bg-single

ยุทธการ 22 สิงหา : ยุทธวิธี ‘แดง’ เมษายน 2552 เทียบ ‘พันธมิตร’ เสื้อเหลือง

01.01.2025

จําเป็นต้องเน้นให้เห็น “ภาพ” และ “การเคลื่อนไหว” เพื่อ “สลายม็อบเสื้อแดง” ตามที่ปรากฏใน “มติชน” บันทึกประเทศไทย ปี 2552 อย่างเป็นพิเศษ

เริ่มจากเหตุการณ์ในตอนบ่ายวันที่ 10 เมษายน

มวลชนเสื้อแดงที่แยกย้ายออกจากสถานที่ชุมนุมหลักบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลไปปิดถนนหลายสาย เคลื่อนขบวนกลับมารวมตัวปักหลักบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาลอีกครั้ง

หลังจากรัฐบาลแก้เกมด้วยการเพิ่มวันหยุดในวันศุกร์ที่ 10 เมษายน ส่งผลให้การจราจรกลับสู่ภาวะปกติหลังจากที่อัมพาตทั้งเมืองมาตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน

กระทรวงมหาดไทยสรุปสถานการณ์การชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงวันที่ 11 เมษายน ใน 29 จังหวัดจากทั่วประเทศว่า มีผู้เข้าร่วมการชุมนุมจำนวน 6,850 คน เป็นภาคเหนือ 9 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13 จังหวัด ภาคกลางและภาคตะวันออก 7 จังหวัด

ความน่าสนใจอยู่ที่มาตรการโต้กลับของรัฐบาล

 

นั่นก็คือ ศาลออกหมายจับ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง 1 ในแกนนำม็อบเสื้อแดง กรณีมีส่วนเกี่ยวข้องและร่วมกันสั่งการให้กลุ่มผู้ชุมนุมปิดถนนวิภาวดีรังสิต ถนนรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล

ตำรวจสามารถไปจับกุมได้ที่บ้านพักในช่วงเช้าวันที่ 12 เมษายน นำไปควบคุมตัวที่ค่าย ตชด.นเรศวร จังหวัดเพชรบุรี

เช้าวันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีกล่าวในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” ระบุ ให้ดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่พัทยา พร้อมกับเรียกร้องให้ยุติการชุมนุม

เวลา 13.25 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เดินทางมากระทรวงมหาดไทย

พร้อม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีอีกหลายคนตามมาสมทบ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลงนามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี อำเภอเมืองสมุทรปราการ อำเภอบางพลี อำเภอแก้ว อำเภอสามโคก อำเภอลำลูกกา อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี และอำเภอวังน้อย อำเภอบางปะอิน อำเภอบางไทร อำเภอลาดบัวหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดยมอบหมาย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบ

 

หลังแถลงข่าวเหตุผลการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปขึ้นรถเพื่อเดินทางกลับ มีม็อบเสื้อแดงประมาณ 1,000 คนนำโดย นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์

บางส่วนบุกเข้าไปภายในกระทรวงมหาดไทยตามมาถึงรถนายกรัฐมนตรี แล้วฮือล้อมทุบตีและจับรถเขย่า

แต่ในที่สุดพลขับวนฝ่ากลุ่มเสื้อแดงออกไปสำเร็จ

แต่พลขับอีกคันในทีมรักษาความปลอดภัยถูกกระชากลงจากรถและถูกทำร้าย พ.ต.ปกรณ์ สมพานต์ นายทหารรักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีถูกคนเสื้อแดงควบคุมตัวไปยังด้านหลังเวทีปราศรัยที่ทำเนียบรัฐบาล

นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีก็ประสบกับเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันกับนายกรัฐมนตรี ได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก

ช่วงบ่าย กำลังทหารพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ รถหุ้มเกราะและรถสายพาน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจออกมาเฝ้าระวังสถานการณ์ตามจุดต่างๆ ประมาณ 50 จุดทั่วกรุงเทพมหานคร

กลุ่มเสื้อแดงยึดรถเมล์ดาวกระจายไปปิดการจราจรหลายจุด

ต่อมา เวลา 18.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้ามายังกลุ่มผู้ชุมนุมเวทีทำเนียบรัฐบาล ระบุตอนหนึ่งว่า

“โอกาสอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว เราจะร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ ต่อไปนี้ประเทศไทยจะไม่มีการปฏิวัติอีกแล้ว คนไทยจะลุกมาต่อต้าน ผมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”

เวลา 01.30 น.วันที่ 13 เมษายน มีคนร้ายลอบยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่อาคารศาลรัฐธรรมนูญ ถนนจักรเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร

จำเป็นต้องทำความเข้าใจต่อ “ยุทธวิธี” ของ “เมษายน 2552”

 

หากมองอย่างเปรียบเทียบ “ยุทธวิธี” การเกิดขึ้นของสถานการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2552 ถอดพิมพ์เขียวมาจาก “ยุทธวิธี” การเกิดขึ้นของสถานการณ์ก่อนและภายหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549

นั่นก็คือ การเคลื่อนไหวก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 มีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็น “กองหน้า”

เป้าหมายคือรัฐบาลพรรคไทยรักไทย

นั่นก็คือ การเคลื่อนไหวในเดือนเมษายน 2552 มีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติเป็น “กองหน้า”

เป้าหมายคือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแนวร่วม

เมื่อผ่านการรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 เมื่อผ่านการเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชนได้ชัยชนะและจัดตั้งรัฐบาลเป้าหมายของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็เป็นรัฐบาลพรรคพลังประชาชน

จนสามารถก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญจาก นายสมัคร สุนทรเวช เป็น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

ชัยชนะของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงสมบูรณ์

เป็นความสมบูรณ์จากกรณีการปลด นายสมัคร สุนทรเวช ออกจากตำแหน่ง

เป็นความสมบูรณ์จากการปลด นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ออกจากตำแหน่งเมื่อมีการยุบพรรคพลังประชาชน

เป็นความสมบูรณ์อันเป็นความต่อเนื่องจากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549

สร้างเงื่อนไขใหม่ในทางการเมืองขึ้น

 

เงื่อนไขในทางการเมืองไม่เพียงแต่จะอยู่ที่ความสุกงอมของสถานการณ์กระทั่งเกิดการรัฐประหาร หากยังเป็นความต่อเนื่องจาก 1 การเคลื่อนไหวของมวลชน และ 1 การใช้มาตรการจาก “องค์กรอิสระ” มาจัดการ

และ 1 ก่อผลสะเทือนให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกภายในพรรคพลังประชาชนเกิดการแยกตัวของกลุ่มเพื่อนเนวินมาเป็นพรรคภูมิใจไทย

การเกิดขึ้นของ “คนเสื้อแดง” จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในทางการเมือง

กระนั้น หากมองอย่างเปรียบเทียบ แม้ “คนเสื้อแดง” จะเดินเส้นทางเดียวกันกับที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ “ตัวช่วย” ของ “คนเสื้อแดง” ก็ด้อยกว่า

มองในแง่ความจัดเจนพรรคเพื่อไทยเมื่อเทียบกับพรรคประชาธิปัตย์ก็สะสมประสบการณ์มาน้อยกว่า

ยิ่งเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้ “ตัวช่วย” จากพรรคภูมิใจไทย ก็ยิ่งสร้างความได้เปรียบให้กับรัฐบาล ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ที่พัทยา ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เมื่อเผชิญหน้ากับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ผลสะเทือนจากพัทยาอันรุนแรงลึกซึ้งโดยเฉพาะการรุกเข้าประชิดตัว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และกลายเป็นยุทธวิธีต่อเนื่องมาถึงกรุงเทพมหานคร

 

หากศึกษา “ความจริงไม่มีสี” อันเป็นการบันทึกจากใจของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะเข้าใจสถานการณ์ได้จากด้านของนายอภิสิทธิ์ ได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

ยิ่งการล้อมรถ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในกระทรวงมหาดไทย ยิ่งร้อนแรง

เป็นความร้อนแรงที่ฝังจำประทับอยู่ในความรู้สึกของ นายอภิสิทธิ์ เวขชาชีวะ อย่างไม่เคยลืมเลือน

จำเป็นต้องศึกษา จำเป็นต้องวิเคราะห์

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลิ่นเครื่องเทศ | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
สายใย
Expensive Petroleum | กวีกระวาด : รอนฝัน ตะวันเศร้า
ลิซ่า Goals บลู (ระวัง) GONE
ชัชชาติ รอด แต่ ‘ช้ำ’ พรรคส้ม ‘พลาดเอง’ จนไซริงค์แตก
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์ China First ของจีน
เหลื่อมล้ำ และหนี้สินของผู้คนจนไม่ไหวแล้ว โว้วว…
ชุลมุนชุลเก ‘แสวง บุญมี’ ลูกหม้อ กกต. จ่อสะดุด หลุดเก้าอี้เลขาฯ ลุ้นผลประเมินผ่านเกณฑ์
‘สวีเดน’ มาอีกประเทศ เตรียมแบนมือถือในโรงเรียน
Palo Alto ประจำปี
ยุทธศาสตร์คืนอาเซียน ของกองทัพเมียนมา
E-DUANG | จับตา ความแน่วแน่ DE กับ AI PASSPORT