bg-single

‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ

22.08.2026

คอลัมน์ ตุลวิภาคพจนกิจ
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Anutin Charnvirakul ระบุว่า “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก”

ด้าน นายธนกร วังบุญคงชนะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความระบุว่า ถ้าเราเป็นนักการเมืองที่ทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนก็ไม่ต้องกลัวกำแพง เป้าหมายมีไว้พุ่งชน! (เนชั่นสุดสัปดาห์ Nationweekend 9 August)

มโนทัศน์กำแพงของนายอนุทิน สื่อมวลชนและนักวิจารณ์การเมืองพากันให้ความเห็นว่าเป็นการประสานเสียงเย้ย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่พูดในงานปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์ ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา “โดยในวงปาฐกถาดังกล่าวนักวิชาการที่ร่วมเวที ได้มีการพูดถึงระบบการเมือง ซึ่งพรรคส้มตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จในอดีต กระทั่งเกิดจุดพลิกขั้ว รวมไปถึงการทำหน้าที่ของพรรคประชาชนที่เดินเล่นเกมดิสเครดิตตรงข้ามเพื่อสร้างเครดิตให้ตัวเอง

โดย น.ส.ศิริกัญญาตอบกลับว่า “ก็ต้องยอมรับว่า มันก็เหนื่อย มันเผาตัวเอง เออ ไม่อย่างนั้นมันจะรู้สึกว่า สู้อย่างไร มันก็สู้กับกำแพง เอาอย่างไรก็เอามันไม่ลง แล้วก็ตอบกับประชาชนไม่ได้ ว่าทำไมถึงไม่สำเร็จ มันก็เลยต้องหาอะไรที่มันรู้สึกว่าเป็นความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ให้มันได้ชูใจ (เสียงสะอื้น) ว่าอย่างน้อยมันก็มีเรื่องให้เราได้รู้สึกว่า ความพยายามของเราไม่สูญเปล่า” (เนชั่นสุดสัปดาห์ Nationweekend 9 August)

หลังจากได้ฟังคำวิจารณ์จากสื่อมวลชนและแฟนคลับหลากหลายกลุ่มต่อวิวาทะ “กำแพง” นี้แล้ว ผมได้ข้อสรุปว่า นี่คือตัวอย่างสดๆ ร้อนๆ ของสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์” ได้ ในความหมายทั่วไปว่าคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตโดยมีผู้กระทำการจำนวนหนึ่งในนั้น

สิ่งที่ผมคิดว่าขาดหายไปในประวัติศาสตร์นี้คือปัจจัยที่กำหนดเนื้อหาภายในของเรื่องในประวัติศาสตร์อันได้แก่บริบท ไม่เช่นนั้นประวัติศาสตร์ก็จะเป็นได้เพียงเรื่องราวที่เกิดตามหลักฐานที่นักประวัติศาสตร์ (หรือนักข่าว) ที่รายงานข่าวเท่านั้นเอง

หากแต่มันอาจไม่ใช่ความจริงที่ได้เกิดขึ้นในเหตุการณ์นั้น

ผมสังเกตปรากฏกาณ์เรื่อง “กำแพง” ที่มีการรายงานและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางและดุเดือดไม่แพ้คดี “โกง ส.ว.” และการโกงสอบของมหาดไทยหรือนโยบายเอไอพาสปอร์ต ด้วยความสนใจและระคนความประหลาดใจ

ข้อที่ประหลาดใจคือการสร้างคำพูดสั้นๆ ของคุณศิริกัญญา ตันสกุล ให้ออกไปเป็นการระบายความในใจในการทำงานการเมืองในระบบรัฐสภาแบบไทยๆ ที่พรรคเสียงข้างมากไม่อาจเป็นรัฐบาลได้เปลี่ยนนโยบายในระดับโครงสร้างของประเทศก็ยังไม่ได้ มันเหมือนเจอกำแพง เท่านั้นเองที่วรรคทองนี้ก็กลายมาเป็นวาทกรรมกำแพงของสื่อมวลชนใหม่ต่างๆ อย่างคับคั่ง ดังที่ได้ยินได้อ่านกันแล้ว

กระทั่งฝ่ายโฆษกของนายกรัฐมนตรีรีบคว้ามาสร้างวาทกรรมเชิงลบต่อพรรคประชาชนไปอย่างไวรัล ว่ากำแพงมันสูงและหนามาก ยิ่งชนก็ยิ่งเจ็บหัว เรียกเสียงตอบโต้จากแกนนำพรรคประชาชนอย่างทันควัน

ถ้าผมไม่ได้ไปนั่งฟังการอภิปรายกันวันนั้นในงานปาฐกถานิธิ เอียวศรีวงศ์ ปี 2569 ความประหลาดใจในวาทกรรมกำแพงก็คงไม่เกิด เพราะผมก็คงเหมือนผู้เสพข่าวทั้งหลายที่รับฟังข่าวโดยดุษณี เห็นด้วยและเห็นต่างจากผู้แสดงวาทกรรมนั้นขึ้นอยู่กับจุดยืนและความรับรู้การเมืองของแต่ละคน

ที่ผมแปลกใจมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นกระแสที่รับและโหนวาทกรรมกำแพงนี้ไหลเรื่อยไปอย่างไร้รอยต่อ เหมือนเป็นความตั้งใจของผู้พูดที่จะก่อกระแสนี้ขึ้นมา ทั้งๆ ที่ในความคิดและรับรู้เข้าใจของผมที่ฟังอย่างตั้งใจวันนั้น ต้นตอหรือกำเนิดของวาทกรรมกำแพงไม่ใช่เป็นอย่างที่ข่าวและนักวิจารณ์รวมถึงนายกรัฐมนตรีคิดและเข้าใจเลย
มันเป็นคนละเรื่องกันเลยก็ว่าได้

จุดที่เป็นแรงผลักดันให้คุณศิริกัญญาเริ่มเครียดและใบหน้าส่อแววไม่แน่ใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับเวทีสนทนา หลังปาฐกถา โดย ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ ในหัวข้อ “ความมั่นคงของชาติกับความชอบธรรมของกองทัพ” ซึ่งมีประเด็นและข้อถกเถียงให้วิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย

แต่แล้วประวัติศาสตร์ของวันนั้นก็ถูกปัจจัยที่ไม่ได้คาดหมายชักนำให้ออกไปสู่วิวาทะ “กำแพง” ไปเสีย

นั่นเองที่ทำให้ผมในระยะหลังอยากนิยามประวัติศาสตร์ที่เรียนและร่วมสร้างกับคนอื่นๆ ว่า มันคือเรื่องราวที่เป็นอุบัติเหตุหรือเหตุอันไม่ได้ตั้งใจให้เป็น ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เหตุการณ์และเรื่องราวที่ได้เกิดอย่างราวกับจับวางให้ลงตัวว่าต้องเป็นอย่างนั้นและอย่างนี้ ไม่ใช่เลย

หากแต่มันคือการบรรจบกันของสรรพสิ่งและปัจจัยหลากหลายที่ส่วนใหญ่อยู่นอกเหนือการควบคุมและความต้องการของผู้แสดง

นี่เองที่ทำให้บทบาทของผู้นำหรือวีรชนในเหตุการณ์ต้องเกิดขึ้นเพื่อทำให้ประวัติศาสตร์สมบูรณ์ในความรับรู้เข้าใจของคนรุ่นหลังต่อมา

ปัจจัยแวดล้อมในวันนั้นคือการสนทนาหลังปาฐกถา ระหว่างผู้สนทนาสี่ท่านคือ สมบัติ บุญงามอนงค์ รศ.ดร.กนกรัตน์ เลิศชูสกุล ศิริกัญญา ตันสกุล และจาตุรนต์ ฉายแสง โดยมีสมคิด พุทธศรี แห่งสำนัก 101 เป็นผู้ดำเนินการสนทนาในหัวข้อว่า “อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย” ซึ่งนำมาจากบทความหนึ่งของ อ.นิธิ

ประเด็นในการสนทนาค่อยๆ ยกระดับเข้าสู่ความเข้มข้นและขมวดเกลียวของโจทย์และคำตอบ สมบัติให้ข้อคิดถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมามักไม่ให้ความสำคัญแก่เทคนิคและวิธีการ ส่วนใหญ่มุ่งไปที่การจุดให้ม็อบติด แล้วออกลงถนนเป็นหลัก จากนั้นก็ปล่อยให้เรื่องมันดำเนินไปตามสถานการณ์

กล่าวได้ว่า ผู้นำการเคลื่อนไหวประท้วงของกลุ่มมวลชนไม่มียุทธศาสตร์และยุทธวิธีในการต่อสู้อะไรมากนัก

ผลคือ อาจได้ผลลัพธ์บางประการหากสถานการณ์รอบข้างอำนวย แต่ในระยะยาวก็ไม่ได้อะไรเป็นหลักเป็นฐาน เพราะก็ไม่ได้มีใครในฝ่ายเคลื่อนไหวเตรียมคิดและวางแผนจะทำอะไรให้เป็นมรรคผลต่อจากการประท้วงใหญ่

ผู้อภิปรายต่อไปคือ ดร.กนกรัตน์ ที่จุดไฟให้หัวข้อสนทนาติด ด้วยการวิพากษ์และวิจารณ์พรรคการเมืองฝ่ายประชาชนสองพรรคใหญ่คือเพื่อไทยและประชาชน (อนาคตใหม่และก้าวไกล) อย่างเปิดหน้าไม่อ้อมแอ้มรักนวลสงวนตัวอีกต่อไป

ว่าในที่สุดหลังจากได้เสียงจากประชาชนถึง 30 ล้านเสียงก็ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตและความหวังของประชาชนได้เลย

ปิดท้ายคำวิจารณ์เชิงวิพากษ์อย่างดุเดือดต่อความล้มเหลวของพรรคประชาชน และก่อนหน้าที่ไม่สามารถทำให้ความคาดหวังของประชาชนไปกันได้กับของพรรค

กนกรัตน์เพิ่มน้ำหนักคำวิพากษ์ด้วยการแตะท่วงทำนองของศิริกัญญาว่า ในการอภิปรายวันนี้ก็ “พูดอย่างอ้อมแอ้มไม่ค่อยมีความเชื่อมั่น” เสร็จแล้วก็ย้อนเกล็ดความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่ศิริกัญญาพูดถึงในการทำงานในคณะกรรมาธิการในรัฐสภา ว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ที่ไม่มีความหมายต่อความเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างและชีวิตของประชาชน

ในขณะที่ความชอบธรรมของฝ่ายชนชั้นนำเริ่มล่มสลาย ความหวังของฝ่ายประชาชนก็เริ่มสั่นคลอนเมื่อพบว่า ตัวแทนในนามพรรคการเมืองฝ่ายก้าวหน้าก็ไม่อาจดำเนินการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างที่จะช่วยสร้างชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้เหมือนกัน ความหวังจึงเริ่มรางเลือน

และนำมาซึ่งคำวิจารณ์จากนักวิชาการฝ่ายประชาชน ว่าทำไมถึงทำไม่ได้ ทำไมถึงทำแค่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การเปิดโปงการคอร์รัปชั่นในสำนักงาน ประกันสังคม หรือการไล่บี้การโกง ส.ว. (ฮั้ว) และการเกาะติดธุรกิจของกองทัพ รวมถึงการผลักดันการถ่ายทอดสดการประชุมกรรมาธิการงบประมาณ เป็นต้น

คำวิจารณ์เหล่านี้หลักๆ มาจากคำอภิปรายอันหนักหน่วงของ กนกรัตน์นี่เองที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายของการตอบอย่างสะอึกในคอและดวงตาของศิริกัญญา

ศิริกัญญาไม่ได้อภิปรายหรือแสดงความนัยอะไรของพรรคประชาชนในปัญหาเรื่องความหวัง หรือความไม่สามารถเปลี่ยนรัฐบาลหรือค้นหายุทธศาสตร์ใหม่ได้อย่างที่นักวิจารณ์ข่าวคาดเดากันไปเอง

สิ่งที่คุณไหมพยายามพูดและตอบจนทำให้สะอื้นนั้น เป็นความพยายามที่จะตอบคำวิจารณ์ของสองนักกิจกรรมและนักวิชาการที่ได้เสนอเงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลงในระบบการเมืองไทย

แล้วมาลงเอยในท่อนท้ายทำนองว่า “พรรคการเมืองทุกพรรค รวมทั้งพรรคประชาชนด้วยพากันดิสเครดิตนักการเมืองพรรคอื่น เพียงเพื่อทำให้พรรคตัวเองดีขึ้น ทุกคนทำกันแบบนี้เหมือนกันหมดเลย” วรรคนี้มาจากสมบัติ งามบุญอนงค์ ที่สอดเข้ามาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

ในขณะที่กนกรัตน์ เลิศชูสกุล นักรัฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาจาก 6 ตุลาคม 2519 ถึงกลุ่มนักเรียนโบขาวปี 2563 ก็กระหน่ำค้อนลงไปที่หัวใจของพรรคประชาชน

ว่าคนรุ่นอัลฟาที่จะเป็นคนลงคะแนนเสียงกลุ่มใหม่ก็ไม่มีความผูกพันและความหวังใดๆ กับพรรคเลย

ครั้งสุดท้ายที่ปัญญาชนกระฎุมพีมีความหวังในพรรคการเมืองอย่างสุดใจ คือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพราะเชื่อมั่นในจุดยืนและความซื่อสัตย์ของสมาชิกพรรคว่าไม่มีทางทำให้เปลี่ยนแปลงหรือขายอุดมการณ์ได้ แต่ภายหลังความผันผวนทางการเมืองระหว่างประเทศหรือภูมิรัฐศาสตร์ในแถบนี้เปลี่ยนไป พคท.ถูกลอยแพ แนวร่วมอันกว้างใหญ่ไพศาลก็ถูกบั่นทอนและทำลายไป

ปัญญาชนนักศึกษาทยอยออกจากป่า นำไปสู่ “วิกฤตศรัทธา” ในขบวนการต่อสู้ของประชาชนอย่างร้าวฉานและเจ็บปวด ประวัติศาสตร์หน้าใหม่เริ่มอีกครั้งด้วยสัมพันธภาพระหว่างปัญญาชนนักศึกษากับพรรคการเมืองก่อตัวขึ้นใหม่ภายหลังการประกาศตั้งพรรคอนาคตใหม่ ที่มาพร้อมกับแนวทางและยุทธวิธีในการต่อสู้ที่แตกต่าง ที่สำคัญคือการต่อสู้ภายในระบบที่เป็นทุนนิยมพวกพ้อง อำนาจอนุรักษ์ล้นพ้นครอบงำและเศรษฐกิจไฮบริดที่เริ่มขาลง

น้ำเสียงและการวิพากษ์อย่างฉันมิตรของแนวร่วมปัญญาชนแต่เต็มไปด้วยความหวังที่กำลังเสื่อมคลอนต่อระบบและระเบียบของไทยในโลกที่กำลังท้าทายระเบียบเสรีนิยมและกฎหมายสากลเพื่อมุ่งไปยังถนนสายอำนาจนิยมกัน ผนวกกับการตระหนักว่า พรรคการเมืองที่โดดเดี่ยวและยังไร้รากเช่นนี้จะสามารถฟันฝ่าม่านหมอกและฟ้าสีเทาออกไปได้อย่างไร

ในขณะที่มรดกของอดีตที่ได้สร้างและถักทอสังคมไทยให้เติบใหญ่มาถึงทุกวันนี้ก็ไม่เหลือพลังและสติปัญญาอีกสักเท่าไรในการอุ้มชูคนรุ่นใหม่และระหว่างรุ่นให้ผ่านพ้นไปได้
มองย้อนกลับไป วาระสุดท้ายของ พคท. ไม่อาจปฏิเสธว่าปัจจัยหนึ่ง นอกจากภายนอกและภายในพรรคเองที่มีผลต่อจุดจบนี้ แยกไม่ออกจากการเสื่อมสลายของสัมพันธภาพอันแน่นแฟ้นระหว่าง พคท. กับขบวนปัญญาชนนายทุนน้อยเหล่านั้น ที่เร่งการสลายลงของอุดมการณ์การปฏิวัติที่เน้นชนบทและยึดเมืองในที่สุดด้วยกำลังอาวุธ

เรื่องทั้งหมดนี้จึงเป็น “กำแพง” ของปัญญาชนกระฎุมพีหรือของพรรคประชาชนกันแน่



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
อนุรักษนิยมไทยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ?
กระทรวงเกษตรฯ ขอ ปชช.อย่าเพิ่งกังวล “UPOV1991” ยืนยันยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน ลั่น! ต้องปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร-คนไทยเป็นหลัก
จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’