เคาะบัญชี ‘นายพล’ จบสิงหาคม ในสุญญกาศการเมือง แม่ทัพสีกากีเพาเวอร์ฟูล
บทความโล่เงิน
เคาะบัญชี ‘นายพล’ จบสิงหาคม
ในสุญญกาศการเมือง
แม่ทัพสีกากีเพาเวอร์ฟูล
ยามนี้การเมืองใกล้คำว่า “สุญญกาศ”
ความไม่แน่นอนย่อมเกิดขึ้นได้ จากคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่นั่งควบประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
สิ้นเดือนสิงหาคมนี้คาดกันว่าจะรู้ว่าจะออกหัวหรือก้อย
สถานการณ์จึงทำให้รู้สึกเหมือนมีความเปราะบางไม่แน่นอน
ดังนั้น เมื่อการเมืองพรรครัฐบาลอยู่ในสภาพอ่อนแอ พรรคข้าราชการย่อมเข้มแข็ง
สะท้อนจากอาณาจักรโล่เงิน ผู้นำหน่วยเพาเวอร์ฟูลมาก
ถึงแม้บุคคลิกภายนอกอ่อนน้อมถ่อมตัว วาจาสุภาพ ให้เกียรติกับทุกคน แต่ภายในใจดุจหินผา มีความเป็นตัวเองสูง
แต่งตั้งโยกย้ายยึด พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 และกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2567เพื่อประโยชน์องค์กร
แต่ขณะเดียวกัน ผู้มีอำนาจทางการเมืองหวังจะล้วงโผแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อเอื้อแก่พวกพ้องตัวเองให้ได้เปรียบคู่ต่อสู้ เพราะไม่แน่ว่าการเมืองจะถึงทางตันยุบสภาหรือไม่
ยิ่งสถานะการเมืองง่อนแง่นยิ่งมีความพยายาม ขณะเดียวกัน ผู้นำสีกากีคนนี้ต้องยึดหลักเกณฑ์ไม่ให้ระบบเสียหาย
จึงต้องติดตามว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. จะสามารถใช้ศิลปะ “บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น” ได้แค่ไหน
ก่อนหน้านี้ได้สร้าง “เกราะ” ขึ้นมาเรียกว่า หลักเกณท์การประเมินเพื่อใช้ประกอบการจัดทำข้อมูลผู้เหมาะสมเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น ระดับ ผบช. และ จเรตำรวจ (จตร.) ลงมาถึง ผบก. ในกลุ่มผู้มีความรู้ความสามารถร้อยละ 50 ของตำแหน่งว่าง คำนึงถึงอาวุโสและความรู้ความสามารถประกอบกัน
ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ไฟเขียวเรียบร้อยแล้ว
แต่ปรากฏว่ามีนายตำรวจบางกลุ่มไม่เห็นด้วย เห็นว่ารายละเอียดหลักเกณฑ์ยังไม่ละเอียดพอและไม่มีความเป็นธรรม จึงจะเข้าชื่อร้องคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.)
ทำให้ ผบ.ตร.ต้องชะลอหลักเกณฑ์ดังกล่าวไว้ก่อน
ไม่อย่างนั้นจะทำให้การแต่งตั้งยืดเยื้อออกไปไม่ทันกรอบเวลาตามกฎ ก.ตร.
จึงเป็นที่มาเมื่อ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผู้บัญชาการสำนักงานกำลังพล (ผบช.สกพ.) ได้ทำหนังสือถึง ผบช. และหัวหน้าจเรตำรวจหรือตำแหน่งเทียบเท่า
ระบุตอนหนึ่งว่า เนื่องจากการดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีกรอบระยะเวลากำหนดอย่างกระชั้นชิด จะต้องมีการสัมภาษณ์ผู้รับการประเมินในรูปคณะกรรมการ รวมถึงผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ที่จะต้องเข้ารับการสัมภาษณ์จำนวนมาก
อาจจะส่งผลให้ไม่เกิดความละเอียดรอบคอบและอาจกระทบต่อการพิจารณาจัดทำผู้เหมาะสมในภาพรวมได้
ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามกฎหมาย กฎ และระเบียบที่เกี่ยวข้อง
รวมถึงเพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรมในการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจ จึงชะลอใช้หลักเกณฑ์นี้ไปก่อน
การแต่งตั้งโยกย้ายนายพลปีนี้จึงเป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจ และกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ พ.ศ.2567 ข้อ 7 การแต่งตั้ง เท่านั้น
ทั้งนี้ “นายพลใหญ่” ตั้งแต่ รอง ผบ.ตร. ลงมาถึง รองผู้บัญชาการ (รอง ผบช.) และ “นายพลเล็ก” ระดับ ผู้บังคับการ (ผบก.) ขึ้นรอง ผบช. และรอง ผบก.ขึ้น ผบก. ที่ประชุม ก.ตร.ต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคมนี้
โดยเกณฑ์การตั้งแต่งผู้ช่วย ผบ.ตร.ถึงรอง ผบ.ตร. ยึดอาวุโส 100%
ส่วนรอง ผบก.ขึ้นไปถึง ผบช. พิจารณาเรียงตามอาวุโส 50% และความรู้ความสามารถอีก 50%
สำหรับรอง ผบ.ตร.ว่าง 2 เก้าอี้ เนื่องจาก พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง และ พล.ต.อ.ประจวบ วงศ์สุข รอง ผบ.ตร. เกษียณอายุราชการนั้น
ตามคิว พล.ต.ท.สำราญ นวลมา ผู้ช่วย ผบ.ตร. อาวุโสอันดับ 1 ขึ้น
ส่วน พล.ต.ท.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วย ผบ.ตร. อันดับ 2 ซึ่งเป็นอดีตแพทย์ใหญ่ รพ.ตร. จะได้ขึ้นรอง ผบ.ตร. หรือไม่ ต้องลุ้น
เพราะอยู่ระหว่างตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง จากกรณีมติแพทยสภาพักใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 3 เดือนจากคดีชั้น 14
วัดใจ “บิ๊กต่าย”-ก.ตร.จะพิจารณาคำตอบ???
แต่อย่างไรก็ตาม มาตรา 120 วรรคท้าย พ.ร.บ.ตำรวจระบุไว้ว่า ในระหว่างการสอบสวนจะนำเหตุแห่งการถูกสอบสวนเป็นข้ออ้างดำเนินการใดๆ ให้กระทบสิทธิผู้ถูกสอบสวนมิได้
ส่วนผู้ช่วย ผบ.ตร.ว่าง 7 ตำแหน่ง (ขึ้นรอง ผบ.ตร. 2 และว่างจากเออร์ลีฯ กลางปีและเกษียณฯ 5), ผบช.ว่าง 16 ตำแหน่ง, รอง ผบช.ว่าง 40 ตำแหน่ง และ ผบก.ว่าง 71 ตำแหน่ง
คาดว่าบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายพลรอบนี้เฉียด 100 รายชื่อ
สําหรับฤกษ์ประชุม ก.ตร.จะมีขึ้นภายในเดือนสิงหาคมนี้
รอเช็กคิว “บิ๊กอ้วน” นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประธาน ก.ตร.ว่าสะดวกนั่งหัวโต๊ะวันไหน
เพื่อนัดเคาะบัญชีทั้งนายพลใหญ่และนายพลเล็กจบในนัดเดียว
จากนั้นเป็นคิวการแต่งตั้งระดับรอง ผบก.ลงมาถึงสารวัตร ให้ดำเนินการในห้วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป และให้ออกคำสั่งแต่งตั้งภายใน 30 พฤศจิกายน
การแต่งตั้งระดับ รองสารวัตรถึง ผบ.หมู่ ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมเป็นต้นไป โดยให้ออกคำสั่งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 มกราคม 2569
โดยหากเป็นการแต่งตั้งในอำนาจ ผบก.ให้ดำเนินการในห้วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม ออกคำสั่งให้เสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
