‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
- ‘ความอับอายนั้นอยู่ที่ไหน สังคมเมืองไทยนั้นมีไหมเล่า’
- จินตภาพของการเลือกตั้ง ร.ศ.245 (พ.ศ.2569) : ทางเลือกหรือทางตัน
- อ่านบทความทั้งหมดของ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ คลิกที่นี่
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Anutin Charnvirakul ระบุว่า “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก”
ด้าน นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความระบุว่า ถ้าเราเป็นนักการเมืองที่ทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนก็ไม่ต้องกลัวกำแพง เป้าหมายมีไว้พุ่งชน! (เนชั่นสุดสัปดาห์ Nationweekend 9 August)
มโนทัศน์กำแพงของนายอนุทิน สื่อมวลชนและนักวิจารณ์การเมืองพากันให้ความเห็นว่าเป็นการประสานเสียงเย้ย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่พูดในงานปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์ ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา “โดยในวงปาฐกถาดังกล่าวนักวิชาการที่ร่วมเวที ได้มีการพูดถึงระบบการเมือง ซึ่งพรรคส้มตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จในอดีต กระทั่งเกิดจุดพลิกขั้ว รวมไปถึงการทำหน้าที่ของพรรคประชาชนที่เดินเล่นเกมดิสเครดิตตรงข้ามเพื่อสร้างเครดิตให้ตัวเอง
โดย น.ส.ศิริกัญญาตอบกลับว่า “ก็ต้องยอมรับว่า มันก็เหนื่อย มันเผาตัวเอง เออ ไม่อย่างนั้นมันจะรู้สึกว่า สู้อย่างไร มันก็สู้กับกำแพง เอาอย่างไรก็เอามันไม่ลง แล้วก็ตอบกับประชาชนไม่ได้ ว่าทำไมถึงไม่สำเร็จ มันก็เลยต้องหาอะไรที่มันรู้สึกว่าเป็นความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ให้มันได้ชูใจ (เสียงสะอื้น) ว่าอย่างน้อยมันก็มีเรื่องให้เราได้รู้สึกว่า ความพยายามของเราไม่สูญเปล่า” (เนชั่นสุดสัปดาห์ Nationweekend 9 August)
หลังจากได้ฟังคำวิจารณ์จากสื่อมวลชนและแฟนคลับหลากหลายกลุ่มต่อวิวาทะ “กำแพง” นี้แล้ว ผมได้ข้อสรุปว่า นี่คือตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ ของสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์” ได้ ในความหมายทั่วไปว่าคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตโดยมีผู้กระทำการจำนวนหนึ่งในนั้น
สิ่งที่ผมคิดว่าขาดหายไปในประวัติศาสตร์นี้คือปัจจัยที่กำหนดเนื้อหาภายในของเรื่องในประวัติศาสตร์อันได้แก่บริบท ไม่เช่นนั้นประวัติศาสตร์ก็จะเป็นได้เพียงเรื่องราวที่เกิดตามหลักฐานที่นักประวัติศาสตร์ (หรือนักข่าว) ที่รายงานข่าวเท่านั้นเอง
หากแต่มันอาจไม่ใช่ความจริงที่ได้เกิดขึ้นในเหตุการณ์นั้น
ผมสังเกตปรากฏกาณ์เรื่อง “กำแพง” ที่มีการรายงานและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางและดุเดือดไม่แพ้คดี “โกง ส.ว.” และการโกงสอบของมหาดไทยหรือนโยบายเอไอพาสปอร์ต ด้วยความสนใจและระคนความประหลาดใจ
ข้อที่ประหลาดใจคือการสร้างคำพูดสั้นๆ ของคุณศิริกัญญา ตันสกุล ให้ออกไปเป็นการระบายความในใจในการทำงานการเมืองในระบบรัฐสภาแบบไทยๆ ที่พรรคเสียงข้างมากไม่อาจเป็นรัฐบาลได้เปลี่ยนนโยบายในระดับโครงสร้างของประเทศก็ยังไม่ได้ มันเหมือนเจอกำแพง เท่านั้นเองที่วรรคทองนี้ก็กลายมาเป็นวาทกรรมกำแพงของสื่อมวลชนใหม่ต่างๆ อย่างคับคั่ง ดังที่ได้ยินได้อ่านกันแล้ว
กระทั่งฝ่ายโฆษกของนายกรัฐมนตรีรีบคว้ามาสร้างวาทกรรมเชิงลบต่อพรรคประชาชนไปอย่างไวรัล ว่ากำแพงมันสูงและหนามาก ยิ่งชนก็ยิ่งเจ็บหัว เรียกเสียงตอบโต้จากแกนนำพรรคประชาชนอย่างทันควัน
ถ้าผมไม่ได้ไปนั่งฟังการอภิปรายกันวันนั้นในงานปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์ ปี 2569 ความประหลาดใจในวาทกรรมกำแพงก็คงไม่เกิด เพราะผมก็คงเหมือนผู้เสพข่าวทั้งหลายที่รับฟังข่าวโดยดุษณี เห็นด้วยและเห็นต่างจากผู้แสดงวาทกรรมนั้นขึ้นอยู่กับจุดยืนและความรับรู้การเมืองของแต่ละคน
ที่ผมแปลกใจมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นกระแสที่รับและโหนวาทกรรมกำแพงนี้ไหลเรื่อยไปอย่างไร้รอยต่อ เหมือนเป็นความตั้งใจของผู้พูดที่จะก่อกระแสนี้ขึ้นมา ทั้งๆ ที่ในความคิดและรับรู้เข้าใจของผมที่ฟังอย่างตั้งใจวันนั้น ต้นตอหรือกำเนิดของวาทกรรมกำแพงไม่ใช่เป็นอย่างที่ข่าวและนักวิจารณ์รวมถึงนายกรัฐมนตรีคิดและเข้าใจเลย
มันเป็นคนละเรื่องกันเลยก็ว่าได้
จุดที่เป็นแรงผลักดันให้คุณศิริกัญญาเริ่มเครียดและใบหน้าส่อแววไม่แน่ใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับเวทีสนทนา หลังปาฐกถา โดย ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ ในหัวข้อ “ความมั่นคงของชาติกับความชอบธรรมของกองทัพ” ซึ่งมีประเด็นและข้อถกเถียงให้วิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย
แต่แล้วประวัติศาสตร์ของวันนั้นก็ถูกปัจจัยที่ไม่ได้คาดหมายชักนำให้ออกไปสู่วิวาทะ “กำแพง” ไปเสีย
นั่นเองที่ทำให้ผมในระยะหลังอยากนิยามประวัติศาสตร์ที่เรียนและร่วมสร้างกับคนอื่นๆ ว่า มันคือเรื่องราวที่เป็นอุบัติเหตุหรือเหตุอันไม่ได้ตั้งใจให้เป็น ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เหตุการณ์และเรื่องราวที่ได้เกิดอย่างราวกับจับวางให้ลงตัวว่าต้องเป็นอย่างนั้นและอย่างนี้ ไม่ใช่เลย
หากแต่มันคือการบรรจบกันของสรรพสิ่งและปัจจัยหลากหลายที่ส่วนใหญ่อยู่นอกเหนือการควบคุมและความต้องการของผู้แสดง
นี่เองที่ทำให้บทบาทของผู้นำหรือวีรชนในเหตุการณ์ต้องเกิดขึ้นเพื่อทำให้ประวัติศาสตร์สมบูรณ์ในความรับรู้เข้าใจของคนรุ่นหลังต่อมา
ปัจจัยแวดล้อมในวันนั้นคือการสนทนาหลังปาฐกถา ระหว่างผู้สนทนาสี่ท่านคือ สมบัติ บุญงามอนงค์ รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล ศิริกัญญา ตันสกุล และจาตุรนต์ ฉายแสง โดยมีสมคิด พุทธศรี แห่งสำนัก 101 เป็นผู้ดำเนินการสนทนาในหัวข้อว่า “อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย” ซึ่งนำมาจากบทความหนึ่งของ อ.นิธิ
ประเด็นในการสนทนาค่อยๆ ยกระดับเข้าสู่ความเข้มข้นและขมวดเกลียวของโจทย์และคำตอบ สมบัติให้ข้อคิดถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมามักไม่ให้ความสำคัญแก่เทคนิคและวิธีการ ส่วนใหญ่มุ่งไปที่การจุดให้ม็อบติด แล้วออกลงถนนเป็นหลัก จากนั้นก็ปล่อยให้เรื่องมันดำเนินไปตามสถานการณ์
กล่าวได้ว่า ผู้นำการเคลื่อนไหวประท้วงของกลุ่มมวลชนไม่มียุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการต่อสู้อะไรมากนัก
ผลคือ อาจได้ผลลัพธ์บางประการหากสถานการณ์รอบข้างอำนวย แต่ในระยะยาวก็ไม่ได้อะไรเป็นหลักเป็นฐาน เพราะก็ไม่ได้มีใครในฝ่ายเคลื่อนไหวเตรียมคิดและวางแผนจะทำอะไรให้เป็นมรรคผลต่อจากการประท้วงใหญ่
ผู้อภิปรายต่อไปคือ ดร.กนกรัตน์ ที่จุดไฟให้หัวข้อสนทนาติด ด้วยการวิพากษ์และวิจารณ์พรรคการเมืองฝ่ายประชาชนสองพรรคใหญ่คือเพื่อไทยและประชาชน (อนาคตใหม่และก้าวไกล) อย่างเปิดหน้าไม่อ้อมแอ้มรักนวลสงวนตัวอีกต่อไป
ว่าในที่สุดหลังจากได้เสียงจากประชาชนถึง 30 ล้านเสียงก็ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตและความหวังของประชาชนได้เลย
ปิดท้ายคำวิจารณ์เชิงวิพากษ์อย่างดุเดือดต่อความล้มเหลวของพรรคประชาชน และก่อนหน้าที่ไม่สามารถทำให้ความคาดหวังของประชาชนไปกันได้กับของพรรค
กนกรัตน์เพิ่มน้ำหนักคำวิพากษ์ด้วยการแตะท่วงทำนองของศิริกัญญาว่า ในการอภิปรายวันนี้ก็ “พูดอย่างอ้อมแอ้มไม่ค่อยมีความเชื่อมั่น” เสร็จแล้วก็ย้อนเกล็ดความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่ศิริกัญญาพูดถึงในการทำงานในคณะกรรมาธิการในรัฐสภา ว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ที่ไม่มีความหมายต่อความเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างและชีวิตของประชาชน
ในขณะที่ความชอบธรรมของฝ่ายชนชั้นนำเริ่มล่มสลาย ความหวังของฝ่ายประชาชนก็เริ่มสั่นคลอนเมื่อพบว่า ตัวแทนในนามพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้าก็ไม่อาจดำเนินการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างที่จะช่วยสร้างชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้เหมือนกัน ความหวังจึงเริ่มรางเลือน
และนำมาซึ่งคำวิจารณ์จากนักวิชาการฝ่ายประชาชน ว่าทำไมถึงทำไม่ได้ ทำไมถึงทำแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การเปิดโปงการคอร์รัปชั่นในสำนักงาน ประกันสังคม หรือการไล่บี้การโกง ส.ว. (ฮั้ว) และการเกาะติดธุรกิจของกองทัพ รวมถึงการผลักดันการถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการงบประมาณ เป็นต้น
คำวิจารณ์เหล่านี้หลักๆ มาจากคำอภิปรายอันหนักหน่วงของ กนกรัตน์นี่เองที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายของการตอบอย่างสะอึกในคอและดวงตาของศิริกัญญา
ศิริกัญญาไม่ได้อภิปรายหรือแสดงความนัยอะไรของพรรคประชาชนในปัญหาเรื่องความหวัง หรือความไม่สามารถเปลี่ยนรัฐบาลหรือค้นหายุทธศาสตร์ใหม่ได้อย่างที่นักวิจารณ์ข่าวคาดเดากันไปเอง
สิ่งที่คุณไหมพยายามพูดและตอบจนทำให้สะอื้นนั้น เป็นความพยายามที่จะตอบคำวิจารณ์ของสองนักกิจกรรมและนักวิชาการที่ได้เสนอเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลงในระบบการเมืองไทย
แล้วมาลงเอยในท่อนท้ายทำนองว่า “พรรคการเมืองทุกพรรค รวมทั้งพรรคประชาชนด้วยพากันดิสเครดิตนักการเมืองพรรคอื่น เพียงเพื่อทำให้พรรคตัวเองดีขึ้น ทุกคนทำกันแบบนี้เหมือนกันหมดเลย” วรรคนี้มาจากสมบัติ งามบุญอนงค์ ที่สอดเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ในขณะที่กนกรัตน์ เลิศชูสกุล นักรัฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาจาก 6 ตุลาคม 2519 ถึงกลุ่มนักเรียนโบขาวปี 2563 ก็กระหน่ำค้อนลงไปที่หัวใจของพรรคประชาชน
ว่าคนรุ่นอัลฟาที่จะเป็นคนลงคะแนนเสียงกลุ่มใหม่ก็ไม่มีความผูกพันและความหวังใดๆ กับพรรคเลย
ครั้งสุดท้ายที่ปัญญาชนกระฎุมพีมีความหวังในพรรคการเมืองอย่างสุดใจ คือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพราะเชื่อมั่นในจุดยืนและความซื่อสัตย์ของสมาชิกพรรคว่าไม่มีทางทำให้เปลี่ยนแปลงหรือขายอุดมการณ์ได้ แต่ภายหลังความผันผวนทางการเมืองระหว่างประเทศหรือภูมิรัฐศาสตร์ในแถบนี้เปลี่ยนไป พคท.ถูกลอยแพ แนวร่วมอันกว้างใหญ่ไพศาลก็ถูกบั่นทอนและทำลายไป
ปัญญาชนนักศึกษาทยอยออกจากป่า นำไปสู่ “วิกฤตศรัทธา” ในขบวนการต่อสู้ของประชาชนอย่างร้าวฉานและเจ็บปวด ประวัติศาสตร์หน้าใหม่เริ่มอีกครั้งด้วยสัมพันธภาพระหว่างปัญญาชนนักศึกษากับพรรคการเมืองก่อตัวขึ้นใหม่ภายหลังการประกาศตั้งพรรคอนาคตใหม่ ที่มาพร้อมกับแนวทางและยุทธวิธีในการต่อสู้ที่แตกต่าง ที่สำคัญคือการต่อสู้ภายในระบบที่เป็นทุนนิยมพวกพ้อง อำนาจอนุรักษ์ล้นพ้นครอบงำและเศรษฐกิจไฮบริดที่เริ่มขาลง
น้ำเสียงและการวิพากษ์อย่างฉันมิตรของแนวร่วมปัญญาชนแต่เต็มไปด้วยความหวังที่กำลังเสื่อมคลอนต่อระบบและระเบียบของไทยในโลกที่กำลังท้าทายระเบียบเสรีนิยมและกฎหมายสากลเพื่อมุ่งไปยังถนนสายอำนาจนิยมกัน ผนวกกับการตระหนักว่า พรรคการเมืองที่โดดเดี่ยวและยังไร้รากเช่นนี้จะสามารถฟันฝ่าม่านหมอกและฟ้าสีเทาออกไปได้อย่างไร
ในขณะที่มรดกของอดีตที่ได้สร้างและถักทอสังคมไทยให้เติบใหญ่มาถึงทุกวันนี้ก็ไม่เหลือพลังและสติปัญญาอีกสักเท่าไรในการอุ้มชูคนรุ่นใหม่และระหว่างรุ่นให้ผ่านพ้นไปได้
มองย้อนกลับไป วาระสุดท้ายของ พคท. ไม่อาจปฏิเสธว่าปัจจัยหนึ่ง นอกจากภายนอกและภายในพรรคเองที่มีผลต่อจุดจบนี้ แยกไม่ออกจากการเสื่อมสลายของสัมพันธภาพอันแน่นแฟ้นระหว่าง พคท. กับขบวนปัญญาชนนายทุนน้อยเหล่านั้น ที่เร่งการสลายลงของอุดมการณ์การปฏิวัติที่เน้นชนบทและยึดเมืองในที่สุดด้วยกำลังอาวุธ
เรื่องทั้งหมดนี้จึงเป็น “กำแพง” ของปัญญาชนกระฎุมพีหรือของพรรคประชาชนกันแน่
