bg-single

สมารมณ์ ชนชั้น ‘เทียนวรรณ’ สู่ ‘สุนทรภู่’ ชื่นฤดี กวีด้วยกัน

13.08.2025

บทความพิเศษ

สมารมณ์ ชนชั้น

‘เทียนวรรณ’ สู่ ‘สุนทรภู่’

ชื่นฤดี กวีด้วยกัน

สุนทรภู่นั้นแม้จะเป็น “ขวัญใจชาวบ้าน” ถึงกับสามารถนำกลอนออกขายเป็นเงินในลักษณะเป็นสินค้าได้เป็นคนแรก แต่ในทัศนะของชนชั้นสูงก็ประเมินสุนทรภู่อย่างเหยียดๆ ว่า

เขียน “นิยายขี้ปดสยดสยอน”

และถึงจะมีการยกย่องภายหลังว่าเป็น “ยอด” ในเชิงกลอน แต่ก็แค่เป็น “ยอดแห่งกลอนตลาด”

อารมณ์ “ร่วม” และอารมณ์ “รัก” ระหว่างเทียนวรรณกับสุนทรภู่จึงได้เกิดขึ้น

ปรากฏการณ์เช่นนี้สอดรับและอนุวัติแนวทางการประเมินคุณค่าในทางวรรณกรรม อย่างที่เหมา เจ๋อตุง เคยสรุปไว้ใน “คำปราศรัยในชมรมสัมมนาศิลปะวรรณคดีที่เยนอาน” อย่างอัตโนมัติ

“แต่ละชนชั้นในสังคมทุกสังคมต่างมีบรรทัดฐานทางการเมืองที่ต่างกันและบรรทัดฐานทางศิลปะที่ต่างกัน

แต่ไม่ว่าชนชั้นไหนในสังคม ชนชั้นสังคมใดย่อมถือบรรทัดฐานทางการเมืองเป็นอันดับแรก และถือบรรทัดฐานทางศิลปะเป็นอันดับรอง ชนชั้นนายทุนย่อมจะกีดกันงานศิลปะวรรณคดีของชนชั้นกรรมาชีพอยู่เสมอ

ไม่ว่าความสำเร็จทางศิลปะจะสูงสักเพียงใด”

การประเมินงานของสุนทรภู่เมื่อมองจากมุมมองอันมีชนชั้นเป็นตัวกำหนดก็ย่อมจะดำเนินไปในทิศทางอันแตกต่างไปจากแต่ละชนชั้น

ในยุคต้นรัตนโกสินทร์แม้งานของชนชั้นล่างมีพลังในทางการสร้างสรรค์สูงเพียงใด หากมองจากพื้นฐานแห่งชนชั้นก็ย่อมได้รับการประเมินออกมาแตกต่าง

นี่ย่อมเป็นความละเอียดอ่อนจากแต่ละมุมมองที่สถานะเศรษฐกิจกำหนด

อารมณ์ทางชนชั้น

เทียนวรรณ สุนทรภู่

ในสังคมที่มีการแยกระหว่างชนชั้นสูงกับชนชั้นไพร่ ชนชั้นสูงก็ย่อมประเมินและให้ค่าต่องานวรรณกรรมของชนชั้นไพร่อันเป็นสามัญให้ “ด้อย” หรือ “เล็ก” กว่าความเป็นจริงอยู่แล้วโดยพื้นฐาน

ใครที่ติดตามอ่าน “หัวเลี้ยวของวรรณคดีไทย” จากการสำรวจและประเมินของ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ

ก็จะสัมผัสได้ใน “บทสรุป”

นั่นก็คือ การมองข้ามบทบาทของเทียนวรรณอย่างจงใจ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในฐานะนักหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในฐานะนักเขียนบทความ

ขณะเดียวกัน นักวิชาการทางวรรณกรรมท่านนี้ยังจงใจละเลยและมองข้ามบทบาทไม่ว่าจะของ “ศรีบูรพา” ไม่ว่าจะของ เสนีย์ เสาวพงศ์ ไม่ว่าจะเป็นของ ศรีรัตน์ สถาปนวัฒน์

ไม่ว่าจะเป็นของ “อินทรายุธ” ไม่ว่าจะเป็นของ จิตร ภูมิศักดิ์

เมื่อบรรยายถึงหัวเลี้ยวหัวต่อแห่งการเปลี่ยนแปลงของวรรณกรรมในยุคหลังสงครามและในยุค 2500

และเมื่อกล่าวถึงงานกวีนิพนธ์สมัยใหม่ก็ไม่มีแม้แต่บรรทัดเดียวที่จะเอ่ยถึง “นายผี” หรือ “อุชเชนี” หรือ “กวีการเมือง” ตลอดจน “ทวีปวร” แม้ในอีกแวดวงหนึ่งของคนอ่านจะให้การยกย่องเป็นอย่างสูงก็ตาม

ดังนั้น จึงอาจเห็นได้ว่าลึกๆ ของการที่เทียนวรรณหยิบเอางานนิทานคำกลอนเรื่อง “พระอภัยมณี” ของสุนทรภู่มายืนยันว่า

มิใช่ “นิยายขี้ปดสยดสยอน” หากแต่เป็นดัง “รัตนโกฏิ” หรือ “ที่ใส่แก้วมณีอันมีค่า” อย่างมหาศาลนั้นที่สำคัญก็เพื่อเป็นการยกย่อง “กวี” ที่มีพื้นฐานเป็น “ราษฎร” เหมือนกัน

นั่นก็คือ ลักษณะอันเป็น “สมารมณ์” ในทาง “ชนชั้น” โดยพื้นฐานและดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ

ชม สำนวน สุนทรภู่

วิพากษ์ “เอดิเตอร์”

บทวิจารณ์ของเทียนวรรณทั้ง 2 บทวิจารณ์ บทวิจารณ์แรกเทียนวรรณเน้นหนักที่คติคำสอนของสุนทรภู่ ขณะที่บทวิจารณ์ที่สองกล่าวถึงวิธีการเขียน การเลือกใช้คำของสุนทรภู่

นั่นก็คือ บทวิจารณ์หนึ่งกล่าวถึงเนื้อหาในทางความคิด บทวิจารณ์หนึ่งกล่าวถึงรูปแบบการนำเสนอ

ในทางรูปแบบ เทียนวรรณกล่าวถึงสุนทรภู่ว่า “…..พูดก็ไม่เปลืองตัวอักษร แต่ได้ความมาก ชัดเจน แจ่มแจ้ง แลกินความลึก” เกี่ยวกับการเลือกใช้ถ้อยคำ เทียนวรรณค่อนข้างมีความเห็นเป็นพิเศษต่อสภาพการเขียนโดยทั่วไปในยุคเดียวกัน

“….เราได้ฟังสำนวนของเอดิเตอร์ต่างๆ ที่เรียงหนังสือพิมพ์ เห็นความเยิ่นเย้อยาวรุงรัง อ้อมค้อม

คนอ่านคนฟังคอยจะเอาความอยู่ที่ว่าใจความจะอย่างไรก็ไม่ใคร่ค่อยทันใจก็มีอยู่มาก บางทีสำนวนก็สั้นจนไม่รู้ที่จะวินิจฉัยได้ว่ากระไรก็มี ที่บางสำนวนกล่าวเล่าซ้ำซากวกวนอยู่ในความข้อเดียวก็มี

บางสำนวนก็เกะกะระรานลุยไปบนศีรษะมนุษย์ไม่มีกิริยาเท่าเส้นผมแต่ยกตนว่าเอกเหมือนไส้เดือนสำคัญตนว่าเกลี้ยงกลมก็มี

บางสำนวนโผล่ออกมาก็เป็นแก้วๆ ไปๆ ก็จืดลงทุกทีๆ เหมือนกะทิกลายเป็นหัวเป็นหางไป บางสำนวนใครจะฟังได้ก็ชั่ง ไม่ได้ก็ชั่ง แจวตะบึงไปจนล่มแหล่ก็มี บางสำนวนก็เกลี้ยงเกลากลมกล่มละม่อมละไมฟังเย็นหู สบายใจอ่านเพลิน

ถ้อยคำก็หามาใช้แต่คำที่ควร ความก็กระแสชัดเจน ไม่เฝือ เป็นที่เสนาะแก่โสตไพเราะมาก

จุดโน้มเอียง เทียนวรรณ

พร้อมแก้ต่าง ให้ สุนทรภู่

กล่าวในทางเนื้อหา บทความเรื่อง “เทียนวรรณวิจารณ์สุนทรภู่” ของ สุพจน์ แจ้งเร็ว ระบุว่า เทียนวรรณเคยเรียกร้องให้เลิกแต่งและอ่านหนังสือจำพวกเหลวๆ ที่ชักให้ กำหนัดและกำเริบมัวเมา มีนิราศร้องไห้ถึงเมีย เป็นต้น

แต่สำหรับ “พระอภัยมณี” เทียนวรรณมีความเห็นว่า

มีความคิดริเริ่มใหม่ๆ หลายประการซึ่งถือว่ามีความก้าวหน้าต่างจากเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ ประเภท “รักลูกสาวยักษาพากันจร แล้วกลับย้อนมาฆ่าพ่อตาตาย” โดยเฉพาะตรงที่ฤๅษีสอนสุดสาครว่า

“รู้สิ่งใดไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” เทียนวรรณได้อรรถาธิบายในเชิงแปลความโดยอิงหลักทางพุทธปรัชญา

เหมือนท่านชี้ ข้ามแดน แสนกันดาร

เพราะตัวรอด คือนิพพาน สถานเลิศ

ไม่ต้องเกิด ไม่ต้องตาย วายสังขาร

เราเห็นว่า ตาภู่ คนบูราณ

ยอดชำนาญ พูดจา วิชาใจ

คนไม่รู้ ดูเหมือนเล่น เป็นแต่เพ้อ

หลงละเมอ ฟังเรื่อง เปลืองนิไสย

เราได้ตรวจ ทุกคำ ด้วยน้ำใจ

จึงเรียงไว้ เพื่อใครดู ได้รู้ตัว

ชัยอนันต์ สมุทวณิช นักวิชาการผู้สนใจศึกษาวิวัฒนาการทางความคิดการเมืองของไทย ได้สรุปหลังจากศึกษางานและชีวิตของเทียนวรรณว่า

ไม่ว่าจะเป็นหนังสือบทความหรือคำกลอนเรียกได้ว่าเป็นวรรณกรรมประเภทก้าวหน้า กล่าวคือ มุ่งที่จะท้าทายสภาพการณ์ทางสังคมและค่านิยมประเพณีที่เป็นเครื่องกีดขวางความเจริญ

มุ่งผดุงฐานะความเป็นอยู่ของราษฎรผู้ยากไร้ แทนที่จะเป็นหนังสือประโลมโลกย์



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เราเคยลองมาแล้ว
คุยกับทูต | โมนิกา เครเซวิคกา โปแลนด์…ความหมายของเอกราช ผ่านเรื่องเล่าและเสียงดนตรี (1)
ANIMALS | ‘สัตว์สังคม’
Chainsmoker Cat : ความสกปรกของควันบุหรี่
‘ความหมายของความทรงจำ’
กระทงเซ่นผี สร้างสรรค์เป็นลอยกระทง
“เดียร์”แบบไหน | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | “รุก” และ “รับ” ทางการเมือง ระหว่าง รัฐบาล กับ ฝ่ายค้าน
วัตถุมงคลเหรียญรุ่นแรก หลวงปู่แคล้ว วัดมหาชัยฯ พระเกจิดังลุ่มน้ำแม่กลอง
แผนรับมือน้ำ ‘ไทย-เทศ’ (2)
เปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านกระหึ่ม เพื่อไทย-ภูมิใจไทย ชิงกันชง รถเกี่ยวข้าว EV-หลังคาโซลาร์เซลล์
ตำรวจหน้าแหก | เหยี่ยวถลาลม