บทความต่างประเทศ
กองทัพเมียนมา
บนวิถีอำมหิตของ มิน อ่อง ลาย
เมื่อเร็วๆ นี้ สมัชชาสหประชาชาติ (UN General Assembly) ได้ตีพิมพ์เผยแพร่เอกสารรายงานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งออกมา เป็นรายงานที่ถูกจัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน (Human Rights Council) แห่งสหประชาชาติ สมัยประชุมที่ 60 ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 8 กันยายน จนถึงวันที่ 3 ตุลาคม ปี 2025
เป็นเอกสารในวาระประชุมที่ 4 หัวข้อคือ “สถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่คณะมนตรีฯ ต้องใส่ใจ” จัดทำโดย “กลไกการสืบสวนสอบสวนอิสระสำหรับเมียนมา” หรือไอไอเอ็มเอ็ม (the Independent Investigative Mechanism for Myanmar หรือ IIMM)
“ไอไอเอ็มเอ็ม” คือคณะทำงานพิเศษที่ตั้งขึ้นโดยอาศัยความตามมติของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนที่ 39/2 (เมื่อปี 2018 หลังเกิดวิกฤตฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญาในยะไข่)
ภารกิจหลักของไอไอเอ็มเอ็มก็คือ สืบสวนสอบสวนเพื่อจัดเก็บ รวบรวมข้อมูล บทวิเคราะห์ หลักฐาน พยาน สำหรับการดำเนินคดีในศาลระดับชาติ ระดับภูมิภาค หรือระดับสากล เพื่อให้แน่ใจได้ว่าจะสามารถอำนวยให้เกิดความยุติธรรมแก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมร้ายแรงระหว่างประเทศ
โดยให้จัดทำเอกสารรายงานความคืบหน้าเป็นระยะๆ ต่อคณะมนตรีฯ
รายงานล่าสุดของไอไอเอ็มเอ็มที่ปรากฏออกมาดังกล่าว เป็นรายงานฉบับที่ 7 ครอบคลุมระยะเวลาดำเนินงานระหว่าง 1 กรกฎาคม 2024 จนกระทั่งถึง 30 มิถุนายน 2025 เป็นการรายงานความคืบหน้าของการดำเนินงาน ปัญหาท้าทาย และอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในเมียนมา
รายงานดังกล่าวระบุว่า ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ไอไอเอ็มเอ็มยังคงพบพฤติกรรมที่เป็นทั้งอาชญากรรมสงคราม (war crimes) และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ (crimes against humanity) เกิดขึ้นทั่วเมียนมา โดยประสบความคืบหน้าสำคัญในการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2021
รายงานของไอไอเอ็มเอ็มระบุเอาไว้ว่า สามารถตรวจสอบพบได้ทั้งเอกสารและหลักฐาน ที่แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมป่าเถื่อน โหดร้าย ยังคงเกิดขึ้น “บ่อยครั้งและเกิดขึ้นอย่างอำมหิต” โดยยังลุกลามขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่เกิดการรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐจากพลเรือนมาแล้วนานกว่า 4 ปี
ข้อมูลที่น่าตกใจอย่างยิ่งก็คือ ไอไอเอ็มเอ็มระบุว่า สามารถรวบรวมหลักฐานจากบรรดาพยานทั้งหลายที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทหารเมียนมาจับกุมคุมขังเด็กๆ อายุตั้งแต่ 2 ปีเรื่อยไปจนถึง 17 ปี โดยอาศัยทั้งกำลังทหารและตำรวจ
การจับกุมคุมขังดังกล่าวเป็นการจับกุม “แทน” ในกรณีที่ไม่สามารถหาตัวผู้เป็นพ่อหรือแม่ ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำความผิดพบและนำตัวมาคุมขังได้
ยิ่งไปกว่านั้น ไอไอเอ็มเอ็มระบุเอาไว้ด้วยว่า บางส่วนของเด็กๆ ที่ถูกคุมขังเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อของการทารุณกรรม ได้รับการปฏิบัติต่ออย่างเลวร้าย หรือไม่ก็ถูกกระทำด้วยพฤติกรรมอันเป็นอาชญากรรมทางเพศ หรือพฤติกรรมอันอยู่บนพื้นฐานทางเพศอีกด้วย
ตามข้อมูลของสมาคมเพื่อการช่วยเหลือนักโทษสงคราม (the Assistance Association for Political Prisoners) องค์กรท้องถิ่นที่ติดตามการจับกุมคุมขังในเมียนมาหลังการรัฐประหาร ระบุเอาไว้ว่า รัฐบาลทหารเมียนมาจับกุมบรรดาคู่แข่งทางการเมือง, ผู้สื่อข่าว และนักเคลื่อนไหวต่างๆ มากถึง 30,000 ราย นับตั้งแต่มีการรัฐประหารเรื่อยมา
ไอไอเอ็มเอ็มระบุไว้ในรายงานว่า สามารถรวบรวมหลักฐานที่มีนัยสำคัญซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่า ภายในสถานที่คุมขังต่างๆ เหล่านี้มีการนำเอาการทารุณกรรมอย่างเป็นระบบมาใช้
ตั้งแต่การทุบตี การชอร์ตด้วยไฟฟ้า, การรัดคอ, การทรมานโดยการดึงเล็บ ถอดเล็บ และการใช้ความรุนแรงทางเพศเพื่อทารุณกรรมในอีกหลายรูปแบบ
ซึ่งรวมทั้งการข่มขืนและการเรียงคิวข่มขืน
หลายครั้งที่การทารุณกรรมด้วยวิธีการเหล่านี้ทำให้เหยื่อถึงแก่ความตาย
ตามรายงาน ไอไอเอ็มเอ็มระบุว่า ประสบความคืบหน้าในการดำเนินความพยายามเพื่อระบุตัวสมาชิกรายบุคคลและหน่วยงานต้นสังกัดของหน่วยงานความมั่นคง “ที่เกี่ยวข้องอยู่กับปฏิบัติการต่างๆ ในสถานที่คุมขังที่ใดที่หนึ่งที่ถูกระบุ” โดยสามารถระบุตัวผู้กระทำอาชญกรรมทางเพศหรือเกี่ยวเนื่องกับเพศโดยตรง ตลอดไปจนถึงบรรดาบุคคลระดับผู้บัญชาการต่างๆ ได้
นอกจากนั้น ยังสามารถเก็บรวบรวมหลักฐานที่สามารถระบุตัวตนของบุคคลต่างๆ ทั้งที่อยู่ในหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ และกองกำลังของฝ่ายต่อต้าน ที่มีพฤติกรรมสังหารโหดโดยรวบรัดแบบศาลเตี้ยได้อีกด้วย
ในรายงานยังระบุเอาไว้ด้วยว่า ในช่วงเวลาของการเก็บข้อมูลและหลักฐาน พยาน ได้เก็บรวบรวมและตรวจสอบหลักฐานการก่ออาชญากรรมในพื้นที่สู้รบเป็นจำนวนมากในเมียนมา รวมทั้งในรัฐ ชิน, คะฉิ่น, คะยา, ยะไข่ และฉาน
รูปแบบของอาชญากรรมมีตั้งแต่การโจมตีต่อเป้าหมายโดยไม่เลือกว่าเป็นเป้าหมายพลเรือนหรือไม่ หรือการจงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือนโดยตรง, การสังหารพลเรือน ทั้งที่เป็นไปโดยไม่เลือกเป้าหมาย หรือเป็นเพราะเจตนาสังหารและสุดท้ายคืออาชญากรรมทางเพศ
ในรายงานมีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์เพิ่มเติมสำหรับการดำเนินการในช่วงปี 2025-2027 เพื่อแก้ปัญหาที่ไอไอเอ็มเอ็มเผชิญในการดำเนินการที่ผ่านมา และรับมือกับอุปสรรคต่างๆ
นิโคลาส คูมเจียน หัวหน้าไอไอเอ็มเอ็ม ให้เหตุผลเอาไว้ว่า เป็นเพราะมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องให้บรรดาผู้กระทำความผิดและก่ออาชญากรรมอำมหิตทั้งหลายได้รับรู้ว่า ยังคงมีใครสักคนที่คอยจับตาเฝ้าดูอยู่ และมีคนที่ยังคงมุ่งมั่นเก็บรวมรวมหลักฐานเอาไว้อยู่ตลอดเวลา
ก่อนย้ำไว้ในท้ายที่สุดว่า อาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับเมียนมานับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเรื่อยมาจนถึงขณะนี้ ยิ่งนับวันยิ่งรุนแรงและร้ายแรงมากขึ้นทุกที
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
