจจุบันแต่ไม่มีปก
หน้าแรกของทุกฉบับเป็นตัวเขียนโดยระบุว่า
“หนังสือจดหมายเหตุ” ต่อด้วยเส้นคั่นคู่บรรจุข้อความตัวพิมพ์ The Bangkok Recorder และวันเดือนปีที่ออก
แล้วต่อด้วยเนื้อหาสาระซึ่งเรียงพิมพ์คอลัมน์เดียวตลอดเล่ม
โดยเหตุที่ผู้อ่านรุ่นแรกมีเพียง 101 ท่าน ซึ่งประกอบด้วย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระองค์แรก พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระองค์ที่สอง
ผู้อ่านที่เหลือส่วนใหญ่เป็นเชื้อพระวงศ์และข้าราชการ สำหรับสามัญชนไม่ค่อยมี
เกษม ศิริสัมพันธ์ จึงสรุปว่า “คนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องน้อยเหลือเกิน”
“บางกอก รีคอร์เดอร์” จึงเป็นหนังสือพิมพ์ที่เน้นหนักในเรื่อง “ข่าวราชการงานเมือง” จากการศึกษาและวิจัยของ สุกัญญา ตีระวณิช พบว่า มีการเสนอข่าวการเมืองและข้าราชการมากที่สุด ประมาณร้อยละ 28.75 ของข่าวทั้งหมด
รองลงมาเป็นศิลปวัฒนธรรม บันเทิงคดี ร้อยละ 20.35
โฆษณาประมาณร้อยละ 17 ที่เหลือเป็นข่าวเศรษฐกิจการค้า เรื่องซุบซิบนินทา ความรู้ทางแพทย์และภูมิศาสตร์ เป็นต้น
นับได้ว่า นายแพทย์บรัดเลย์ได้เสนอข้อคิดเห็น ความรู้ ข่าวสินค้า จากตลาดโฆษณาขายสินค้าจากห้างร้านและประวัติพื้นเพเดิมของเมืองไทย ในความเห็นของ เสลา เรขะรุจิ นักหนังสือพิมพ์ผู้อาวุโส
“เท่าที่สืบสวนและสอบสวน วิจัย เมื่อได้ผลประการใดท่านก็เขียนความคิดเห็นตีพิมพ์ลงไป”
ทะลวง สู่ ความเชื่อ
ปัญหา ความขัดแย้ง
คล้ายกับเมื่อระดับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นสมาชิก คล้ายกับเมื่อระดับ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นสมาชิก
ทุกอย่างจะราบรื่นเหมือนยืนอยู่บนเนินเขา
การดำเนินไปเหมือนกับที่ผู้อาวุโสระดับ ลาวัณย์ โชตามระ ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในหนังสือ “อุบัติการณ์หนังสือพิมพ์”
โดยเหตุที่หมอบรัดเลย์เป็นหมอสอนศาสนา เรื่องราวและบทความในหนังสือรีคอร์เดอร์บางครั้งก็เป็นการโฆษณาและเผยแพร่เกียรติคุณของศาสนา และหนักมือขนาดเขียนบทความแนะนำให้พระมหากษัตริย์เปลี่ยนศาสนาไปด้วย
บางครั้งข้อความในหนังสือก็ชักจะรุนแรงเกินขนาด
แถมมีการใส่ไคล้นำเรื่องจริงมาปนกับเรื่องเท็จ ให้เป็นการที่ยั่วยวนกวนประสาทบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับข่าวหรือผู้เป็นข่าวนั้น แต่โดยที่เมื่อร้อยปีมาแล้วการศึกษายังไม่แพร่หลายกว้างขวางคนอ่านหนังสือออกมีน้อยกว่าคนอ่านหนังสือไม่ออกหลายต่อหลายเท่า
การฟ้องร้องเป็นคดียังโรงศาลจึงไม่มีปรากฏ
สมัยนั้นอย่างจะเหลือมือหรือเหลือรับหนักเข้า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงออก “แถลงการณ์” แก้ข่าว
หรือระงับ “ข่าว”
หวอด ความขัดแย้ง
เผยแสดง พลุ่งโพลง
จากการศึกษาและวิจัยของ สุกัญญา สุบรรทัด ผ่านหนังสือ “หมอบรัดเลย์กับการหนังสือพิมพ์แห่งกรุงสยาม” ได้ประมวลข้อขัดแย้งระหว่างบรรณาธิการกับผู้อ่านบางกอกรีคอร์เดอร์ประกอบด้วย
1 ความขัดแย้งทางศาสนา
2 ข้อขัดแย้งเกี่ยวกับกิจการบ้านเมือง
3 ข้อขัดแย้งกับชาวต่างประเทศด้วยกัน
ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ไม่เพียงแต่เรื่องของบางกอกรีคอร์เดอร์เร้าปฏิกิริยาเป็นอย่างสูงทำให้ “เจ้านายชั้นผู้ใหญ่” ท่านหนึ่งเขียนไปลงเรื่อง “ความสงสัยเรื่องปรัสซิเดนต์ที่เมืองอเมริกา” เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2408 ว่า
พวกอเมริกันชอบยกย่องสรรเสริญเมืองของตนเอง ถ้าดีจริงทำไมเกิดสงครามกลางเมืองและเกิดการลอบฆ่าประธานาธิบดี
หมอบรัดเลย์ก็เขียนตอบพร้อมกับเปรยว่า ผู้เขียนหนังสือนี้คงจะเป็นผู้ใหญ่ในเคาเวอเมนต์กรุงสยาม และอธิบายว่าการจะนับว่าประเทศที่เกิดศึกสงครามแปลว่าไม่ดีนั้นไม่ถูก ควรจะนับถือว่าเมื่อเกิดขบถขึ้นแล้วสามารถปราบได้ราบคาบจึงจะนับว่าดีแท้และที่ไหนๆ ก็มีขบถทั้งนั้น
หากแม้กระทั่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ยังส่งเรื่องมาลงพิมพ์หลายครั้งในบางกอกรีคอร์เดอร์
ปรากฏดังความเบื้องต้นตั้งแต่มี “หนังสือหลวง” ใน “บางกอกรีคอร์เดอร์”
ทะลวงลึก สังคมไทย
ความจริง เริ่มปรากฏ
อ้างถึง “บางกอกรีคอร์เดอร์” ว่า มีผู้มาฟ้องกล่าวโทษนายแจ่มว่าเที่ยวทำร้ายคนเดินทางและจีนไทยชาวทำไร่ แลอื่นๆ
กล่าวในหนังสือพิมพ์มากนัก
จึงโปรดให้มีข้าหลวงออกไป คิดอ่านกับ พระยาชลบุรานรักษ ติดตามสืบจับตัวนายแจ่มก็หาได้ตัวไม่ ได้ตัวมารดาแลน้องผู้หญิงของอ้ายแจ่มมาเป็นตัวจำนำไว้
มีผู้อื่นรับสินบนจับตัวอ้ายแจ่มได้มาแล้ว ก็ไม่มีใครมายืนยันอ้ายแจ่ม
มีผู้หญิงคนหนึ่งมากล่าวโทษอ้ายแจ่มข่มขืนทำชำเรารายเดียวเท่านั้น นอกนั้นก็ไม่มีใครมากล่าวอะไรเลย
ก็เช่นนี้ จะให้เอาตัวไปจำไว้ ณ คุกฤๅ
จะลงพิมพ์แจกกันต่อๆ ไป ให้มีตัวผู้ที่ถูกอ้ายแจ่มทำร้าย คุมเหงกี่รายๆ ให้มาร้องเปนตัวเปนตนจะได้พิจารณาต่อไป
ถ้าไม่มีใครมาว่ากล่าว มาว่ากล่าวลับหลังอย่างนี้
พวกโรงพิมพ์ก็จะลงพิมพ์ บ่นเพ้อ พร่ำไป
ท่าที บรรณาธิการ
เบื้องหน้า ความขัดแย้ง
เอดิตอตอบว่า “หนังสือหลวงดูเหมือนจะเข้าใจว่าเอดิตอของจดหมายเหตุได้ตั้งตัวเอาเปนผู้ส่ำร่ำใช้สอยคอเวอร์เมนต์กรุงเทพฯ
ข้าพเจ้าไม่นึกว่าจะใช้สอยดอก นึกแต่จะช่วยเตือนสติผู้ใหญ่ผู้มีปัญญาตามธรรมเนียมประเทศยูโรปแลอเมริกา ผู้ใหญ่ประเทศนั้นชอบใจให้คนทั้งปวงลงพิมพ์เตือนสติคอเวอร์เมนต์ ต่างหูต่างหาคอเวอร์เมนต์
คอเวอร์เมนต์ดูหนังสือที่ลงพิมพ์หลายคนนักจึงมีใจสว่างขึ้น มีกำลังว่าราชการให้แขงแรง ดีกว่าที่ไม่ลงพิมพ์เตือนสติ ข้าพเจ้าไม่ได้ถือตัวว่าเป็นคนมีปัญญามากดอก นึกว่าภอที่จะให้เป็นประโยชน์แก่กรุงเทพฯ เล็กน้อยจึงได้ลงพิมพ์
ขอในหลวงอย่าได้ดูหมิ่นดูถูกการของข้าพเจ้านี้ ความที่ลงพิมพ์นั้นนึกว่าจะจริงมาก แต่ทว่า จำเปนที่จะมีความเท็จนั้นเล็กน้อย
แต่หาได้แกล้งลงไม่
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
