บทความพิเศษ | สุภา ปัทมานันท์
คนญี่ปุ่นตื่นตัวกับโรคสมองเสื่อม (認知症)
เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหานานาประการเนื่องจากเป็นสังคมผู้สูงวัย 高齢化社会 และประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น อายุเกินร้อยปี 人生百年時代 กันมากขึ้น คนญี่ปุ่นจึงตื่นตัวในการรักษาสุขภาพ เพื่อที่จะมีชีวิตในวัยชราอย่างมีคุณภาพ พยายามเป็นภาระแก่ลูกหลานให้น้อยที่สุด ซึ่งอันที่จริงแล้ว ลูกๆ ก็มีภาระครอบครัวที่ต้องดูแล มิหนำซ้ำส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในเมืองใหญ่ โอกาสจะได้เจอหน้าพ่อแม่ผู้แก่เฒ่าก็เพียงปีละครั้ง หรือสองครั้ง ในวันปีใหม่ วันหยุดยาว เป็นต้น
มีข้อมูลสาเหตุการเสียชีวิตของคนญี่ปุ่นเปรียบเทียบย้อนหลัง 30 ปีที่ผ่านมา ช่วงปี 1990-2010 อันดับหนึ่งคือ โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดสมอง เมื่อการแพทย์พัฒนาขึ้นมาก สามารถป้องกันและรักษาได้ทันท่วงที อัตราการเสียชีวิตก็ลดน้อยลง
ผ่านมาถึงช่วงปี 2015-2021 โรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์และโรคที่เกี่ยวข้อง ที่แต่เดิมมาเคยเป็นสาเหตุอันดับ 6 ก็ค่อยไต่อันดับเลื่อนขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง
สถิติปี 2021 เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว ในจำนวนผู้เสียชีวิต 1 แสนคน ญี่ปุ่นมีผู้เสียชีวิตจากโรคสมองเสื่อม 135 คน อิตาลี 108 คน สหรัฐอเมริกา 60 คน จึงนับเป็นจำนวนที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ
กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า ในปี 2050 จะมีผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมราว 5.86 ล้านคน ในอนาคตคนญี่ปุ่นจะยิ่งมีอายุยืนยาวขึ้น
และที่น่ากังวลคือ จะเป็นคนสูงวัยที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวและว้าเหว่มากขึ้น ซึ่งจะเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้โรคสมองเสื่อมพัฒนาเร็วขึ้นด้วย
ฉะนั้น ขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่นจึงตื่นตัวในการหาแนวทางป้องกันและส่งเสริมพัฒนาการทางการแพทย์ พัฒนาคุณภาพชีวิต ฯลฯ เท่าที่จะทำได้ในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้สูงวัยห่างไกลจากโรคนี้ให้ได้มากที่สุด
ไม่เฉพาะหน่วยงานภาครัฐเท่านั้นที่ตื่นตัวกับปัญหาสุขภาพของคนในประเทศ เหล่านักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ก็ร่วมกันเผยแพร่ให้ความรู้แก่ประชาชนญี่ปุ่นให้รักษาสุขภาพเตรียมพร้อมรับวัยชรา และห่างไกลโรคสมองเสื่อม
ริวตะ คาวาชิมา ผู้เขียนหนังสือ “ฝึกสมองกัน ใช้ชีวิตหลังวัย 65 ปีให้สนุก” ได้แนะนำเกี่ยวกับอาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับ และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เป็นต้น เพื่อไม่ให้เผชิญกับภาวะสมองเสื่อม 認知症 เป็นการเข้าสู่วัยชราและแก่อย่างมีคุณภาพให้ได้
เบื้องต้นแนะนำว่าผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป พึงสังเกตความเปลี่ยนแปลงในการใช้ชีวิตประจำวันของตัวเองอย่างใส่ใจมากขึ้น เนื่องจากวัยนี้เริ่มมีความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ปวดเมื่อยบ้าง ไม่คล่องแคล่วบ้าง อีกทั้งขี้หลงขี้ลืมมากขึ้นด้วย หากรู้ตัวเสียแต่เนิ่นๆ จะได้เตรียมรับมือได้เร็ว
ข้อสังเกตง่ายๆ ว่าตัวเราเองแก่ตัวลงจากเดิมมากน้อยเพียงใด
ประการแรก ความสามารถในการลงบันไดเริ่มถดถอย ไม่คล่องตัวแล้ว เนื่องจากกล้ามเนื้อไม่แข็งแรงดังเดิม หย่อนยาน การก้าวเท้าเริ่มไม่ได้ดังใจเสียแล้ว ถ้าเป็นพื้นราบธรรมดาอาจยังไม่เห็นความแตกต่าง แต่เวลาลงบันไดกลับต้องคอยจับราวบันไดแน่นขึ้นเพื่อความมั่นใจ ลองเหลือบดูคนหนุ่มสาวที่ลงบันไดไปด้วยดูมือถือไปด้วย ก็จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
ประการที่สอง ในสถานที่ผู้คนพลุกพล่าน เริ่มรู้สึกตัวว่าเราถูกคนอื่นเดินแซงหน้าไปบ่อยขึ้น นั่นก็เพราะว่ากล้ามเนื้อขาไม่แข็งแรงแบบหนุ่มสาวแล้ว เดินไม่คล่องแคล่ว นอกจากนี้ บางครั้งก็ไม่ทันรู้สึกตัวว่ามีคนเดินตามมาข้างหลังหรือไม่ ความรู้สึกระมัดระวังลดลง
ประการที่สาม ความสามารถในการทำงานบ้าน และการกำหนดขั้นตอนของแต่ละงานลดลง เช่น ควรต้มน้ำร้อนแล้วหั่นผักไปด้วย รอเวลาน้ำเดือด ต้มแกงจืดเสร็จแล้วค่อยผัดผัก หรือเอาเสื้อผ้าใส่เครื่องซักผ้าแล้วดูดฝุ่นทำความสะอาด เป็นต้น เป็นการใช้สมองคิดและกำหนดลำดับก่อน-หลัง เปรียบเทียบกับตอนที่อายุน้อยกว่านี้ สามารถละจากการล้างจาน วิ่งไปเปิดประตูรับพัสดุ แล้วกลับมาล้างจานต่อ แต่ตอนนี้ ไปรับพัสดุแล้วลืมไปว่าเมื่อกี้กำลังทำอะไรค้างไว้ เป็นต้น อาการเหล่านี้เจ้าตัวอาจไม่รู้สึก แต่คนรอบข้างใกล้ตัวน่าจะสังเกตเห็นได้
ประการที่สี่ ขี้โมโห โกรธง่าย หงุดหงิดบ่อยขึ้นกว่าเดิม บางครั้งเรื่องเล็กน้อยก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ การควบคุมอารมณ์แย่ลง จนคนใกล้ชิดพากันระอา
สัญญาณบ่งบอกเริ่มเข้าใกล้ความชรา ทางกายภาพที่ชัดเจนคือ กล้ามเนื้อและมวลกระดูกที่เสื่อมลง เกิดความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน
นอกจากนี้ ความจำก็เริ่มแย่ลง บ่อยครั้งที่เจอหน้ากันแล้วนึกชื่ออีกฝ่ายไม่ออก ลืมชื่อสิ่งของ ชื่อสถานที่ ยิ่งเข้าวัยกลางคน ความขี้หลงขี้ลืมก็มากขึ้น ถึงขั้นที่ว่าทำอะไรค้างไว้แล้วลืมสนิท เมื่อกี้จะพูดอะไรก็ลืมเสียแล้ว การถาม-ตอบ เริ่มไม่ตรงประเด็นบ่อยขึ้น เป็นต้น
สัญญาณบอกสมองเริ่มเสื่อมแล้ว
ริวตะ คาวาชิมา ผู้เขียน ชี้ว่าไม่สามารถบอกค่าความเสื่อมของสมองออกมาเป็นตัวเลข แต่เราอาจสังเกตง่ายๆ ได้จากเพื่อนในวัยเดียวกันเมื่อเจอกันในงานเลี้ยงรุ่น ทำไมบางคนยังดูไม่แก่เลย ขณะที่บางคนดูแก่กว่าคนอื่นมาก
แม้จะบอกว่าเราไม่อาจตัดสินจากการดูรูปลักษณ์ภายนอกได้ แต่มีงานวิจัยว่าคนที่ดูหนุ่มหรือสาวกว่าวัยมีแนวโน้มว่าอายุสมองก็อ่อนเยาว์ มีสภาพสมบูรณ์ด้วย
คนที่ดูแก่กว่าวัยมีความเกี่ยวพันกับสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ นิสัยที่ทำเป็นประจำ เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บมากกว่า และยิ่งแก่เร็วขึ้นกว่าคนที่หน้าตาดูอ่อนกว่าวัย
คนที่อยากดูอ่อนกว่าวัยจริง จำเป็นต้องใส่ใจทั้งอาหาร กิจวัตรประจำวัน อารมณ์ การออกกำลังกาย การเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ และทำกิจกรรมที่ฝึกสมองด้วย เริ่มทำทันทีตั้งแต่ยังไม่แก่จะดีกว่า
ทั้งนี้ ไม่นับรวมลุง ป้า ที่พึ่งศัลยกรรมกระชากวัยให้ดูอ่อนเยาว์!
