ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
โลกที่ปกครองโดยเด็ก 6 ขวบ
: บทเรียนแห่งความเรียบง่าย
ก่อนการประชุมบอร์ดประกันสังคมแทบทุกครั้งผมต้องปวดหัว และจินตนาการว่าพรุ่งนี้จะเจออะไร
จะเจอเหตุผลที่น่าปวดหัวของผู้สูงวัยที่ตั้งใจจะไม่เข้าใจอะไร
ตั้งใจจะอนุมัติโครงการมหาศาลให้คนไม่กี่คนได้ประโยชน์แต่เมินเฉยต่อสิทธิประโยชน์ของคนธรรมดา เรื่องของคนท้อง คนป่วย คนแก่
เมื่อผมมีโอกาสปรารภกับมิตรสหายร่วมอุดมการณ์ พวกเขาและเธอมีข้อเสนอที่น่าสนใจและเรียบง่ายว่า เราแค่ต้องการ “เด็ก 6 ขวบที่มีอำนาจในการปกครองทั้งโลก”
ฟังดูแล้วมันอาจเป็นเรื่องขำขัน แต่เมื่อผมฟังคำอธิบายมันน่าสนใจไม่น้อย ถ้าเด็ก 6 ขวบมีอำนาจที่จะส่งเสียงได้
พวกเขาคงเรียกร้อง ความมั่นคงทางอาหาร มากกว่าความมั่นคงทางทหาร พวกเขาอยากเล่นมากกว่าการทำสงคราม พวกเขาอยากให้คุณตาได้บำนาญเพิ่มเพื่อมีเงินซื้อขนมให้พวกเขา พวกเขาอยากให้แม่ลาพักผ่อนได้มากขึ้น หรือให้พ่อมีเวลาเล่น คุณยายไม่ต้องรอคิวรักษาพยาบาลนาน….
หรือโดยสรุปเราจะใส่ใจสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากกว่านี้
“มันคือสิ่งที่พวกเราต้องการไม่ใช่หรือ” มิตรสหายถามผมอย่างจริงจัง
ผมเก็บมาครุ่นคิดจนเขียนบทความนี้
จินตนาการดูสิ หากโลกนี้ไม่ได้ถูกปกครองโดยนักการเมืองวัยชรา แต่เป็นเด็กอายุ 6 ขวบ จะเกิดอะไรขึ้น
บางทีคำตอบอาจไม่ได้แปลกแยกจากความจริงเท่าที่เราคิด และบางทีเราอาจได้เรียนรู้บางสิ่งที่สำคัญจากจินตนาการนี้
เด็ก 6 ขวบคือรูปธรรมของนักอุดมคติที่แท้จริง
พวกเขารู้อะไรที่สำคัญโดยสัญชาตญาณ เมื่อพวกเขาหิว พวกเขาต้องการอาหาร เมื่อเหนื่อย พวกเขาต้องการนอน เมื่อเศร้า พวกเขาต้องการการปลอบ เมื่อดีใจ พวกเขาต้องการแบ่งปันความสุขกับคนอื่น นักอุดมคติฝันถึงสังคมที่ทุกคนมีความเท่าเทียม มีอิสรภาพ และมีความสุข
แต่เด็กไม่ได้ฝัน – พวกเขาใช้ชีวิตตามหลักการนี้โดยธรรมชาติ
พวกเขาไม่ได้เขียนทฤษฎีหรือปรัชญา แต่ปฏิบัติเพื่ออุดมคติโดยไม่รู้ตัว
ในโลกที่ปกครองโดยเด็ก นโยบายสาธารณะคงจะเรียบง่ายแต่ตรงตามหลักอุดมคติที่สุด
ทุกคนต้องมีอาหารกิน ทุกคนต้องมีที่นอน ทุกคนต้องได้เล่น และทุกคนต้องรู้สึกปลอดภัย ไม่มีสูตรเศรษฐกิจซับซ้อนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้คนส่วนน้อย
ไม่มีกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อยึดครองอำนาจ แค่ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน
ในขณะที่เด็กคิดเรื่องการแบ่งปันขนมกันให้ทั่ว
ผู้สูงอายุที่มีอำนาจกลับหมกมุ่นกับตัวเลขที่ไม่มีความหมายต่อชีวิตจริง GDP การแข่งขันเพื่ออันดับโลก การสร้างกำลังทหารเพื่อข่มขู่กัน
เมื่อเด็กโกรธกัน พวกเขาอาจจะโกรธกัน แต่ไม่นานก็จับมือกันเล่นต่อ ไม่มีการจดจำแค้นข้ามรุ่น ไม่มีการวางแผนแก้แค้นยาวนานและไม่ส่งคนหนุ่มสาวสู่สงครามตามความฝันของคนชรา
ผู้สูงอายุที่ปกครองโลกขณะนี้ กลับให้ความสำคัญกับสิ่งที่ผิด
พวกเขาสนใจราคาหุ้นมากกว่าเด็กที่ไม่มีอาหารกิน
ห่วงการเลือกตั้งครั้งหน้ามากกว่าโลกร้อนที่จะทิ้งไว้ให้รุ่นหลัง
ใส่ใจงบประมาณทหารมากกว่างบประมาณการศึกษา
พวกเขาเห็นการเมืองเป็นเกมแห่งอำนาจมากกว่าเครื่องมือในการดูแลประชาชน
สิ่งที่เด็กถือว่าสำคัญที่สุด – ความอิ่มอร่อย ความปลอดภัย ความรัก และมิตรภาพ – กลับถูกมองว่าเป็น “เรื่องเล็กน้อย” ในสายตาของผู้มีอำนาจ
ขณะที่สิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญ – อำนาจ เงิน และสถานะ – กลับไม่ได้ทำให้ใครมีความสุขจริงๆ
เด็กไม่ได้เกิดมาพร้อมกับอคติ พวกเขาไม่แบ่งแยกคนตามสีผิว ศาสนา หรือเชื้อชาติ เว้นแต่จะถูกสอนให้ทำ การล่วงละเมิดทางเพศ การใช้ความรุนแรงเพื่อผลประโยชน์ การหลอกลวงเพื่อความมั่งคั่ง
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในธรรมชาติของเด็ก แต่ในโลกของผู้สูงอายุที่มีอำนาจ
อุดมคติเหล่านี้กลับถูกบิดเบี้ยว พวกเขาสร้างระบบที่แบ่งแยกและเอารัดเอาเปรียบกัน ปลูกฝังความเกลียดชังเพื่อรักษาอำนาจ และสอนให้คนรุ่นใหม่เชื่อว่าการแข่งขันและการเอาชนะกันเป็นสิ่งธรรมชาติของมนุษย์
ในโลกที่เด็กปกครอง สงครามคงเกิดขึ้นยาก เพราะเด็กไม่เข้าใจว่าทำไมต้องฆ่าคนที่ไม่เคยทำร้ายเรา
พวกเขาคิดถึงคุณตาคุณยายของตนเอง และเข้าใจว่าทุกคนสมควรได้รับการดูแลในวัยชรา มากกว่าการลงทุนซื้ออาวุธเพื่อทำลายล้างกัน
แต่ผู้สูงอายุที่มีอำนาจกลับเลือกที่จะใช้จ่ายเงินมหาศาลกับการสร้างอาวุธ แทนที่จะสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน หรือบ้านพักคนชรา
แน่นอนว่าเด็ก 6 ขวบไม่สามารถจัดการกับปัญหาซับซ้อนทางเทคนิคได้ พวกเขาอาจตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่วขณะ อาจเกิดความขัดแย้งเรื่องเล็กน้อย
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรเรียนรู้จากพวกเขา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่อยู่ที่ระยะเวลาที่คนๆ หนึ่งมีอำนาจ คนที่อยู่ในตำแหน่งนานเกินไปมักลืมว่าตนเองมาทำงานเพื่ออะไร
ระบบที่ให้คนคนเดียวมีอำนาจมากเกินไปและนานเกินไปคือต้นตอของปัญหา
บางทีสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่การให้เด็กมาปกครองโลก
แต่เป็นการนำอุดมคติที่เด็กใช้ชีวิตอยู่ทุกวันกลับมาสู่การบริหารโลก
เราควรวัดความสำเร็จของประเทศด้วยจำนวนเด็กที่มีความสุข คนที่หลับสบาย คนที่หัวเราะทุกวัน แทนที่จะเป็นตัวเลข GDP หรือจำนวนอาวุธที่ไม่ได้ทำให้ใครมีความสุข
เราควรถามตัวเองว่า นโยบายนี้จะช่วยให้เด็กอายุ 6 ขวบเข้าใจและยอมรับได้หรือไม่ ถ้าเราอธิบายให้เด็กฟังแล้วเขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำ บางทีนั่นก็หมายความว่ามันซับซ้อนและผิดพลาดเกินไป หรือแย่กว่านั้น – มันอาจเป็นข้ออ้างเพื่อปกปิดความเห็นแก่ตัวและการแสวงหาผลประโยชน์
โลกที่เด็กปกครองอาจวุ่นวายบ้าง แต่คงไม่โหดร้ายเหมือนโลกปัจจุบันที่ถูกปกครองโดยผู้สูงอายุที่ลืมคุณค่าแท้จริงของชีวิต เด็กรู้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคืออาหาร ความสนุก ที่นอน ความรัก และมิตรภาพ – สิ่งที่นักอุดมคติทุกยุคสมัยพยายามอธิบายด้วยทฤษฎีซับซ้อน
แต่เด็กเข้าใจโดยสัญชาตญาณ พวกเขาไม่ได้มองหาการพิชิต แต่มองหาการแบ่งปัน ไม่ได้ต้องการครอบครอง แต่ต้องการเป็นเพื่อน
ในขณะที่ผู้สูงอายุที่มีอำนาจยังคิดว่าความเข้มแข็งมาจากการเอาชนะคนอื่น เด็กรู้ว่าความเข้มแข็งที่แท้จริงมาจากการช่วยเหลือและดูแลกัน
ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความซับซ้อนและความขัดแย้ง บางทีคำตอบที่เราต้องการกลับเรียบง่ายเหมือนความคิดของเด็ก 6 ขวบ
ถึงเวลาแล้วที่เราควรฟังเสียงของนักอุดมคติตัวจริงเหล่านี้ ไม่ใช่เพื่อให้พวกเขามาปกครองเรา แต่เพื่อเตือนเราให้จำได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคืออะไร
และเป้าหมายสุดท้ายของการปกครองคือการทำให้ทุกคนมีความสุข ไม่ใช่การทำให้คนส่วนน้อยมีอำนาจและความมั่งคั่งมากเกินความจำเป็น ให้ทุกคนมีอาหาร มีที่นอน มีความรัก และมีเพื่อน
