
บทความต่างประเทศ
อนาคต ‘เมียนมา’
ยังซับซ้อน-สับสนและนองเลือด
สถานการณ์ในเมียนมาในเวลานี้ กำลังเลวร้ายลงในทุกๆ ด้าน สำหรับรัฐบาลทหารภายใต้การนำของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง ลาย อำนาจที่เคยมีดูเหมือนหดแคบลงเรื่อยๆ ตามลำดับ
ฐานที่มั่นทางทหารระดับกองบัญชาการในภูมิภาคฐานแล้วฐานเล่า ตกอยู่ในความควบคุมของฝ่ายตรงกันข้าม
จำนวนทหารหนีทัพและแปรพักตร์ทวีขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขนาดต้องใช้กฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารใหม่เข้ามาสมทบ
ในขณะที่กองกำลังฝ่ายต่อต้าน ก็ตัดเส้นทางเข้าถึงแหล่งทรัพยากรมีค่า ทั้งในตอนเหนือ ตะวันออก และตะวันตกไปจนหมดสิ้น
ในสมรภูมิ ชัยชนะที่เคยยึดถือว่าเป็นของตาย ด้วยเหตุที่มีสรรพาวุธที่เหนือกว่า มีกำลังพลมากกว่า กลายเป็นเรื่องเอาแน่นอนไม่ได้ เพราะกลยุทธ์ที่ผสมผสานทั้งเก่าและใหม่ของกลุ่มต่อต้าน ที่ยิ่งนับวันยิ่งแทรกซึมกว้างขวางมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาศัยยุทธวิธีสงครามกองโจร บวกกับเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งการใช้โดรนเพื่อการนี้
ภายใต้สภาพการณ์แบบนี้ เศรษฐกิจของประเทศทรุดตัวลงอย่างฮวบฮาบ ค่าเงินจ๊าต หลงเหลือไม่ถึง 1 ใน 4 ของมูลค่าก่อนหน้าการระบาดของโควิด ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งกระฉูด แม้ว่ารัฐบาลทหารจะใช้มาตรการควบคุมราคาสินค้าอย่างข้าว น้ำมันปรุงอาหาร ไข่ ปลาและเนื้อสัตว์ก็ตามที ส่งผลกระทบไปทุกหย่อมหญ้า ชนิดที่ว่าแม้แต่ครอบครัวที่เคยอยู่ในระดับชนชั้นกลางยังต้องดิ้นรนเอาตัวรอด
ผู้อพยพยังคงหลั่งไหลเข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง
แม้สงครามกลางเมือง และการลุกฮือขึ้นต่อต้านระบอบเผด็จการทหารในเมียนมาในเวลานี้ จะได้รับความสนใจจากภายนอกน้อยลงเรื่อยๆ แต่สภาพการณ์ที่เป็นจริงในพื้นที่ได้เกิดการพลิกผันไปในทิศทางที่ไม่ได้เป็นคุณต่อรัฐบาลทหารมากขึ้นและชัดเจนขึ้นทุกที สั่นคลอนตัดทอนอำนาจและอิทธิพลของบรรดานายพลทั้งหลายในกรุงเนปิดอว์ลงมหาศาล
กระนั้นประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่ผ่านมาก็สอนว่า เป็นไปได้สูงยิ่งที่อำนาจรัฐเผด็จการเช่นนี้จะดื้อแพ่งไปเช่นนี้ต่อไป แม้จะในสภาพโซซัดโซเซก็ตามที และจะยังคงพยายามทำทุกอย่าง เพื่อรังสรรค์อำนาจและความชอบธรรมของตัวเองขึ้นมาใหม่
อย่างเช่น การเสนอให้จัดการเลือกตั้งขึ้นภายในปีนี้หรือในปี 2026 ทั้งๆ ที่รู้ดีว่า การเลือกตั้งภายใต้อำนาจเผด็จการเช่นนั้น ในที่สุดก็จะลงเอยด้วยการถูกตีตราว่าผิดพลาดบกพร่องและไม่เป็นประชาธิปไตยอยู่ดี
ปัญหาใหญ่ของประชาชนชาวเมียนมาก็คือ ในขณะที่อำนาจและอิทธิพลของระบอบเผด็จการทหารเรียวลงตามลำดับเช่นนี้ อนาคตของเมียนมาหลังการล่มสลายของระบอบนายพลกลับไม่ได้สดใสเรืองรองอย่างที่คาดหวัง
ทุกอย่างไม่เพียงจะยังซับซ้อนและสับสน แตกแยกต่อไปเท่านั้น หากยังสามารถเกิดสถานการณ์นองเลือดขึ้นต่อไปได้อีกด้วย เพราะไม่มีใครที่มีความสามารถและได้รับการยอมรับจากกลุ่มต่อต้านที่หลากหลายอย่างยิ่งทุกกลุ่มได้
ในยามที่คนอย่าง ออง ซาน ซูจี ไม่เพียงชราภาพ สุขภาพอ่อนแอเท่านั้น ยังตกอยู่ในการควบคุมของกองทัพอีกด้วย
สิ่งที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ชัดเจนก็คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อาทิ ในรัฐยะไข่ ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพอาระกันแทบจะทุกหย่อมหญ้า หรือในกรณีของพื้นที่ตอนเหนือสุดของประเทศ ซึ่งยิ่งนับวัน กองกำลัง กองทัพคะฉิ่นอิสระ ยิ่งมีอำนาจอิทธิพลมากขึ้นทุกที
กระนั้น ภายใต้เขตอิทธิพล 2 พื้นที่นี้ ก็ยังมีกลุ่มชาติพันธุ์อื่น กองกำลังอื่น ที่รู้สึกว่าพวกตนสามารถอ้างสิทธิอันชอบธรรมเหนือส่วนหนึ่งส่วนใดของพื้นที่อยู่พร้อมกันไปด้วย
สถานการณ์ทำนองเดียวกันนี้ เกิดขึ้นทั่วไปโดยเฉพาะในยามนี้
คำถามก็คือ ความซับซ้อนสับสนเช่นนี้สามารถนำไปสู่การแบ่งแยกเมียนมาเป็นส่วนๆ ในอนาคตได้หรือไม่
ผู้สันทัดกรณีบางคนเชื่อว่า ต่อให้มีการเจรจาเพื่อรวบรวมความหลากหลายซับซ้อนนี้ขึ้นมาให้อยู่ภายใต้ระบบสหพันธรัฐ บรรดากองกำลังติดอาวุธทั้งหลายก็ไม่มีวันที่จะส่งมอบอำนาจในการตัดสินใจด้านความมั่นคงและการตัดสินใจด้านเศรษฐกิจในพื้นที่อิทธิพลของตนให้กับรัฐบาลกลางโดยง่ายดายแน่
พวกเขาจะยังคงต้องการอาวุธอยู่ในมือ พวกกับอำนาจในการควบคุมทรัพยากรและอื่นๆ ในท้องถิ่นต่อไป
หลายคนคาดหวังว่าอิทธิพลจากภายนอกอาจเปลี่ยนแปลงอนาคตเช่นนี้ของเมียนมาได้ คำถามก็คือ อิทธิพลเหล่านั้นจะเข้าถึงและได้รับการยอมรับหรือไม่ ตัวอย่างเช่นกรณีของอาเซียน องค์กรสำคัญของภูมิภาค ที่แม้จะกังวลต่อสถานการณ์ภายในเมียนมาอย่างลึกซึ้ง แต่ฉันทามติ 5 ประการที่ผ่านมาก็เหลวเปล่าโดยสิ้นเชิงและไม่มีทีท่าอะไรชัดเจนอีกหลังจากนั้น
จีนอาจสูญเสียผลประโยชน์ไปมหาศาลหากในเมียนมากลายเป็นกลียุค แต่ไม่มีทางที่ประเทศอย่างอินเดีย ญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย จะยอมให้จีนเข้าไปกำกับทุกอย่างในการฟื้นฟูบูรณะเมียนมาเพียงลำพัง และแม้เมียนมาไม่อยู่ในความสนใจใดๆ ของโดนัลด์ ทรัมป์ แต่การปล่อยให้จีนออกแบบอนาคตเมียนมาเพียงลำพัง
ไม่ใช่สิ่งที่ทรัมป์และนักการเมืองจากรีพับลิกัน ซึ่งกังวลกับการขยายอำนาจอิทธิพลจากปักกิ่งจะยินยอมให้เกิดขึ้น
อนาคตของเมียนมา เมื่อมองอย่างพินิจพิเคราะห์ จึงยังคงหลีกเลี่ยงความปั่นป่วนโกลาหลและนองเลือดไปไม่พ้น ได้แต่คาดหวังว่า บรรดามหาอำนาจโลกทั้งหลายจะสามารถเสาะหาจุดร่วมที่เหมาะสมได้
และเปิดทางให้ประชาชนเมียนมา ตัดสินชะตาตัวเองใหม่ได้อีกครั้ง เท่านั้นเอง
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
