bg-single

สุวรรณภูมิ-ทวารวดี [2] กษัตริย์เริ่มแรกของสุวรรณภูมิ

17.11.2024

ชุมชนหมู่บ้านขยายตัวเป็นชุมชนเมืองใหญ่โต เมื่อแผ่นดินใหญ่ภาคพื้นทวีปเป็นชุมทางการค้าระยะไกลทางทะเล แล้วถูกพ่อค้านักเสี่ยงโชคอินเดีย เรียกสุวรรณภูมิ (แปลว่าแผ่นดินทองแดง)

เมืองใหญ่ของสุวรรณภูมิเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีคูน้ำคันดินล้อมรอบเขตศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีหญิง “หมอมด” ได้รับการยกย่องเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์ (Chiefdom) มีอำนาจเหนือชาย

หลังติดต่อพ่อค้านักเสี่ยงโชคชาวอินเดียเป็นช่วงเวลานานมาก ทำให้หัวหน้าเผ่าพันธุ์ของคนพื้นเมืองรู้จักวัฒนธรรมอินเดียที่แผ่ถึงสุวรรณภูมิ จึงเลือกรับวัฒนธรรมอินเดียตามที่ต้องการ เพื่อประโยชน์ทางการเมืองการปกครองของตน ได้แก่ รับศาสนาพราหมณ์กับศาสนาพุทธ มาผสมกลมกลืนกับศาสนาผีที่มีอยู่แล้ว ทำให้เป็นศาสนาอย่างใหม่ที่ต่างจากพราหมณ์กับพุทธในอินเดีย (เรียกต่อมาว่าผี-พราหมณ์-พุทธ หรือศาสนาไทย) ตั้งแต่ราว 1,500 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.ศ.1000

ศาสนาจากอินเดีย มีพลังอำนาจยกฐานะหัวหน้าเผ่าพันธุ์ของคนพื้นเมืองให้ศักดิ์สิทธิ์กว่าเก่าด้วยชื่อเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์จากอินเดียว่า “ราชา” หรือ “กษัตริย์”

 

เจ้าแม่, เจ้าพ่อกับลูกน้อง การปกครองสมัยเริ่มแรก

การปกครองของหัวหน้าเผ่าพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมมีลักษณะความสัมพันธ์แบบที่เรียกสมัยหลังๆ ว่า เจ้าแม่หรือเจ้าพ่อกับลูกน้อง หากมีการแข็งข้อต้องกําราบปราบปรามจนถึงขั้นกวาดล้างเทครัวไปเป็นข้าไพร่ ครั้นหลังรับวัฒนธรรมอินเดียได้รับยกย่องเป็นราชาหรือกษัตริย์ แต่ลักษณะความสัมพันธ์แบบเจ้าแม่หรือเจ้าพ่อกับลูกน้องยังสืบเนื่องต่อมาอีกนาน

กษัตริย์มีลักษณะแบบเจ้าแม่หรือเจ้าพ่อที่ให้การอุปถัมภ์ลูกน้องนักเลงหรือบรรดาเจ้าเมืองตามหัวเมือง ที่ตราบใดยังคงค้อมหัวเก็บส่วยส่งหัวคิวให้ เจ้าแม่หรือเจ้าพ่อที่ศูนย์กลางก็จะยังให้การอุปถัมภ์อยู่ต่อไป ในทางกลับกันบรรดาเจ้าแม่หรือเจ้าพ่อตามหัวเมืองก็จะยอมรับส่งส่วยให้ศูนย์อยู่ตราบใดที่เจ้าแม่หรือเจ้าพ่อที่ศูนย์กลางยังให้การยอมรับเกียรติยศและคุ้มกะลาหัวจากการรังแกของเจ้าแม่หรือเจ้าพ่อจากรัฐใกล้เคียง

อย่างไรก็ตาม หากเมื่อใดเกิดคิดแข็งข้อตั้งตนเป็นใหญ่ไม่ส่งส่วยอีกแล้ว หรือคิดจะไปยอมรับเจ้าแม่หรือเจ้าพ่อที่อยู่ในศูนย์อํานาจอีกแห่งหนึ่ง เจ้าแม่หรือเจ้าพ่อหรือรัฐส่วนกลางก็จะหาทางกําจัดกวาดล้างไป หรือถ้ากวาดล้างก็ไม่ได้ แย่งเอามาก็ไม่ได้ อีกฝ่ายก็แย่งไปอย่างเด็ดขาดไม่ได้ ก็จะเกิดลักษณะความสัมพันธ์อีกแบบหนึ่งที่บรรดาเจ้าแม่หรือเจ้าพ่อหรือนักเลงเล็กๆ ตามหัวเมืองต้องอยู่ในภาวะยอมสยบให้กับเจ้าแม่หรือเจ้าพ่อที่ส่วนกลางมากกว่าหนึ่งศูนย์อํานาจขึ้นไป หรือเรียกกันว่าเมืองสองฝ่ายฟ้าหรือเมืองสามฝ่ายฟ้า

[สรุปจากหนังสือ ประวัติศาสตร์อินโดนีเซียฯ โดย ทวีศักดิ์ เผือกสม สํานักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2555 หน้า 19]

 

บ้านพี่บ้านน้อง

เจ้าแม่หรือเจ้าพ่อกับลูกน้องเป็นต้นตอระบบความสัมพันธ์แบบบ้านพี่เมืองน้อง (หรือเครือญาติอุปถัมภ์) รัฐหนึ่งเมื่อชนะสงครามก็เทครัวกวาดต้อนผู้คนและเลือกสรรสิ่งของมีค่าอื่นๆ จากรัฐแพ้สงครามกลับไปรัฐของตน โดยเหลือไว้บ้างให้รัฐแพ้สงครามปกครองดูแลกันเองต่อไปแล้วอยู่ในอํานาจอุปถัมภ์ตามเงื่อนไขของรัฐชนะสงคราม นับเป็นบ้านพี่เมืองน้อง (โดยไม่ส่งคนไว้ใจไปเป็นเจ้านายปกครองดูแลเมืองขึ้นตามที่บอกไว้ในประวัติศาสตร์แบบอาณานิคม)

[คําว่าพี่น้องหมายถึงเครือญาติอย่างไม่เจาะจงจะให้คนหนึ่งเป็นพี่ อีกคนหนึ่งเป็นน้อง ดังนั้น บ้านพี่เมืองน้องจึงมีความหมายกว้างๆ ว่าบ้านเมืองเครือญาติอย่างไม่เจาะจงว่าบ้านเมืองไหนเป็นพี่หรือเป็นน้อง เว้นเสียแต่จะเป็นที่ยอมรับยกย่องนับถือกันเอง ดังมีภาษาปากในสมัยหลังเรียกผู้เป็นใหญ่ว่าเจ้าแม่หรือเจ้าพ่อหรือลูกพี่ แล้วเรียกบริวารว่าลูกน้อง]

แนวคิดประวัติศาสตร์อย่างนี้มาจากลักษณะสังคมที่มีผู้คนน้อย แต่พื้นที่มาก จึงต้องการผู้คนเพิ่มเติมโดยการทําสงครามเทครัวเชลยจากรัฐอื่น

สัญลักษณ์ของอำนาจผู้เป็นใหญ่ที่หัวหน้าเผ่าพันธุ์สุวรรณภูมิรับจากอินเดีย เช่น หวีทำด้วยงา มีลายจำหลักเป็นรูปต่างกัน 2 ด้าน อายุ 1,500 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ.1000 (ด้านหนึ่ง) แนวบนสัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ แนวล่างรูปม้า (อีกด้านหนึ่ง) รูปหงส์  [ขุดพบที่เมืองจันเสน ต.จันเสน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เมื่อ 56 ปีที่แล้ว พ.ศ.2511]

รัฐของบ้านพี่เมืองน้อง

ไม่มีกําหนดกฎเกณฑ์ตายตัว (ต่างจากประวัติศาสตร์เมืองขึ้นแบบอาณานิคม) ดังนี้

(1.) พลเมืองเป็นชนหลากหลายชาติพันธุ์ซึ่งเกิดจากการเทครัวกวาดต้อน และอื่นๆ (2.) ภาษามีหลากหลาย อักษรมีเฉพาะคนชั้นสูง (3.) ไม่มีเส้นกั้นอาณาเขต เพราะขอบเขตของรัฐไม่แน่นอน ไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับอาณาบารมีของผู้นําแต่ละคนและเป็นครั้งคราว

เปรียบเทียบแบบอาณานิคมเป็นประวัติศาสตร์เมืองขึ้น (อย่างเดียวกับประวัติศาสตร์ยุโรป) กล่าวคือ รัฐหนึ่งเมื่อชนะสงครามก็ต้องส่งคนที่ไว้ใจไปเป็นเจ้านายปกครองดินแดนและผู้คนอีกรัฐหนึ่งที่แพ้สงครามแล้วต้องตกเป็นเมืองขึ้น มีผู้รู้อธิบายว่ามาจากลักษณะสังคมที่มีผู้คนมาก แต่พื้นที่น้อย จึงต้องการขยายพื้นที่โดยทําสงครามยึดดินแดนรัฐอื่นๆ โดยกําหนดลักษณะแต่ละรัฐอย่างกว้างๆ พอสังเขปไว้ดังนี้

(1.) พลเมืองมีชนเชื้อชาติเดียวกัน (2.) ภาษาและอักษรมีอย่างเดียวกัน (3.) เส้นกั้นอาณาเขตมีกําหนดขอบเขตตายตัว

 

เทครัวกวาดต้อน “ร้อยพ่อพันแม่”

อุษาคเนย์โบราณมีพื้นที่กว้างขวาง แต่มีคนไม่มาก พบการตั้งหลักแหล่งถิ่นฐานเป็นชุมชนบ้านเมืองกระจัดกระจายห่างๆ จนถึงห่างไกลกันมากจึงมีพื้นที่รกร้างว่างเปล่าจํานวนมาก ด้วยเหตุนี้เองความขัดแย้งสมัยหลังๆ จนเป็นสงครามทําให้ฝ่ายชนะกวาดต้อนเทครัวฝ่ายแพ้เป็นแรงงาน เรียกเชลย, ข้า, ไพร่, ทาส

นอกจากฝ่ายชนะได้แรงงานมากขึ้นไปบุกเบิกหักร้างถางพงพื้นที่ว่างเปล่าเป็นชุมชนและไร่นาแล้ว ยังเกิดการประสมประสานของคนหลากหลายชาติพันธุ์

ดังนั้น ประชากรในอุษาคเนย์ (และในไทย) เป็นลูกผสมหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” (ไม่มีชาติพันธุ์แท้ สายเลือดบริสุทธิ์) และเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คนพูดได้มากกว่า 1 ภาษา หรือหลายภาษา ทำให้ภาษาพูดปนกันจนแยกชัดเจนไม่ได้ เช่น ภาษาพูดของไทยมีคําจากหลายตระกูลอยู่ปนกัน แล้วรวมเรียกภาษาไทย

 

ไม่มีเส้นกั้นอาณาเขต

อุษาคเนย์โบราณไม่มีใครให้ความสําคัญเรื่องดินแดน เพราะคนน้อย พื้นที่มาก จะเคลื่อนย้ายถ่ายเทไปตั้งหลักแหล่งตรงไหน? เมื่อไร? ก็ได้ จึงไม่มีชายแดน ไม่มีพรมแดนของใครของมัน ไม่มีเส้นกั้นอาณาเขตเหมือนปัจจุบัน จะมีก็แต่ชุมชนรอบในหนาแน่นกับรอบนอกไม่หนาแน่นจนถึงเบาบางห่างๆ กัน ยิ่งออกไปไกลๆ ก็ยิ่งเบาบางจนหายไปเลย

เมื่อเติบโตเป็นบ้านเมืองและรัฐในสมัยหลังๆ ก็ไม่มีชายแดน เพราะไม่มีเขตแดนแน่นอน ความรู้เรื่องชายแดนเริ่มมีเมื่อเป็น “รัฐชาติ” (รับจากตะวันตก) ในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง •

 

| สุจิตต์ วงษ์เทศ

 

 

 

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลิ่นเครื่องเทศ | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
สายใย
Expensive Petroleum | กวีกระวาด : รอนฝัน ตะวันเศร้า
ลิซ่า Goals บลู (ระวัง) GONE
ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ China First ของจีน
เหลื่อมล้ำ และหนี้สินของผู้คนจนไม่ไหวแล้ว โว้วว…
ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
‘สวีเดน’ มาอีกประเทศ เตรียมแบนมือถือในโรงเรียน
Palo Alto ประจำปี
ยุทธศาสตร์คืนอาเซียน ของกองทัพเมียนมา
E-DUANG | จับตา ความแน่วแน่ DE กับ AI PASSPORT