bg-single

ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)

22.08.2026


ธเนศวร์ เจริญเมือง

"เมื่อทวีปอเมริกาถูกค้นพบและบริษัทอิสต์อินเดียถูกก่อตั้ง พลังอันยิ่งใหญ่ก็เกิดขึ้นที่ทวีปยุโรป พวกเขาสามารถจะไปก่อกรรมทำเข็ญใดๆ ก็ได้ทั่วโลกโดยไม่มีใครมาห้าม หลังจากนั้น คนพื้นเมืองในดินแดนต่างๆ ก็เริ่มเข้มแข็งขึ้น หรือชาวยุโรปอ่อนแอลง ความกล้าหาญและการแก้ไขปัญหา ความอยุติธรรมต่างๆ จึงเริ่มเกิดขึ้น แต่ก็ดูเหมือนว่า ยังไม่มีการสถาปนาระบบใดๆ ที่จะทำให้เกิดความเสมอภาคทั่วด้านขึ้นมาได้ง่ายๆ แม้ข้อมูลและความรับรู้ต่างๆ จะแผ่ขยายออกไปทั่วทุกหนแห่ง..."

Adam Smith, Wealth of Nations. 1776 (พ.ศ.2319)

"ชนชั้นนายทุนบังคับให้ชาติต่างๆ รับเอารูปแบบการผลิตแบบทุนนิยม, ให้ชาติเหล่านั้นเข้าใจว่านั่นคืออารยธรรม เพื่อพวกเขาจะได้เป็นชนชั้นนายทุนเหมือนกัน ในแง่หนึ่ง โลกนี้ก็มีแบบอย่างเกิดขึ้นให้ชาติอื่นเลียนแบบ..."

K. Marx & F. Engels, The Communist Manifesto. 1848 (พ.ศ.2391)

"บัดนี้ เราล้วนเป็นชนชั้นนายทุน เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ โลกของเรามีระบบเศรษฐกิจ หนึ่งเดียวที่ครอบครองได้หมด... ทุนนิยมได้ชัยชนะเพราะมันก่อให้เกิดความก้าวหน้า และตอบสนองความปรารถนาของเราเพื่อที่จะมีเสรีภาพ... เราถูกหล่อหลอมให้นับถือความสำเร็จด้านวัตถุ ขณะเดียวกัน จีนกลับเชิดชูทุนนิยมด้านการเมืองที่อาจมีประสิทธิภาพมากกว่า แต่ก็อาจเผชิญปัญหาอื่น..."

Branko Milanovic, Capitalism Alone: The Future of the System That Rules the World. 2021 ปกหลัง



พัฒนาการของระบบทุนนิยม

ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเกิดขึ้นและขยายตัวในยุโรปที่เหน็บหนาว ผู้คนอยู่หนาแน่น สินค้ามีจำนวนจำกัด ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15-18 การแลกเปลี่ยนสินค้าใหญ่ขึ้น การออกค้นหาโลกใหม่เปิดลู่ทางการแสวงหาทรัพยากรและสินค้าใหม่ อีกทั้งมีการผลิตสินค้าต่างๆ ออกมาป้อนตลาดมากขึ้น

และดังที่ อดัม สมิธ เขียนไว้ข้างต้น การค้นพบโลกใหม่คือทวีปอเมริกาและการจัดตั้งบริษัทการค้าออกล่าสินค้าตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติและพัฒนาสู่การล่าเมืองขึ้นที่คึกคักมากขึ้นๆ เป็นลำดับ ในคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมสมัยใหม่ก็ผงาดขึ้น

หลายคนจึงถือเอางานของอดัม สมิธ (ค.ศ.1776) ที่อธิบายภาพของเศรษฐกิจแบบใหม่อย่างชัดเจนเป็นปีของการเริ่มต้นระบบทุนนิยมสมัยใหม่ (Modern capitalism)

70 ปีต่อจากนั้น (1848) 2 นักคิดหนุ่มชาวเยอรมัน (มาร์กซ์ & เองเกลส์) ที่ได้เห็นการเติบโตของเศรษฐกิจทุนนิยมที่แพร่หลายจากอังกฤษไปยังแผ่นดินใหญ่ของยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะที่ฝรั่งเศสและเยอรมนี, ได้ศึกษาพัฒนาการและศักยภาพของระบบเศรษฐกิจนี้ ก็เขียน “แถลงการณ์คอมมิวนิสต์” (ค.ศ.1848) โดยวิเคราะห์ความเป็นมาของระบบเศรษฐกิจของแต่ละยุคจากอดีต และประกาศอย่างอหังการว่า ทุนนิยมที่กำลังเติบโตขณะนั้นต่อไปจะถูกสังคมนิยมและคอมมิวนิสต์เข้าแทนที่ในที่สุด

แถลงการณ์อันทรงพลังนั้นได้จุดไฟการปฏิวัติของมหาชนครั้งสำคัญในรัสเซีย (ค.ศ.1917), จีน (ค.ศ.1949) และอินโดจีน (ค.ศ.1975) ฯลฯ

บัดนี้ ผ่านไปแล้ว 250 ปี นับแต่การเติบโตของทุนนิยมสมัยใหม่ (ค.ศ.1776-2026) ในปี 2019 มิลาโนวิช (B. Milanovic, 1953-) นักเศรษฐศาสตร์ชาวเซอร์เบีย-อเมริกัน

วิเคราะห์ว่า นับตั้งแต่สงครามเย็น (Cold War) สิ้นสุดลงในปี 1991 โลกนี้ก็มีระบบเศรษฐกิจทุนนิยมเพียงหนึ่งเดียวที่มีบทบาทสำคัญในระดับสากล

มิลาโนวิชเห็นว่า ในห้วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจทุนนิยมในโลกแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ

1. แบบตะวันตก เรียกว่า ทุนนิยมแบบเสรี-มีคุณธรรม (“liberal meritocratic” capitalism ซึ่งแปลว่า เน้นความรู้ความ สามารถ และความมุ่งมั่น ไม่ใช่สินทรัพย์-อาวุโส-และเส้นสาย)

และ 2. ทุนนิยมแบบ “การเมือง” (‘political’ capitalism ที่จะอธิบายต่อไป)

ได้พยากรณ์ว่า เศรษฐกิจ 2 แบบนี้จะมีปฏิสัมพันธ์ที่หลากหลาย และความสัมพันธ์ดังกล่าวในโลกยุคโลกาภิวัตน์จะส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำ, ระบอบประชาธิปไตย และการพัฒนาของโลกอย่างสำคัญแน่นอน

เส้นทางการต่อสู้
ระหว่างสังคมนิยมกับทุนนิยม

การปฏิวัติของขบวนประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมถือเป็นงานใหญ่ จะสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดความรู้ในปัญหาด้านต่างๆ ของสังคม เพื่อให้คนจำนวนมากได้รับรู้, เข้าใจ, จัดขบวนการต่อสู้ และแบ่งงานกันไปทำเพื่อล้มระบอบเก่าและสร้างสังคมใหม่ ซึ่งเป็นงานที่ใหญ่มาก ต้องมีทีมผู้ปฏิบัติงานที่เก่ง แข็งแกร่ง สามารถยืนหยัดทำงานอย่างทรหดอดทนท่ามกลางการสร้างขบวนประชาชนจำนวนมหาศาลที่มีคุณภาพ ซึ่งจะต้องอาศัยการจัดตั้งระบบ และเวลาทำงานที่ต้องทุ่มเทอย่างหนัก ฯลฯ

น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งที่ทุนนิยมขยายตัวมากขึ้นจากปีที่อดัม สมิธ กล่าวถึง, มาร์กซ์-เองเกลส์ ออกมาเขียนพยากรณ์ 70 ปีต่อจากนั้น ทุนนิยมได้แผ่ออกไปทางยุโรปตะวันออก-เอเชีย แอฟริกา และอเมริกา และด้วยสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1, การกดขี่บีบคั้นของระบบศักดินารัสเซีย, พลังทุนนิยมและกรรมกรที่กระจุกตัวในเมืองใหญ่และความสามารถในการนำของพรรคบอลเชวิค ในที่สุด ระบบศักดินา-นายทุนของรัสเซียก็ถูกการปฏิวัติสังคมนิยมโค่นเป็นครั้งแรกในปี 1917

และหลังจากนั้น ก็ถูกกลุ่มประเทศทุนนิยมพันธมิตรรุมล้อมจากทุกทิศ ขบวนการต่อสู้ของรัสเซียดิ้นรนเอาตัวรอด ในยามที่เลนิน-ผู้นำคนสำคัญด่วนจากไปในปี 1924 สตาลิน-ผู้นำคนใหม่สร้างรัฐแห่งอำนาจและระบบพรรคแบบราชการที่สังคมแบบเก่าคุ้นชินตลอดมา ขณะที่การสร้างพรรคคอมมิวนิสต์จีนและเวียดนามและขบวนการต่อสู้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในช่วงทศวรรษเดียวกัน

ในห้วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 เริ่มตั้งแต่การสถาปนารัฐสังคมนิยมสหภาพโซเวียตจนมาถึงสังคมนิยมจีนและอินโดจีนในช่วงกลางและครึ่งหลังของศตวรรษ และบางรัฐในแอฟริกาและอเมริกาตอนกลาง เราจะพบว่าประเทศเหล่านี้แทบทั้งหมดเคยเป็นอาณานิคมของประเทศนักล่าอาณานิคมและทุนนิยมของยุโรปทั้งสิ้น

ข้อยกเว้นที่เด่นก็เห็นจะเป็นการยกกองกำลังจากสหภาพโซเวียตเข้าสนับสนุนพรรคสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกและตอนเหนือของจีน (มองโกเลีย-เกาหลี) หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงใน ค.ศ.1945 ทำให้เกิดดินแดนสังคมนิยมเป็นผืนใหญ่จากยุโรปตะวันออกจนถึงเอเชียตะวันออกไกล และนำโลกเข้ายุคสงครามเย็น

การเติบโตของรัฐทุนนิยมในยุโรปตะวันตกที่กลายเป็นนักล่าอาณานิคมตัวฉกาจ สามารถครอบครองทรัพยากรธรรมชาติของทวีปอื่นได้มากมาย โกยกำไรจากการค้าและทรัพย์สินที่มั่งคั่ง และการยึดครองเมืองขึ้นทั้งดินแดนและแรงงานราคาถูกไปทั่วโลกเป็นเวลานานต่างหากทำให้เศรษฐกิจทุนนิยมดำรงอยู่ สามารถขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และผงาดขึ้นเป็นจักรวรรดินิยม (Imperialism) มิใช่เพียงเพราะเสรีภาพที่ชนชั้นนายทุนยุโรป-อเมริกาได้รับอย่างเต็มที่ตามที่มิลาโนวิชกล่าวอ้าง

ก็ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา ระดับชีวิตความเป็นอยู่ของกรรมกรและชนชั้นกลางในประเทศทุนนิยมเหล่านั้นจึงเหนือกว่าในประเทศอาณานิคมและประเทศที่ได้เอกราชใหม่อย่างมาก

ดังนั้น การที่ธงแห่งลัทธิสังคมนิยม-คอมมิวนิสต์ไปโบกสะบัดในดินแดนที่มาร์กซ์-เองเกลส์แทบไม่เคยเอ่ยถึงจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และการที่พลังทางการผลิตและในเศรษฐกิจทุนนิยมในรัฐอาณานิคมยังมิได้พัฒนาไปอย่างเต็มที่

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ลัทธิสังคมนิยมได้อุบัติขึ้นในดินแดนที่ทุนนิยมกำลังเริ่มต้น ผิดจากที่มาร์กซ์และเองเกลส์ได้วิเคราะห์ไว้

หรือการลุกฮือของมวลชนเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมก็แตกต่างจากขบวนปฏิวัติของประชาชนที่ผ่านมา การหล่อหลอมและต่อสู้มายาวนาน

เราก็ควรจะเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใดขบวนการสังคมนิยมในรัสเซียและยุโรปตะวันออกนำโดยสหภาพโซเวียตเป็นต้นมาจึงล่มสลายลงอย่างที่เราเห็นหลังสิ้นยุคสงครามเย็น แต่จีนและอินโดจีนกลับมิใช่เช่นนั้น

ว่าด้วยทุนนิยมแบบแรกในปัจจุบัน

ในงานเขียนของมิลาโนวิช (ค.ศ.2019) ทุนนิยมแบบแรก (Liberal-Meritocratic Capitalism / ทุนนิยมแบบเสรี-มีคุณธรรม) ในห้วงหลายปีมานี้มีลักษณะสำคัญรวม 6 ข้อ ดังนี้

หนึ่ง ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ข้อมูลชี้ว่า สัดส่วนรายได้ที่เข้าไปอยู่ในทุน (ได้แก่ กำไร, ดอกเบี้ย, และค่าเช่า) ได้เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศทุนนิยมรายได้สูง และประเทศกำลังพัฒนา เปลี่ยนจากข้อมูลก่อนหน้านั้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่า อำนาจต่อรองของกรรมกรอ่อนแอลง, การเป็นสหภาพแรงงานมีน้อยลง, สินค้าหลายอย่างสามารถทดแทนแรงงานด้อยฝีมือได้มากขึ้น และอำนาจผูกขาดก็ดูจะมีมากกว่าเดิม

สอง ข้อมูลได้พบว่าในสหรัฐ สินทรัพย์มีการกระจุกตัวมากกว่ารายได้ คนอเมริกัน 10% แรก เป็นเจ้าของสินทรัพย์การเงินเกิน 90% ของประเทศ และคนอเมริกันเพียง 1% ควบคุมทรัพย์สิน การเงิน และทุนธุรกิจราวครึ่งหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะว่ารายได้ที่นำไปเป็นทุนก็ดึงออกมาจากสินทรัพย์ที่สะสมไว้นั่นเอง เมื่อเศรษฐกิจเติบโตขึ้น อัตรารายได้กับทุนก็เพิ่มขึ้น และไปเพิ่มความสำคัญของรายได้ที่ไปเป็นทุน และเผยให้เห็นการเติบโตของความไม่เท่าเทียมกันของรายได้ ถ้าหากนโยบายของรัฐไม่แก้ไขปัญหานี้

สาม มิลาโนวิช เผยว่าคนมีฐานะดีไม่เพียงครอบครองสินทรัพย์มากกว่าทั้งด้านสัมพัทธ์และสัมบูรณ์ แต่ยังเป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่หลากหลายรูปแบบมากขึ้น ไม่ใช่เพียงกระจุกเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่นในอดีต มีธุรกิจด้านที่อยู่อาศัยที่กระจุกตัวมากเนื่องจากให้ค่าตอบแทนสูงกว่ามาก แต่ทว่าขณะนี้ไม่ใช่แล้ว

สี่ มิลาโนวิช เห็นว่า ทุนนิยมในปัจจุบันมีลักษณะเด่น เรียกว่า “homoploutia” แปลว่าคนคนเดียวรวยทั้งทุนและค่าแรง ทุนนิยมในอดีต นายทุนไม่มีรายได้จากค่าจ้าง (no wage income) และกรรมกรก็ไม่มีรายได้จากทุน (no capital income) แต่ปัจจุบัน คนในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผู้จัดการ และเจ้าของกิจการจะมีรายได้สูงและสินทรัพย์การคลังก็สูงมาก ปรากฏการณ์คู่นี้ยิ่งตอกย้ำความไม่เท่าเทียมกันที่รายได้และทำให้นโยบายเก็บภาษีแบบก้าวหน้าทำได้ยากขึ้นในทางการเมือง เพราะว่ารายได้สูงดังกล่าวมาจากรายได้ของทุนและข้อได้เปรียบเดิมที่ได้รับมาก่อนแล้ว

ห้า ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ชายฐานะดีมักสมรสกับสตรีที่ไม่ทำงาน รายได้ในบ้านจึงมีลักษณะปะปนกัน แต่วันนี้โลกเปลี่ยนไป ชายที่มีการศึกษาดีมาก รายได้ดีมากมักสมรสกับสตรีที่มีระดับการศึกษาและรายได้ดีมากเช่นกัน และทั้งคู่ก็ยังคงอยู่ในวงการงานต่อไป แบบแผนนี้จึงยิ่งเพิ่มความไม่เท่าเทียมกันระหว่างครอบครัวให้มากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับยุคก่อนหน้าที่การจับคู่เป็นอีกแบบหนึ่ง

หก ระบบทุนนิยมแบบแรกนี้แสดงให้เห็นระดับรายได้ที่ใกล้เคียงกันอย่างมากระหว่างครอบครัวของพ่อแม่กับลูกๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีรายได้แตกต่างกันอย่างแจ่มชัดเช่นที่สหรัฐ แต่ในกรณีประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่มีความแตกต่างของรายได้น้อยกว่าของแต่ละวัยและครอบครัว เนื่องจากประชากรมีการศึกษามากกว่า และภาษีมรดกสูงกว่า หากประเทศเหล่านี้มีสถาบันต่างๆ ที่ไม่อาจทำให้เกิดความแตกต่างลดน้อยลงได้ ก็เท่ากับว่าระบบทุนนิยมแบบแรกนี้ยังจะผลิตชนชั้นนำที่ครองความได้เปรียบมากๆ ต่อไป
ในแง่หนึ่ง มิลาโนวิชย้ำว่า เมื่อมีสถาบันใดหนุนให้เกิดความแตกต่าง (เช่น หากค่านิยมที่สตรีทำงาน และได้รับรายได้สูงจากงานนั้น ได้รับการยอมรับก็ยิ่งจะทำให้ความไม่เท่าเทียมกันสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น ปัญหาสำคัญข้อหนึ่งจึงไม่ใช่ว่าคนจะมีฐานะดีขึ้นเพราะทำงาน แต่เพราะการมีรายได้สูง การเป็นเจ้าของทุนและแบบแผนการสมรสของคนชั้นสูงรวมทั้งนโยบายการจัดการมรดกด้วยต่างหากที่หนุนส่งให้ชนชั้นสูงในสังคมยิ่งมีรายได้มากขึ้นไปอีก และความไม่เท่าเทียมกันเรื่องรายได้ก็จะดำรงอยู่ต่อไป

ว่าด้วยทุนนิยมแบบที่สอง มิลาโนวิชมิได้พูดถึงการสิ้นสุดลงของสังคมนิยม แต่การเขียนถึงทุนนิยมแบบที่ 2 ด้วยการเรียกว่า “ทุนนิยมแบบการเมือง” (Political capitalism) จึงเป็นทุนนิยมอีกแบบหนึ่งในสังคมปัจจุบัน และเมื่อเขาระบุว่าจีน, อินโดจีน และรัสเซีย (และยังมีรัฐอื่นๆ เช่น สิงคโปร์ และแอฟริกาบางรัฐ) ก็แสดงว่าหลังยุคสงครามเย็นสิ้นสุดลง รัฐสังคมนิยมได้ถูกแทนที่ด้วยระบบทุนนิยมแบบการเมืองไปแล้ว

สาระสำคัญของทุนนิยมแบบนี้ก็คือ เป็นการรวมเอาการผลิตแบบทุนนิยมกับระบบตลาดที่รัฐซึ่งมิใช่ประชาธิปไตยแต่เข้มแข็งสามารถควบคุมเศรษฐกิจส่วนสำคัญๆ ไว้, สามารถบริหารจัดการค่าเช่า และควบคุมทิศทางการเติบโตของระบบเศรษฐกิจไว้ได้ ลักษณะการบริหารจัดการที่สำคัญ ได้แก่

หนึ่ง รัฐและภาคธุรกิจร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดเป็นกลุ่มผู้นำทางการเมืองและเศรษฐกิจที่แนบแน่น นับเป็นการคอร์รัปชั่น และแสวงหาส่วนต่าง (rent-seeking) ที่เป็นระบบมาก มิใช่โดยบังเอิญ เป็นระบบที่ดูเหมือนจะมี “ระเบียบวินัย” ที่รัฐลงโทษหรือผลัดเปลี่ยนกันเสาะหาเหยื่อจำนวนหนึ่งเข้ารับโทษจากการกระทำผิดกฎหมายเพื่อ “รักษาความชอบธรรม” ของระบบไว้

สอง เศรษฐกิจเติบโตและระบบทุนนิยมนี้มีลักษณะคุณธรรมบางส่วน ก็เพราะระบบนี้ทำให้เศรษฐกิจเติบโตและลดความยากจนลงได้, สามารถสู้กับตลาดโลกได้และยังรักษาเสถียรภาพทางการเมืองภายในได้ด้วย

สาม มีการใช้กฎหมายได้ส่วนหนึ่งแต่อ่อนแอด้านการควบคุมตรวจสอบรัฐ ระบบกฎหมายมีทีท่ายอมขึ้นต่ออำนาจฝ่ายการเมือง สิทธิในทรัพย์สินยังไม่แข็งแกร่งและแน่นอนเช่นในทุนนิยมแบบแรก พร้อมกันนั้น สื่อมวลชน และภาคประชาสังคมยังมีบทบาทจำกัด

สี่ ระบอบของรัฐยังต้องพึ่งพิงความสำเร็จด้านเศรษฐกิจเพื่อให้การสืบทอดอำนาจดำเนินต่อไปได้ การเติบโตของเศรษฐกิจจะทำให้ทุนนิยมแบบการเมืองนี้ยังคงได้รับการยอมรับจากประชากรและชนชั้นนำจากประเทศต่างๆ

มิลาโนวิชชี้ว่า ทุนนิยมแบบการเมือง ท้าทายบทสรุปของสำนักทุนนิยมตะวันตกที่ว่า ระบบทุนนิยมต้องอยู่ได้ด้วยประชาธิปไตยแบบเสรีเท่านั้น

แต่จีนได้แสดงให้เห็นว่าการเติบโตอย่างมากทางเศรษฐกิจ, ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตลาดโลก (ที่จีนกำลังกระทำอยู่) นั้นเกิดขึ้นได้ในระบอบอำนาจนิยม

จะเห็นว่าสิ่งที่จีนทำกัดกร่อนชื่อเสียงด้านอุดมการณ์ของระบบทุนนิยมแบบเสรี ที่เคยมีมาตลอดโดยเฉพาะในกลุ่มโลกตอนใต้ (the Global South) และได้เสนอรูปแบบทางเลือกใหม่เพื่อพัฒนาประเทศที่กำลังพัฒนา เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว โดยไม่ต้องยกเลิกการคุมอำนาจทางการเมือง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ยาใจคนเจ็บ: 4) แสงดาวแห่งศรัทธา
คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)
‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก