ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
ในขณะที่หลักคิดทางวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของ “เหตุผล” ทุกอย่างต้องอธิบายได้
ส่วน “ศิลปะ” เป็นเรื่องของ “ความรู้สึก”
อธิบายด้วยหลักเหตุผลยาก
แต่ถ้า “เหตุผล” ปราศจาก “ความรู้สึก” โลกนี้คงจะแห้งแล้งมาก
“มนุษย์” คงจะคล้ายกับ “เอไอ”
“ยูริ อาลอน” ศาสตราจารย์ชาวอิสราเอล เป็นนักฟิสิกส์และเชิงระบบ เจ้าของรางวัล Overton Prize จากสถาบันชีวสารสนเทศสากล (ISCB)
เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่นำเอาเรื่อง “ศิลปะ” มาใช้ในการแก้ปัญหาในการทำงาน
“อาลอน” เคยบรรยายบนเวที TED Talk ในหัวข้อ “ทำไมวิทยาศาสตร์จึงต้องกระโดดเข้าไปในสิ่งที่ไม่รู้”
“อาลอน” เริ่มต้นเล่าถึงช่วงที่เขาเรียนปริญญาเอกด้านฟิสิกส์ เขาติดอยู่กับงานวิจัยที่ยิ่งทดลองมากเท่าไรก็เจอกับ “ทางตัน”
เหมือนนักบินที่หลงเข้าไปในเมฆหมอกแล้วสูญเสียทิศทาง
“อาลอน” เลิกโกนหนวด ไม่อยากลุกจากเตียง
รู้สึกถึงขั้นว่าเขาไม่คู่ควรที่จะเดินเข้าประตูมหาวิทยาลัย
เพราะสิ่งที่เขาเรียนมา นักวิทยาศาสตร์ต้องเดินจาก “ปัญหา” ไปหา “คำตอบ” อย่างมีเหตุผล
ไม่ว่าไอน์สไตน์ นิวตัน หรือนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ
ในตำราสอนให้เขารู้ “ผลลัพธ์”
แต่ไม่เคยมีใครเล่าถึง “กระบวนการ” ที่เต็มไปด้วย “ความล้มเหลว”
เขาผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายนั้นได้จากความช่วยเหลือของคนรอบข้าง
แต่เมื่อเขาเริ่มงานวิจัยใหม่อีกครั้ง
“อาลอน” ก็ยังเป็นนักบินที่หลงเข้าไปในเมฆหมอกอีกครั้ง
ครั้งนี้ เขาเริ่มสงสัยถึง “สิ่งที่คิดว่าเป็นความล้มเหลว”
และตั้งคำถามว่านี่คือ รูปแบบปกติของ “การค้นคว้า” หรือเปล่า เมื่อถามเพื่อนนักศึกษาปริญญาเอก ทุกคนเคยผ่านความรู้สึกนี้ แต่ไม่มีใครพูดถึงมันเท่านั้นเอง
ในโมงยามแห่งความสับสนของการเรียน “อาลอน” ไปเรียนการแสดงแบบด้นสด หรือการแสดงที่ไม่ได้เตรียมบทล่วงหน้า ละครรูปแบบนี้ไม่มีบท ไม่มีผู้กำกับที่คอยว่าว่าเรื่องต้องไปทางไหน
และนักแสดงต้องเล่นอย่างไร
นักแสดงทุกคนก็ไม่รู้นักแสดงคนอื่นจะพูดว่าอะไร
ทุกอย่าง “ด้นสด”
เป็นเรื่องที่แตกต่างจาก “วิทยาศาสตร์” อย่างสิ้นเชิง
ครูการแสดงจะสอนตั้งแต่วันแรกว่าเมื่อขึ้นเวทีคุณจะติดขัด จะคิดอะไรไม่ออก
และอาจล้มเหลวอย่างน่าอาย
ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เป็นสิ่งที่ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนได้เผชิญ
“อาลอน” เริ่มซึมซับแนวคิดของการแสดงแบบด้นสด
ตอนที่เขาเป็นอาจารย์ที่ต้องดูแลนักวิจัยรุ่นใหม่
สิ่งที่เขาไม่เคยเรียนเลย คือ การพาลูกศิษย์เข้าไปใน “สิ่งที่ไม่มีใครรู้” ร่วมกันได้อย่างไร
“อาลอน” บอกว่าภาพจำของงานวิจัยในตำรา คือ
A คือ คำถาม
B คือ คำตอบ
“งานวิจัย” คือ เส้นตรงจาก A ไป B
“อาลอน” เสนอภาพใหม่ คือ จาก A ไป B จะมีพื้นที่ที่เขาเรียกว่า The Cloud กลุ่มเมฆอยู่ตรงกลาง
เมื่อเข้าไปในก้อนเมฆ เราจะไม่เห็นทาง
เวลาที่อยู่ในช่วงเวลานี้ไม่มีใครรู้ว่านานเท่าไร
1 วัน 1 เดือน 1 ปี หรือนานกว่านั้น
สิ่งที่เราต้องมีในช่วงเวลานี้ คือ Stay creative in the cloud การรักษาความคิดสร้างสรรค์ในช่วงเวลาที่ไม่เห็นทาง และในที่สุดบางทีเราอาจไม่ได้พบ B แต่เจอ C ที่เราไม่เคยนึกมาก่อน
เวลาเขียนบทความวิชาการ นักวิทยาศาสตร์จะเล่าเรื่องเป็นเส้นตรง
คือ จาก A ไปค้นพบ C
เขาไม่ได้เล่าเรื่อง The Cloud
ไม่ได้บอกว่าเขาหลงอยู่ในกลุ่มเมฆนี้นานเท่าไร
พอไม่ได้เล่า นักศึกษาที่เริ่มการทดลอง พอเจอช่วง “ก้อนเมฆ” เข้า ก็คิดว่าตัวเองล้มเหลว
การตั้งชื่อช่วง The Cloud ขึ้นมา ช่วยเรื่องความรู้สึกของนักศึกษาในห้องทดลองได้มาก
เพราะเวลายังคิดไม่ออก ทดลองแล้วล้มเหลว
นักศึกษาจะบอกอาจารย์ว่า “ผมกำลังอยู่ในก้อนเมฆ”
อาจารย์จะรับรู้ว่าเขากำลังอยู่ตรง “ชายแดน” ระหว่าง “สิ่งที่รู้” กับ “สิ่งที่ยังไม่รู้”
และนักศึกษาจะเปลี่ยนจากความรู้สึกว่าตัวเอง “ผิดปกติ”
เป็นกำลังอยู่ในกระบวนการทดลอง
ช่วงเวลานี้ สิ่งที่ทุกคนต้องการ คือ ความหวัง ความรู้สึกปลอดภัย ความเป็นเพื่อน และการสนับสนุนจากคนอื่น
เขาไม่ได้ต้องการทีมที่เก่ง
แต่ต้องการบรรยากาศที่อนุญาตให้ทุกคนได้พูดถึงสิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์
โดยไม่ถูกตัดสินเร็วเกินไป

“อาลอน” นึกถึงคำในการแสดงแบบด้นสด
Yes, and…
ใช่ แล้วต่อจากนั้น…
ถ้านักแสดงคนหนึ่งบอกว่า “ตรงนี้มีสระน้ำ”
แล้วคนต่อไปต่อว่า “ไม่มีหรอก นี่คือ เวที”
ทุกอย่างจะจบลงทันที
แต่หลักการแสดงแบบด้นสด ทุกคนต้องส่งเสริมกัน อย่าเพิ่งปฏิเสธจินตนาการของคนแรก
“ตรงนี้มีสระน้ำ”
“ข้างล่างมีวาฬ”
“วาฬกำลังพาเราไปดวงจันทร์”
ลองนึกตาม “อาลอน” สิครับ ว่าเราจะต่อเรื่องราวนี้ไปเรื่อยๆ ได้อย่างไร
“จินตนาการ” ไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ
“อาลอน” เอาไอเดียนี้มาใช้กับการทำงาน
ครั้งหนึ่ง ทีมของเขาติดอยู่กับการทำความเข้าใจเครือข่ายชีวเคมีภายในเซลล์มาประมาณ 1 ปี
โครงข่ายเต็มไปด้วยปฏิสัมพันธ์จำนวนมาก ซับซ้อนจนไม่เห็นรูปแบบ
“ไซ” นักศึกษาคนหนึ่งเสนอว่าลองวาดเครือข่ายทั้งหมดลงกระดาษ
ถ้า “อาลอน” บอกว่า “เราลองมาแล้ว ไม่ได้ผล”
ทุกอย่างคงจบลง
แต่เขาใช้หลัก Yes, and…
“เราลองใช้กระดาษแผ่นใหญ่กันเถอะ”
“รอน ไมโล” นักศึกษาอีกคนเสนอต่อว่าควรใช้กระดาษเขียนแบบสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่
เมื่อพิมพ์ออกมา ทีมงานก็ค้นพบรูปแบบที่ซ้ำกันที่เรียกว่า network motifs
“อาลอน” บอกว่าความรู้เดิมที่น่ากลัวคือคำว่า “เราเคยลองแล้ว”
ครับ ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ที่มากด้วยประสบการณ์มักใช้ “ความรู้เก่า” หรือ “ประสบการณ์เก่า” เป็นเหตุผล
เป็น “กำแพง” ในการเรียนรู้สิ่งใหม่
เพียงแค่คำพูดประโยคนี้ประโยคเดียว
มันเป็นการปิดกั้น “ความรู้ใหม่” ทันที
