| สุจิตต์ วงษ์เทศ
กระทง หมายถึงภาชนะใส่สิ่งของที่เย็บขึ้นรูปด้วยใบตองหรือใบไม้ขนาดกว้างใหญ่
ชาวบ้านทั่วไปใช้กระทงรูปสี่เหลี่ยมทำจากใบตอง หรือใบไม้อื่น เป็นภาชนะใส่สิ่งของ โดยเฉพาะใส่เครื่องเซ่นในกระบานผี ตั้งแต่สมัยชุมชนแรกเริ่มหลายพันปีมาแล้ว
ต่อมาในแผ่นดิน ร.3 มีผู้สร้างสรรค์ทำกระทงใบตองรูปดอกบัวใช้ลอยขอขมาน้ำและดิน (แทนโคมกระดาษสมัยอยุธยา) โดยเรียกชื่อใหม่ว่าประเพณีลอยกระทง
ลอยกระทงมีกำเนิดในกรุงเทพฯ ถูกสร้างใหม่ให้เป็นนาฏกรรมแห่งรัฐ เพื่อศาสนา-การเมืองเรื่องจักรพรรดิราชแบบไทย ที่เชื่อว่าสร้างความมั่นคงเป็นปึกแผ่นทางการเมืองการปกครองของพระเจ้าแผ่นดิน
1. ลอยกระทงกำเนิดในกรุงเทพฯ เกือบ 200 ปีมาแล้ว เมื่อแผ่นดิน ร.3 (เสวยราชย์ พ.ศ.2367-2394) ไม่ใช่สุโขทัยตามที่ถูกครอบงำให้เชื่ออย่างจำนนต่ออำนาจ
2. กระทงลอยน้ำ เน้นกระทง “ทรงดอกบัว” และทำด้วย “ใบตอง” เพราะเป็นงานสร้างสรรค์สมัย ร.3 ที่น่าจะได้แบบโคมจีนทรงดอกบัว แต่สร้างคำอธิบายใหม่ให้ดูสมจริง โดยอ้างอิงย้อนยุคถึงสมัยสุโขทัย 3 เรื่อง ดังนี้
(1.) นางนพมาศ ริเริ่มประดิษฐ์กระทงทำจากใบตอง (กล้วย) ก่อนหน้านั้นไม่มี (2.) พระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย ทรงลอยกระทงครั้งแรก ก่อนหน้านั้นไม่มี และ (3.) ลอยกระทงเนื่องในศาสนาพุทธ เพื่ออุทิศบูชาพระพุทธบาทซึ่งประดิษฐานยังนัมมทานที
หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีไม่สนับสนุนคำอธิบายทั้ง 3 เรื่องนั้น ดังนี้
1. นางนพมาศเป็นหนังสือมี “นิยาย” แต่งใหม่สมัย ร.3 เป็นคู่มือลูกสาวผู้ดีที่ถวายตัวเข้ารับราชการเป็นสนมนางบำเรอในวัง
2. ลอยกระทงสมัยกรุงเทพฯ สืบจากลอยโคมในน้ำไหล สมัยอยุธยา ซึ่งมีพัฒนาการจากพิธีกรรมขอขมาน้ำและดินยุคดึกดำบรรพ์
3. ลอยกระทง มีรากเหง้าเนื่องในศาสนาผี (ไม่พุทธ) แต่สมัยหลังโยงให้เกี่ยวกับพุทธ
นางนพมาศ เป็น “นิยาย”
นางนพมาศเป็นงานวรรณกรรมเชิง “นิยาย” ที่แต่งขึ้นใหม่ด้วยความเรียงหรือร้อยแก้วในแผ่นดิน ร.3
[สรุปจากบทความเรื่อง “โลกของนางนพมาศ” ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิมพ์ครั้งแรกใน วารสารธรรมศาสตร์ พ.ศ.2522 หน้า 2-31]
“เรื่องนางนพมาศ หรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์” เป็นหนังสือที่นำเอาข้อมูลเชิงประจักษ์ซึ่งได้จากประสบการณ์จริง และจากความรู้ฝรั่งตะวันตก เพื่อใช้บรรยายถึงโลกและสังคมที่เคยรับรู้แล้วเชื่อกันมาตามจินตนาการเก่าที่รับจากอินเดีย เช่น ไตรภูมิ เป็นต้น (สรุปจาก นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนสุดสัปดาห์ 16 มกราคม 2552)
1. แต่งหลายคน วรรณกรรมเชิง “นิยาย” เรื่องนางนพมาศมีผู้แต่งหลายคน และพบว่าบางตอนเป็นพระราชนิพนธ์ ร.3 (นิธิ 2522)
ส่วนสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเชื่อว่าเรื่องนางนพมาศทั้งหมดเป็นพระราชนิพนธ์ ร.3 (ลายพระหัตถ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีถึงพระยาอนุมานราชธน พ.ศ.2479)
คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่าสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเห็นว่าหนังสือเรื่องนางนพมาศแต่งสมัยสุโขทัย แต่แท้จริงแล้วสมเด็จฯ ไม่ทรงเชื่อว่าเป็นหนังสือแต่งสมัยสุโขทัย ตั้งแต่ทรงพระนิพนธ์คำนำเมื่อพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2457
2. ฉากเมืองสุโขทัย แต่พรรณนากรุงเทพฯ เรื่องนางนพมาศแต่งโดยอ้างว่าเป็นเรื่องราวครั้งกรุงสุโขทัย มีเหตุการณ์เกิดที่เมืองสุโขทัย แล้วพยายามสร้างฉากหรือทำเลของเรื่องให้สมจริง
แต่กลุ่มผู้แต่งขาดข้อมูล ไม่ได้ศึกษาข้อมูลเมืองสุโขทัย บางทีจะไม่สนใจความจริงด้วยซ้ำ เช่น เมืองสุโขทัยมีทิวเขาด้านตะวันตกและด้านใต้ โดยมียอดเขาศักดิ์สิทธิ์ที่สิงสถิตของ “ผีเมือง” และเป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ทั้งน้ำ, สมุนไพร, อาหาร เป็นต้น แต่ไม่กล่าวถึงในเรื่องนางนพมาศ ดังนั้น เรื่องนางนพมาศจึงมีคำพรรณนาเป็นกรุงเทพฯ สมัยต้นรัตนโกสินทร์
3. ลอยกระทงในหนังสือเรื่องนางนพมาศ เป็นประเพณีมีกำเนิดในกรุงเทพฯ
ถ้อยคำพรรณนาในหนังสือนางนพมาศและนิราศเดือน สะท้อนแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านกรุงเทพฯ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มโหฬารของคนในชุมชนเมือง (เทียบกับภาพสลักที่ปราสาทบายน ดูใกล้กันมาก) ตรงกับนิราศเดือน ของเสมียนมี (กวีแผ่นดิน ร.3)
แต่นอกเมืองลอยกระทงบายศรีตามมีตามเกิด
4. สร้างความศักดิ์สิทธิ์ และปกปิดความจริงเรื่องความเป็นมา เพื่อให้คนเลื่อมใสเชื่อถือประเพณีลอยกระทงด้วยการแต่ง “นิยาย” เป็นหนังสือ “เรื่องนางนพมาศ หรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์” ต่อจากนั้นรัฐราชการรวมศูนย์เผยแพร่คำอธิบายจาก “นิยาย” แต่งใหม่ผ่านระบบการศึกษาไทยแบบท่องจำตามครู “ห้ามเถียง ห้ามถาม” เรื่องนางนพมาศลอยกระทง ว่า (1.) กำเนิดสมัยพระร่วง กรุงสุโขทัย (2.) นางนพมาศค้นคิดประดิษฐ์กระทงรูปดอกบัวถวายพระร่วง (3.) เนื่องในศาสนาพุทธ (4.) เป็นวรรณคดีสมัยสุโขทัย

ทำไมต้องเป็นสุโขทัย?
“นิยาย” เรื่องนางนพมาศใช้ฉากกรุงสุโขทัย เพราะสุโขทัยถูกสร้างให้เป็น “รัฐในอุดมคติ” สืบเนื่องถึงปัจจุบัน มีความเป็นมาโดยสรุป ดังนี้
1. “เจ้า” จากวงศ์สุโขทัย ราชวงศ์จักรีมีความทรงจำและคำบอกเล่าสืบต่อกันมาว่าสืบเชื้อสาย “เจ้า” (บางแห่งว่าจากวงศ์สุโขทัย) มีในหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษและปฐมวงศ์ ว่า (1.) ต้นตระกูลจากโกศาปาน (2.) โกศาปานเป็นบุตรเจ้าแม่วัดดุสิต (3.) เจ้าแม่วัดดุสิตเป็นหม่อมเจ้า พระนามเดิมว่า บัว
[จากหนังสือ การเมืองสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ของ นิธิ เอียวศรีวงศ์]
2. สัมพันธ์พิเศษเมืองพิษณุโลก สกุลราชวงศ์จักรีมีความสัมพันธ์พิเศษกับขุนนาง “เมืองเหนือ” โดยเฉพาะพิษณุโลก, เพชรบูรณ์ และอาจรวมสุโขทัย
พระบรมมหาชนก (ทองดี) อยู่ใน “ตระกูลใหญ่” ย่านป้อมเพชร (ชุมชนจีน) อยุธยา เมื่อก่อนกรุงแตก พาภรรยา-บุตรธิดาหลบภัยพม่าไปอาศัยอยู่กับเจ้าพระยาพิษณุโลก หลังจากนั้นต่อมาได้เป็นส่วนหนึ่งของก๊ก (ชุมนุม) เจ้าพระยาพิษณุโลก
[การเมืองไทยฯ นิธิ เอียวศรีวงศ์ พิมพ์ครั้งที่ 7 พ.ศ.2547 หน้า 412-413]
3. ชำระพงศาวดารเหนือ ร.1 โปรดให้ชำระหนังสือพงศาวดารเหนือ ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกรุงสุโขทัยและกรุงอื่นๆ
4. พระศรีศากยมุนี จากสุโขทัย ร.1 โปรดให้ชะลอพระศรีศากยมุนีจากวิหารวัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย ลงไปเป็นพระประธานวิหารหลวง วัดสุทัศน์ กรุงเทพฯ (สมัย ร.1 ชื่อวัดมหาสุทธาวาส)
5. นางนพมาศ-ลอยกระทง ร.3 มีส่วนพระราชนิพนธ์เรื่องนางนพมาศ ใช้ฉากกรุงสุโขทัยของพระร่วง แล้วมีกำเนิดประเพณีลอยกระทง
6. จารึกพ่อขุนฯ ร.4 ทำจารึกพ่อขุนรามคำแหงกรุงสุโขทัย ถือเป็นต้นพัฒนาการ “รัฐชาติ” แต่ ร.4 ทรงมีแนวคิดประวัติศาสตร์สยามเริ่มต้นที่อยุธยา (ไม่สุโขทัย) พบหลักฐานในหนังสือ “ราชอาณาจักรและราษฎรสยาม” (เล่ม 1 บทที่ 2) ของ เซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง โครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2547 หน้า 68-71
7. สุโขทัยราชธานีแห่งแรกของไทย ถูกยกย่องโดยชนชั้นนำสมัยหลัง จากนั้นรัฐบาลสมัยนั้นสร้างโครงการบูรณะเมืองสุโขทัยเพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่ต้องการ แม้หลักฐานวิชาการไม่สนับสนุนอย่างนั้น แต่รัฐราชการรวมศูนย์ “ดันทุรัง” ไม่ยอมแก้ไขให้ถูกต้องจนทุกวันนี้
